วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นักเศรษฐศาสตร์ ชี้ใช้พ.ร.บ.มั่นคง อุ้มเศรษฐกิจได้เล็กน้อย

รศ.ดร.สมชาย ชี้รัฐบาลเปลี่ยนมาใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก ระบุ อาจมีผลในแง่จิตวิทยา แต่ในแง่การเมืองยังมืดมน แนะทางออกจัดตั้งรัฐบาลคนกลางชั่วคราว เดินงานบริิหารประเทศ...

จากรณี ที่ประชุมของ ศรส. มีมติเห็นชอบเสนอที่ประชุม ครม. ให้ประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และเปลี่ยนมาใช้เป็นพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (พ.ร.บ.ความมั่่นคง) พ.ศ.2551 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในวันพรุ่งนี้ (18 มี.ค. 57) ซึ่งการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง จะมีผลทันที ภายหลังที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบในวันพรุ่งนี้

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยกับ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ว่า ถึงแม้ว่า ศรส.จะเห็นว่าสถานการณ์การชุมนุมได้ลดระดับลงมา จึงเปลี่ยนมาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างฉับพลัน แต่อาจจะเป็นเพียงการช่วยสนับสนุนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติกลับมาได้

ทั้งนี้ อาจมีผลต่อการตัดสินใจสำหรับนักท่องเที่ยวในเชิงจิตวิทยา เพราะเป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์ว่า การเมืองไทยเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ในแง่ของการเมืองนั้น ยังไม่มีอะไรคลี่คลาย และยังอยู่ในสภาวะมืดมน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีสัญญาณของการเผชิญหน้าออกมาแล้ว ซึ่งจะเห็นได้จากกลุ่มคนเสื้อแดง มีการออกมาเคลื่อนไหวและแสดงท่าทีว่า พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้า โดยอ้างถึงความไม่ชอบธรรมของศาล รวมถึงกรณีที่ ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิด ปมจำนำข้าว และในวันที่ 19 มี.ค. หรือ 21 มี.ค.ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะหรือไม่ เพราะด้วยปัจจัยต่างๆ ข้างต้น จึงส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองเกิดความตึงเครียด

ส่วนปัจจัยที่สามารถอุ้มเศรษฐกิจไทย ณ ขณะนี้อยู่ก็คือ การส่งออกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่การลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน กำลังอยู่ในสภาวะชะลอตัว บวกกับการส่งออกในเดือนแรกก็ยังติดลบ และในส่วนของภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะในย่านราชประสงค์ โรงแรมในย่านนี้ มีอัตราการเข้าพักเพียง 20% เท่านั้น และภาคอสังหาริมทรัพย์ บางแห่งก็เริ่มชะลอการลงทุนไปแล้วกว่าครึ่งปี

สำหรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน เมื่อกำแพงภาษีเป็นศูนย์ จึงทำให้ประเทศไทยจะต้องประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการผลิตและขายสินค้าระดับล่างที่จะต้องเจอกับคู่แข่งอย่างประเทศเวียดนาม พม่า ลาว ซึ่งประเทศเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตไม่สูง เพราะค่าแรงถูกกว่าประเทศไทย และด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงดึงดูดให้นักลงทุนหันไปลงทุนกับประเทศอื่นๆ แทนที่จะเข้ามาลงทุนในไทย

“อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลในเวลานี้ เป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ หรือจะใช้งบประมาณใดๆ เพื่อกระตุ้นและพัฒนาโครงการต่างๆ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะฉะนั้น สถานะทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้ จึงไม่แตกต่างอะไรกับ รัฐบาลเป็ดง่อย” รศ.ดร.สมชาย กล่าว

นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ได้เสนอทางออกไว้ 2 ทางคือ 1. รัฐบาลลาออก จัดตั้งรัฐบาลคนกลางที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เข้ามาชั่วคราว โดยร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ในเวลา 1 ปีเท่านั้น โดยเนื้อหาในรัฐธรรมนูญจะต้องระบุด้วยว่า จะต้องเล่นงานรัฐบาลโกง และต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคน แต่ทางออกข้างต้นนั้น เป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลคงไม่ยอม

โดยทางออกที่ 2 คือ เลือกตั้งใหม่ จัดตั้งรัฐบาลคนกลางขึ้นมา เพื่อดูแลเรื่องการเลือกตั้งโดยเฉพาะ และคาดว่าการเลือกตั้งคราวนี้ทางพรรคประชาธิปัตย์ ก็คงจะส่งผู้สมัครลงสนามเช่นกัน ซึ่งทางออกเหล่านี้จะสามารถช่วยลดการเผชิญหน้าได้.

รศ.ดร.สมชาย ชี้รัฐบาลเปลี่ยนมาใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก ระบุ อาจมีผลในแง่จิตวิทยา แต่ในแง่การเมืองยังมืดมน แนะทางออกจัดตั้งรัฐบาลคนกลางชั่วคราว เดินงานบริิหารประเทศ... 17 มี.ค. 2557 17:16 17 มี.ค. 2557 17:44 ไทยรัฐ