วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภาพศิลป์เมืองน่าน เตือนตนคนคดโกง

โดย


“การตัดสินคดีความที่ไม่ยุติธรรม ตายไปก็จะต้องไปแบกลูกอัณฑะของตนเองในนรกภูมิ”

เสียงนุ่มนวลของนายนพคุณ ศรีจ๊ะ อธิบาย พลางชี้ชวนให้พิจารณาภาพต่างๆภายในพระอุโบสถวัดภูมินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ท่ามกลางสายตาผู้สนใจใคร่รู้ ขณะที่ปลายนิ้วของนายนพคุณชี้ไปยังชายผู้ทุกข์ทรมาน เพราะแบกลูกอัณฑะของตนเอง

พลันปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา แต่ไม่ว่าจะมองในมุมใด ภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านทิศเหนือคืบก็นรกศอกก็นรก ผู้ตายตกตามกันมาล้วนใช้เวรใช้กรรมต่างๆกัน

นรกแม้จะมีคนมาก มีเพื่อนร่วมชะตากรรมคับคั่ง เหมือนจะสนุกสนาน ไม่เปลี่ยวเหงาเหมือนบนสวรรค์ แต่ในภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏ ไม่มีใครแสดงสีหน้าท่าทางสนุกสนาน ทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์แสนสาหัส เห็นได้จากใบหน้าเหยเก ดวงตาอันเบิกโพลง ท่าทางแสดงอาการเจ็บปวด ทุรนทุราย ถ้ามีเสียงดังออกมาจากภาพได้ ย่อมไม่ใช่เสียงหัวเราะอันหฤหรรษ์ หากแต่เป็นเสียงโหยไห้สุดประมาณจากนรกานต์

มัคคุเทศก์หนุ่ม นายนพคุณ ศรีจ๊ะ อายุ 18 ปี เพิ่งจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสตรีน่านมาสดๆร้อนๆด้วยมีจิตอาสาว่างเมื่อใดก็ตรงมาอยู่ในพระอุโบสถ ศึกษา ทบทวนความรู้ของตน รออธิบายเรื่องราวจิตรกรรมฝาผนังให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน และทุกกลุ่มที่ต้องการความรู้เกี่ยวกับความเชื่อถือศรัทธาของบรรพชนคนน่าน

เพราะในอดีตนั้น วัดเป็นศูนย์รวมของความเชื่อถือศรัทธา บรรพบุรุษไทยต้องการให้ลูกหลานมีความคิดอย่างไร เชื่อถืออย่างไร นอกจากสอนโดยตรงแล้ว ยังนำเรื่องราวให้ช่างวาดเขียนรูปไว้ที่วัด ให้เยาวชนได้เห็น แล้วรู้สึกเกลียดชั่วกลัวบาป พร้อมๆกันนั้น ก็จะได้เข้าใจหลักธรรมของพระ บรมศาสดา

จังหวัดน่านมีวัดสวยงามไม่แพ้ใคร แต่ละวัดมีพระพุทธรูปสวยงาม บรรยากาศร่มรื่น และมีอย่างน้อย 2 วัดที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังโดดเด่น จนเกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันว่า หากเยือนเมืองน่านแล้วไม่ได้เข้าไปชม คล้ายกับไปไม่ถึงเลยทีเดียว นั่นคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ และจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัว

ภาพบนฝาผนังที่ปรากฏ ประกาศให้โลกรู้จักสกุลช่างเมืองน่านอย่างแท้จริงทั้งวัดหนองบัวและวัดภูมินทร์ เชื่อกันว่าผู้สร้างสรรค์ภาพคนเดียวกันคือ หนานบัวผัน เรื่องนี้ อาจารย์วินัย ปราบริปู ให้ความรู้ว่า ภาพเขียนที่วัดหนองบัว เขียนก่อนภาพวัดภูมินทร์ และศิลปินผู้เขียนภาพทั้งสองคือ หนานบัวผัน ศิลปินชาวไทลื้อ พร้อมแจกแจงเหตุผลหลายประการ เป็นต้นว่า รูปแบบการเขียนเหมือนกัน มีภาพคล้ายคลึงกันมากกว่า 40 แห่ง ทั้งใบหน้า เครื่องนุ่งห่ม การแต่งตัว นอกจากมีวิธีการเขียนเหมือนกันแล้ว ยังนำภาพสัตว์ต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวชาดก เข้ามาเขียนประกอบเหมือนกันอีกด้วย ภาพเหล่านั้นเช่น ไก่แจ้ คณะดนตรี นกนานาชนิด กวาง และควาย เป็นต้น
การนำภาพเหล่านี้เข้ามา “เพื่อตกแต่งพื้นที่ว่างเท่านั้น”
ขณะสายตาหลายคู่จ้องภาพจิตรกรรมฝาผนัง ใจหลายดวงจินตนาการไปต่างๆนานาเกี่ยวกับเรื่องนรก สวรรค์ นายนพคุณบอกว่า “คนน่านสมัยก่อน เรามีความเชื่อกันว่า คนที่ทำมาค้าขายโกงตาชั่ง ตายไปก็จะถูกตัดแขนตัดขาแล้วก็นำมาชั่ง คนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ตายไปก็จะถูกใช้หวายแช่น้ำปัสสาวะเฆี่ยนตีหนึ่งพันครั้ง ถ้าเลือดไม่ติดไม้หวายออกมา จะไม่นับหนึ่ง”

เสียงฮือฮาจากคนชมดังขึ้น บางคนทำท่าทางขนพองสยองเกล้า สาเหตุอาจจะมาจากไม่เคยล่วงรู้ความเชื่อลักษณะนี้มาก่อน หรือเผลอทำบาปกรรมไว้แล้วก็เกินจะคาดเดา แต่ที่แน่ๆร่างมนุษย์ที่ถูกตัดมาชั่ง แต่ละชิ้นส่วนเลือดแดงนั้นทำให้รู้สึกหวาดหวั่นเกินบรรยาย
โครงการต่างๆ ที่ “โกง และ กิน” กันเป็นล่ำเป็นสัน ไม่ว่าจะเป็นใครโกงล้วนต้องได้รับผลกรรม คือการกระทำชั่วของตนเอง แม้จะไม่มีภาพเล่าเรื่องชี้ทางสู่นรกานต์ไว้ครบทุกประเภท แต่กรรมย่อมเป็นเงาด่างในดวงใจติดตามไปแน่นอน

“คนเถียงพ่อแม่ ก็จะถูกกงจักรพัดตัดหัว” เอ่ยพลางชี้ไปทางเปรตนรกที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เอามาวางไว้บนหัวจึงถูกใบพัดตัดอย่างน่าสยดสยอง พลางเล่าต่อว่า “คนยักยอกทรัพย์เมื่อตายไปจะถูกน้ำกระทะทองแดงกรอกปาก อิจฉาริษยาผู้อื่นก็จะถูกขวานจามหัว บวชเป็นพระภิกษุสามเณรแต่กลับไปกินข้าวที่บ้านตอนบ่ายๆตายไปก็จะได้กินอุจจาระแทนข้าวในนรกภูมิ”

เสียงหายใจของบางคน ดูเหมือนจะไม่ทั่วท้อง แต่ต้องฟังต่อไป “ผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีความไม่ยุติธรรม ตายไปก็จะต้องไปแบกอัณฑะของตนเองในนรกภูมิ หุงข้าวถ้าไม่แบ่งข้าวไปทำบุญที่วัด ตายไปก็จะไปกินก้อนถ่านไฟแดง”

ส่วน “คนฆ่าสัตว์ตายไปก็จะเป็นสัตว์เดรัจฉาน คนประพฤติผิดในกามตายไปก็จะได้ปีนต้นงิ้ว ผิดศีลห้าตายไปก็จะตกกระทะทองแดง ถ้าไม่เข้าวัดเข้าวาก็กลายเป็นสุนัขเฝ้าถ้ำ และคนชนไก่ ตายก็จะไปเป็นเปรตในนรกภูมิ”

นายนพคุณสรุปอย่างรวบรัด ก่อนชี้ชวนให้ดูภาพอื่นๆ เป็นต้นว่า ผู้ปกครองบ้านเมืองไม่ครองอยู่ในศีลธรรม เทวดาจะส่งพญางูลงมากัดกินชาวเมือง ภาพการเกี้่ยวพาราสีของชาวบ้านในอดีต เป็นต้นว่า พ่นควันยาสูบออกจากปาก สื่อนัยจากดวงใจให้คนรักได้รับรู้ เป็นต้น

ภาพเด่นในวัดภูมินทร์ถือกันว่าภาพ “กระซิบ” บรรลือโลกเป็นหนึ่ง

ชาวน่านเรียกภาพนี้ว่า ปู่ม่านย่าม่าน อาจารย์วินัย ปราบริปู อธิบายภาพนี้ไว้อย่างน่าไตร่ตรอง ความว่า เป็นภาพแสดงอาการกระซิบ หยอกล้อหาใช่การเล้าโลมกระซิบรักของหนุ่มสาวดังที่มีการแปลความหมายกันไปในทางกามารมณ์ เพราะสมัยก่อนชายหนุ่มไม่อาจจับไหล่หญิงสาวได้ ดังนั้นหญิงชายในภาพจึงน่าจะเป็นสามีภรรยากัน

ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ นอกจากความงามของภาพแล้ว ยังบอกเรื่องราวของวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมชาวจังหวัดน่านในอดีตได้เป็นอย่างดี

ลึกไปกว่านั้นคือ บอกว่าคนน่านในอดีตคิดและเชื่อว่า คนคดโกง คนไม่ปฏิบัติตามครรลองคลองธรรม จะต้องรับโทษทัณฑ์อย่างไรในนรกภูมิ.

18 มี.ค. 2557 09:14 18 มี.ค. 2557 09:29 ไทยรัฐ


advertisement