วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"เดิมพัน" ว่าด้วยคำว่าแพ้ไม่ได้

"เดิมพัน" ว่าด้วยคำว่าแพ้ไม่ได้

โดย สายล่อฟ้า
19 มี.ค. 2557 05:01 น.
  • Share:


สถานการณ์การเมืองแม้จะยังไม่ถึงจุดจบ แต่กระบวนการขับเคลื่อนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพความเป็นจริงที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็วางเกมรุกเกมรับเป็นการตรึงกำลังกันตลอดเวลา โดยมีองค์อิสระและศาลเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินคดีความต่างๆ

ล่าสุด รัฐบาลได้ปรับรูปแบบการใช้อำนาจด้วยการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หันมาใช้ พ.ร.บ.มั่นคงแทน แต่โครงสร้างการบริหารจัดการยังคงใช้รูปแบบเดิม เหตุผลสำคัญน่าจะมีอยู่ 2 ประเด็น

1.ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการใดๆได้เนื่องมาจากข้อกำหนด 9 ข้อของศาลแพ่ง

2.เพื่อเอาใจบรรดานักธุรกิจที่เรียกร้องมานานแล้วเนื่องจากมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมโดยเฉพาะการท่องเที่ยวและการลงทุน

ว่าไปแล้วก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น แต่เป็นชิงเหลี่ยมการเมืองมากกว่า

แต่มีความเคลื่อนไหวในมุมใหม่นั่นคือความพยายามที่จะให้มีการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งคือรัฐบาลกับ กปปส.ด้วยการเสนอตัวของ 7 องค์กรอิสระที่จะเข้ามาทำหน้าที่ผลักดันเพื่อหาคนกลางมาเป็นตัวช่วย

7 องค์กรอิสระประกอบไปด้วย ป.ป.ช. กกต. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อัยการ ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ที่สุดอัยการก็ถอนตัวออกไปเหลือเพียงแค่ 6 องค์กรเท่านั้น

แนวทางของ 6 องค์กรอิสระก็คือให้แต่ละฝ่ายเสนอคนกลางฝ่ายละ 10 คน แล้วเลือกให้เหลือ 5 คน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” โดยองค์กรอิสระจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องเพียงแต่ทำหน้าที่ออกแบบและนำเสนอให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปพิจารณาว่าจะยอมรับหรือไม่โดยจะเสนอให้นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯรักษาการ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ไปพิจารณา

จะจัดให้มีการเลือกตั้งในส่วนที่เหลือควบคู่กันไป

พูดถึงเรื่อง “คนกลาง” เพื่อให้เกิดการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายนั้นเป็นแนวคิดที่ได้มีการเสนอตัวของหลายฝ่ายมาแล้วไม่ว่าจะเป็นส่วนบุคคลหรือองค์กรต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นมาได้เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็ยืนยันในจุดของตน

กปปส.ระบุว่านายกฯต้องลาออกเพื่อให้เกิดการปฏิรูปฯ

นายกฯยืนยันว่าไม่ลาออก ต้องเลือกตั้งก่อนแล้วค่อยปฏิรูปฯ

แม้กระทั่ง 7 องค์กรธุรกิจที่ไม่เคยแสดงบทบาททางการเมืองอย่างเป็นการเป็นงานมาก่อน ก็ได้แสดงตัวขอเป็น “คนกลาง” แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับ โดยเฉพาะข้อเสนอให้มีปฏิรูปฯก่อนเลือกตั้งก็เลยถูกตั้งข้อหาว่าเข้าข้าง กปปส.จนต้องยุติบทบาทไป

เช่นกันการเสนอตัวของ 6 องค์กรอิสระดูเหมือนจะไม่ได้รับการยอมรับจากทั้ง 2 ฝ่าย เพียงแต่ให้เหตุผลต่างกัน

กปปส.เห็นว่า การแสดงบทบาทของ 6 องค์กรอิสระนั้นจะทำให้เปลืองตัวเพราะเชื่อว่าฝ่ายรัฐบาลไม่ยอมรับ แต่ต้องการเจรจากับผู้มีอำนาจตัวจริงเสียงจริงของฝ่ายรัฐบาลมากกว่า ซึ่งก็คงหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ไม่ใช่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่เป็นเพียงแค่ “นอมินี” ที่ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตัวของตัวเองได้

ฝ่ายรัฐบาลก็ชัดเจนในท่าทีเพราะเห็นว่า 6 องค์กรอิสระคือตัวแทนของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลโดยเฉพาะการตัดสินคดีความต่างๆที่เลือกข้างชัดเจน

แน่นอนว่าการเสนอให้มีการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายจากองค์กรต่างๆ

นั้น เป็นความปรารถนาดีที่ต้องการหาทางออกให้ประเทศ

แต่เงื่อนไขที่เป็นจริงนั้นมันเป็นเรืองยากเพราะฝ่ายหนึ่งต้องการ

ล้มระบอบทักษิณ แต่อีกฝ่ายไม่ต้องการเสียอำนาจและคำนึงถึงผลที่จะตามมา

เป็น “เดิมพัน” ที่หาทางออกยากที่สุด เพราะต่างก็ไม่ต้องการเป็นผู้แพ้.


“สายล่อฟ้า”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้