วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มติครม.ประกาศใช้ 'พ.ร.บ.มั่นคงฯ' 19 มี.ค.-30 เม.ย.

ศรส. แถลงการณ์ ครม.มีมติประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ แทน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผลตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.-30 เม.ย.57 ชี้ สถานการณ์ความรุนแรงลดระดับลงแล้ว...

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.57 ศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. สรุปผลการประชุม ดังนี้ 1. จากการที่ ศรส. เห็นควรให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แทนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เนื่องจากสถานการณ์ด้านการชุมนุมต่อต้านทั้งของกลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่นๆ ตลอดจนเหตุร้ายแรงต่างๆ ได้ลดระดับลงมากแล้ว อีกทั้งจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศทั้งในเชิงการลงทุน ธุรกิจ และการท่องเที่ยว รวมถึงการดำรงชีพและการทำมาหากินของประชาชนโดยรวมด้วย และในวันนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม ถึง 30 เมษายนนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน. จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว รวมถึงการพิจารณาจัดโครงสร้างเพื่อการบริหารจัดการและการสนธิกำลังของหน่วยงานต่างๆ อันได้แก่ ตำรวจ ทหาร และพลเรือน เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ที่จะกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรต่อไป  

2. ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุชุมนุมเป็นต้นมา ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง เนื่องจากหลายประเทศได้ประกาศเตือนพลเมืองของตนเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย และมีการยกเลิกหรือเลื่อนการจัดประชุมในประเทศไทยอีกหลายรายการ ประการสำคัญคือ เหตุการณ์ความไม่สงบได้ส่งผลให้ประชาชนชะลอการจับจ่ายใช้สอย และภาคธุรกิจชะลอการลงทุนเนื่องจากไม่มั่นใจในเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงเป็นลำดับจนปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ 61.4 ส่วนความเชื่อมั่นภาคธุรกิจลดลงเป็นลำดับจนปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ 45.4 ซึ่งเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง และตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งเดิม สศช. ได้ประมาณการไว้ที่ร้อยละ 4.0 - 5.0 จะต้องปรับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 3.0 - 4.0 ศรส.จึงขอให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มใดๆ ตระหนักถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติในระยะยาว และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยสันติวิธีโดยเร็วเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นส่วนรวม  

3. ศรส.ได้พิจารณาแนวทางการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมปิดกรุงเทพมหานครของ กปปส. ตามที่คณะทำงานฯ ที่มีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธานแล้ว มีมติเห็นชอบตามแนวทางที่คณะทำงานฯ เสนอ ดังนี้

(1) ขอบเขตการให้ความช่วยเหลือนั้น จะให้การช่วยเหลือแก่ประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ในเขตพื้นที่ชุมนุม และนอกเขตพื้นที่ชุมนุมที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม นับแต่เกิดเหตุชุมนุมและภายหลังการชุมนุมด้วย

(2) หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ กรณีประชาชน จะต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายแก่ร่างกาย โดยมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ส่วนกรณีผู้ประกอบการธุรกิจ ต้องอยู่ในระบบเสียภาษีโดยมีหลักฐานการประกอบธุรกิจชัดเจน

(3) มาตรการให้ความช่วยเหลือ ได้แก่

- มาตรการทางการเงิน ได้แก่ ด้านการยืดระยะเวลาชำระเงินต้น สนับสนุนเงินทุน โดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย จะประสานขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินต่างๆ

- มาตรการส่งเสริมการตลาด ได้แก่ จัดกิจกรรมเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าและบริการ โดยมีกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รับผิดชอบ

- มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิต ปรับปรุงขั้นตอนกระบวนการผลิต การฝึกอบรมผู้ประกอบการ โดยมี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน และ สสว. รับผิดชอบ

- มาตรการผ่อนปรนการชำระภาษี ได้แก่ การขยายกำหนดเวลายื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายเวลาการส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ขยายเวลายื่นชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน โดยมีกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบ

- มาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายระยะสั้น ได้แก่ การให้เงินช่วยเหลือเบื้องต้น การผ่อนปรนค่าสาธารณูปโภค การลดค่าเช่า การจัดหาสถานที่ทำการค้า โดยมีกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบ

- มาตรการแรงงาน ได้แก่ การให้เงินช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพการจ้างงาน โดยมีกระทรวงแรงงานรับผิดชอบ

(4) ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นศูนย์รับแจ้งผลกระทบจากประชาชนและผู้ประกอบการ และประสานการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ศรส.จะได้เสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโดยเร่งด่วนต่อไป  

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน

ศรส. แถลงการณ์ ครม.มีมติประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ แทน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผลตั้งแต่วันที่ 19 มี.ค.-30 เม.ย.57 ชี้ สถานการณ์ความรุนแรงลดระดับลงแล้ว... 18 มี.ค. 2557 13:49 18 มี.ค. 2557 15:05 ไทยรัฐ


advertisement