วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มทภ.2ยัน ไม่มีเหตุไทยยิงมอดไม้เขมรดับ 15 ศพ

แม่ทัพภาค 2 ยันตรวจสอบทุกหน่วยชายแดนไทยกัมพูชาตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ผ่านมา ไม่พบเหตุยิงปะทะชาวกัมพูชาที่ลักลอบข้ามแดนตัดไม้ในเขตแดนไทย จนมีผู้เสียชีวิต ขณะศูนย์สิทธิมนุษยชนกัมพูชา ยื่น จม.เปิดผนึกร้องนายกฯเร่งตรวจสอบ อ้าง 5-12 มี.ค. เขมรตาย 15 ศพ...

จากกรณีที่มีจดหมายเปิดผนึกของศูนย์สิทธิมนุษยชนกัมพูชา ถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย เรื่องร้องให้มีการสอบสวนกรณีที่มีการวิสามัญฆาตกรรมชาวกัมพูชาที่เข้ามาตัดไม้โดยผิดกฎหมายบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเนื้อหาในจดหมาย อ้างว่ามีการเสียชีวิตโดยปราศการไต่สวนตามกฎหมายของชาวกัมพูชาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะช่วงวันที่ 5-12 มี.ค.ที่ผานมา ที่บริเวณชายแดน จ.พระวิหาร จากการลอบเข้ามาตัดไม้ดังกล่าว

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยไทยรัฐออนไลน์ว่า หลังทราบข่าว ได้ตรวจสอบและสอบถามไปยังทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยยุทธการ และชุด ฉก.ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งได้รับการยืนยันและรายงานกลับมาว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังไม่มีเหตุยิงปะทะจนมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตตามที่จดหมายระบุ มีเพียงเจ้าหน้าที่ชุดป่าไม้ที่สามารถจับกุมตัวผู้ลักลอบตัดไม้ได้ 6 ราย ตามที่เป็นข่าวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พล.ท.ชาญชัย ยืนยันว่าในระดับพื้นที่นั้น มีการประสานงานของเจ้าหน้าที่ทหารตามแนวชายแดนตลอด ซึ่งหากมีอะไรเกิดขึ้นต้องสามารถติดต่อกันได้ 24 ชม. เป็นนโยบายที่ต้องปฏิบัติชัดเจน ดังนั้นหากมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงก็น่าที่จะมีการติดต่อ ประท้วง หรือท้วงติงกันแล้ว เนื่องจากตามข่าวที่อ้างนั้น บอกว่ามีการเสียชีวิตของชาวกัมพูชาถึง 15 คน ซึ่งหากมีการเสียชีวิตเป็นจำนวนขนาดนั้นจริง เรื่องต้องไปถึงกองทัพบกแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีรายงาน

ส่วนการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ชุด ฉก.ในพื้นที่ตามที่จดหมายอ้าง ทราบว่ามีข่าวลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้น และมีสื่อมวลชนต่างประเทศพยายามสอบถาม แต่ได้มีการยืนยันกลับไปแล้วว่าไม่มีการเสียชีวิตดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนหากว่าเรื่องดังกล่าวส่งผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี ในขั้นตอนปฏิบัติก็ต้องมีการตรวจสอบและชี้แจงกลับไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำเช่นนี้มาโดยตลอด เพียงแต่ไม่มีการอ้างถึงการเสียชีวิตที่มีจำนวนมากอย่างนี้เท่านั้น

ขณะที่เมื่อสอบถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ในอนาคตจะให้หน่วยงานอื่นเข้าร่วมตรวจสอบ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้กับการชี้แจง และลดปัญหาดังกล่าวลงนั้น พล.ท.ชาญชัย กล่าวว่า หากมีความประสงค์จะร่วมตรวจสอบไม่ว่าจะเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชน หรือองค์กรอื่น หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องก็ตาม หากผ่านไปทางกองทัพบก ก็จะมีการสั่งการมาตามลำดับ เพื่อเตรียมอำนวยความสะดวกในขั้นตอนต่างๆ ทั้งนี้ หากมีการปะทะหรือเสียชีวิต ก็สามารถตรวจสอบได้จากทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่ต้องทราบเรื่องอยู่แล้ว

ขณะที่ทางด้านนายสุนัย ผาสุก ผู้ประสานงานที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรต์วอทช์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า กรณีจดหมายอ้างว่ามีการเสียชีวิตของชาวกัมพูชาเมื่อช่วงวันที่ 5-12 มี.ค. นั้น ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว เนื่องจากที่กัมพูชาเรื่องนี้รัฐบาลเป็นผู้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนเป็นข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาเวลามีเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้น ฝั่งไทยก็มีการรวจสอบและชี้แจงกลับไป เพียงแต่เป็นการชี้แจงของเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ไม่มีการร่วมตรวจสอบขององค์กรอื่น จึงอยากเสนอว่าหากเป็นไปได้ เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการชี้แจง หรือตอบกลับการประท้วงใดๆ น่าที่จะให้ องค์กรสิทธิมนุษยชน หรือแม้กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมตรวจสอบด้วย จะได้ชี้ชัดถึงจุดที่ถูกอ้างถึงว่ามีเหตุจริงหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาการกล่าวอ้างและข้อขัดแย้งต่างๆ ลงด้วย

ทั้งนี้ นายสุนัยยังกล่าวอีกด้วยว่า หลายครั้งที่ผ่านมา ปัญหาเรื่องแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มักถูกฝ่ายการเมืองนำไปใช้ในการเรียกคะแนนเสียงจากมวลชน โดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาระหว่างฝ่ายรัฐ และฝ่ายค้านในประเทศกัมพูชา ดังนั้นจึงต้องสามารถชี้แจงและตอบคำถามได้อย่างชัดเจนโปร่งใสเพื่อลดโอกาสในการถูกใช้ประโยชน์ทางการเมืองลง ต้องเอาข้อเท็จจริงไปอธิบายให้ชัดเจน

ส่วนเนื้อหาโดยรวมของจดหมายเปิดผนึกศูนย์สิทธิมนุษยชนกัมพูชา ที่ส่งถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีดังนี้

ศูนย์สิทธิมนุษยชนกัมพูชา ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนในกัมพูชาได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยเรื่องร้องให้มีการสอบสวนกรณีที่มีการวิสามัญฆาตกรรมชาวกัมพูชาที่เข้ามาตัดไม้โดยผิดกฎหมายบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ในจดหมายของศูนย์สิทธิมนุษยชนกัมพูชาระบุว่า ทางศูนย์ฯมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อกรณีการเสียชีวิตโดยปราศการไต่สวนตามกฎหมายของชาวกัมพูชาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการกระทำดังล่าว รวมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เป็นอิสระและโปร่งใสต่อเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวโดยทันที

จดหมายดังกล่าวได้อ้างถึงรายงานของกองทัพกัมพูชาว่า ชาวกัมพูชา 15 คนได้ถูกสังหารโดยกองกำลังความมั่นคงของไทย ระหว่างวันที่ 5-12 มีนาคม 2557 บริเวณชายแดนติดกับจังหวัดพระวิหารของกัมพูชาและยังมีผู้ที่สูญหายอีก 2 คน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่เหตุที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่กระทรวงมหาดไทยกัมพูชารายงานว่าในปี 2556 มีชาวกัมพูชาเสียชีวิตจากการสังหารของกองกำลังความมั่นคงของไทยอีกอย่างน้อย 69 คน และอีก 45 คนถูกสังหารในปี 2555, 15 คน ในปี 2554 และ 9 คนในปี 2553

การสังหารหรือทำร้ายพลเรือนกัมพูชาดังกล่าว ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมายและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายไทย และไม่ว่าการสังหารดังกล่าวจะเกิดขึ้นในเขตแดนใดก็ตาม ก็ต้องถือว่าเป็นการละเมิดหลักปฏิญญาสิทธิมนุษยชนสากลที่ไทยเป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งไม่ว่าใครกระทำความผิดในประเทศไทยก็ต้องถูกดำเนินการตามหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งผู้ต้องหาย่อมมีสิทธิในการนำพยานหลักฐามาสู้คดี

นอกจากนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทยและของนานาชาติ การใช้อาวุธสงครามหรืออาวุธปืนอื่นๆ สังหารผู้กระทำความผิดนั้น ย่อมสามารถทำได้เฉพาะกรณีที่จะเกิดภยันตรายต่อเจ้าหน้าที่หรือเป็นการป้องกันตัวของเจ้าหน้าที่ในภาวะจำเป็นจริงๆ เท่านั้น และควรเป็นทางเลือกสุดท้ายในการดำเนินการกับผู้ต้องสงสันว่ากระทำความผิด

ดังนั้น เมื่อผู้ถูกสังหารเป็นพลเรือนที่พบว่าตัวเองรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของไทยขณะที่กำลังกำลังทำไม้ โดยไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเป็นภัยคุกคามต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ดังนั้น การใช้อาวุธสงครามและปืนชนิดต่างๆ สังหารพลเรือนเหล่านี้ จึงถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และถือเป็นการกระทำวิสามัญฆาตกรรมที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนทั้งของไทยและสากล

แม้ว่าศูนย์ฯ จะเรียกร้องในเรื่องนี้ต่อทางการไทยหลายครั้ง แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลไทย หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยจะดำเนินการใดๆ ที่จะสอบสวนในเรื่องนี้ ซึ่งการเพิกเฉยดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายามที่จะปกปิดความจริงที่ถือเป็นการกระทำที่ละเมิอหลักสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงอีกด้วย

ดังนั้น ทางศูนย์ฯ จึงขอเรียกร้องมายังรัฐบาลไทยให้ดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์สังหารหมู่พลเมืองกัมพูชาดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและทันที โดยการสอบสวนจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อให้ญาติของผู้เสียชีวิตได้รับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเป็นระยะๆ ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกสอบสวนและพิพากษาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับการสังหารดังกล่าว ก็ต้องถูกดำเนินคดีและลงโทษหากพบว่า กระทำความผิดจริง นอกจากนี้ หากในอนาคต มีชาวกัมพูชาถูกควบคุมตัวในข้อหาทำไม้โดยผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะอยู่ในเขตแดนของประเทศใด ก็ควรจะต้องถูกดำเนินคดีในศาลมากกว่าที่จะถูกสังหารในทันทีที่ถูกจับได้

ในท้ายจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ระบุว่า แม้การละเมิดสิทธิมนุษยชนจะมีมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่กลับมีแนวโน้มมากขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น ทางศูนย์ฯ จึงมีความหวังว่า ในห้วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา มีความใกล้ชิดกันนี้ กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าว รวมทั้งปัญหาข้อพิพาทชายแดนอื่นๆ จะสามารถแก้ไขได้ด้วยสันติวิธี และเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล

ลงชื่อ นายจัก สุเพียบ ผู้อำนวยการบริหารศูนย์ฯ
จดหมายลงวันที่ 14 มี.ค.2557

แม่ทัพภาค 2 ยันตรวจสอบทุกหน่วยชายแดนไทยกัมพูชาตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ผ่านมา ไม่พบเหตุยิงปะทะชาวกัมพูชาที่ลักลอบข้ามแดนตัดไม้ในเขตแดนไทย จนมีผู้เสียชีวิต ขณะศูนย์สิทธิมนุษยชนกัมพูชา ยื่นจม.เปิดผนึกร้องนายกฯเร่งตรวจสอบ อ้าง 5-12 มี.ค. เขมรตาย 15 ศพ... 17 มี.ค. 2557 20:44 17 มี.ค. 2557 21:22 ไทยรัฐ