วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทยต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน "กิตติรัตน์" ชี้รัฐบาลใหม่ไม่เอาชี้แจงให้ได้

“กิตติรัตน์” มั่นใจ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทจะกลายเป็นแผนแม่บทคมนาคมของประเทศในอนาคต โอดรัฐบาลทุ่มเทกายใจยกร่างโครงการ แต่กลับก่อสร้างไม่ได้ ทำไทยเสียโอกาสขับเคลื่อนประเทศ และเป็นศูนย์กลางอาเซียน ลั่นถ้ารัฐบาลใหม่ไม่เดินหน้าต่อ ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าทำไม

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถกู้เงินเพื่อดำเนินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้ว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้า หลังจากปัญหาการเมืองยังไม่มีทีท่าจะว่าจบลงในรูปแบบใด และเมื่อไร ทำให้การอุปโภคและบริโภคของภาคประชาชน การลงทุนของภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เกิดภาวะชะลอตัวอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“แน่นอนว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะไม่ดีเลย เพราะปัญหาการเมืองยืดยาวกว่าที่หลายคนประเมิน โดยส่วนตัวแล้วมองว่า เศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เรียกว่า ซึมตัวลง อย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งในกรณีนี้ แม้ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในขณะนี้ก็ตาม แต่แนวโน้มในอนาคตจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น และส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น สุภาษิตที่ว่า ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ก็จะเป็นความจริง”

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การที่ พ.ร.บ.วงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านล้านบาทขัดต่อรัฐธรรมนูญตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ยอมรับว่า ทำให้หลายคนเสียใจ ทั้งนักลงทุนธุรกิจภาคเอกชน รวมถึงตนเองด้วย เนื่องจากรัฐบาลได้ทุ่มเทกายและใจ ยกร่างโครงการดังกล่าวอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งในส่วนของกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มดำเนินโครงการในอีก 7 ปีข้างหน้า เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการกระจายความเจริญจากเมืองไปสู่ชนบท

“หากไม่สามารถดำเนินโครงการดังกล่าวได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ก็เท่ากับประเทศไทยกำลังเสียโอกาส และเสียเวลาไป สิ่งที่วางแผนไว้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผนงานที่วางไว้ โอกาสที่จะเริ่มนับหนึ่งใหม่ในโครงการคมนาคมของประเทศ ตั้งแต่การก่อสร้างเส้นทางถนนสายใหม่ๆ รถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า และด่านศุลกากรฯ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ต้องล่าช้าออกไป ซึ่งในอนาคตไม่รู้ว่าหากโครงการในลักษณะแบบนี้จะเกิดขึ้นอีก ต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาอีกกี่ปี และอีกกี่ปีถึงจะลงมือก่อสร้างได้จนประสบความสำเร็จ”

ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามดำเนินโครงการอย่างรอบคอบ และมั่นใจว่าการก่อหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะไม่เกิน 50% อย่างแน่นอน และยังทำให้เป้าหมายของรัฐบาลรักษาการในปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลชุดนี้ แต่รัฐบาลชุดที่แล้วด้วยนั้น สามารถจัดทำงบประมาณสมดุลในปี 2560 ได้ เนื่องจากรัฐบาลจะมีลงทุนในโครงการใหม่ๆ สูงถึง 2 ล้านล้านบาท แยกออกจากงบประมาณรายจ่ายปกติ ซึ่งในขณะนี้ ประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุน และหากรัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินโครงการ 2 ล้านล้านบาท ก็ต้องพึ่งพาแหล่งเงินจาก 2 แห่งใหญ่ คือ งบประมาณแผ่นดิน และการกู้เงินจากในประเทศหรือต่างประเทศ โดยอาศัย พ.ร.บ.การก่อหนี้สาธารณะของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)

สำหรับรูปแบบและวิธีการที่มาของแหล่งเงินมีความแตกต่างกัน แต่มีลักษณะการลงทุนและโครงการที่เหมือนกัน มีผลต่อความรวดเร็วในการทำงานของโครงการ ซึ่งแน่นอนว่า ระยะเวลา 7 ปีของ พ.ร.บ.วงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านล้านบาทน่าจะเห็นผลสำเร็จของโครงการได้รวดเร็วกว่าการรอเงินจากงบประมาณที่เป็นเบี้ยหัวแตก โดยไม่รู้ว่าถนนหนึ่งสายจะสร้างเสร็จกี่ปีอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากรับทราบว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทไม่สามารถดำเนินการได้นั้น นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ในใจรู้สึกทันทีคือ 1.เสียดาย 2.โล่งใจ ที่ไม่เป็นภาระในการดำเนินโครงการนี้อีกต่อไป แต่ก็ต้องเอาใจช่วยรัฐบาลหน้าที่จะเข้ามาบริหารประเทศ และ 3.ดีใจ ที่เห็นโครงการ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทได้เผยแพร่ออกไปสู่สายประชาชนและสาธารณชนอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ มั่นใจว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท แม้จะไม่ดำเนินโครงการในปีนี้ หรือปีหน้าก็ตาม แต่รัฐบาลชุดใหม่ต้องตอบคำถามกับประชาชนให้ได้ว่า ทำไมถึงไม่ดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ หรือทำไมต้องปรับเปลี่ยนโครงการ

“ผมคิดว่า พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีทั้งหมด 52 โครงการที่สำคัญๆ ทั้งหมดถือเป็นแผนแม่บทคมนาคมของไทย ที่รัฐบาลได้ร่างและทำการศึกษาไว้หมดแล้ว หากโครงการต่างๆเหล่านี้ ไม่ดำเนินการ ผู้บริหารประเทศชุดใหม่นอกจากจะต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้แล้ว ยังต้องคิดถึงเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย เพราะการลงทุนถือเป็นความต้องการของระบบเศรษฐกิจไทย ซึ่งปัจจุบันมูลค่าของจีดีพีประเทศไทยอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท หากรัฐบาลลงทุนในโครงการต่างๆเหล่านี้ ปีละ 300,000 ล้านบาท ก็เท่ากับมีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 2% ของจีดีพี”.

“กิตติรัตน์” มั่นใจ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทจะกลายเป็นแผนแม่บทคมนาคมของประเทศในอนาคต โอดรัฐบาลทุ่มเทกายใจยกร่างโครงการ แต่กลับก่อสร้างไม่ได้ ทำไทยเสียโอกาสขับเคลื่อนประเทศ และเป็นศูนย์กลางอาเซียน ลั่นถ้ารัฐบาลใหม่ไม่เดินหน้าต่อ ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าทำไม... 18 มี.ค. 2557 00:50 ไทยรัฐ