วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สธ.เตรียมดึง'แพทย์แผนไทย-ยาสมุนไพร'ใช้ในรพ.เพิ่ม

สธ.ตั้งเป้าส่งเสริมคนไทยใช้ยาสมุนไพรไทย รักษาอาการเจ็บป่วยให้เพิ่มร้อยละ 10 และหนุนบริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอก ด้วยการแพทย์แผนไทยให้ได้ร้อยละ 14 พร้อมเปิดตัวบริการฝังเข็มหน้าเด้ง รักษาโรคปากเบี้ยว และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด...

วันที่ 17 มี.ค. 57 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จ.สกลนคร นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นพ.ปรเมษฐ์ กิ่งโก้ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สกลนคร  เปิดงาน “รวมพลังแพทย์แผนไทยอีสาน สู่ปณิธานเป็นแพทย์แผนหลักของไทย”

ทั้งนี้ เป็นกิจกรรมเผยแพร่งานแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพร ของ 20 จังหวัดภาคอีสาน ในโครงการมหกรรมการแพทย์แผนไทยแห่งชาติ ปี 2557 พร้อมมอบเกียรติบัตรหมอพื้นบ้านดีเด่น เกียรติบัตรมาตรฐานนวดไทย โดยมีผู้บริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทย อสม. นักเรียน นักศึกษา ประชาชนร่วมงาน

นายสรวงศ์ กล่าวว่า สธ.มีนโยบายสนับสนุนส่งเสริมการนำภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และสมุนไพรในแต่ละท้องถิ่น รวมทั้งการแพทย์ทางเลือกมาใช้ในการดูแลรักษาอาการเจ็บป่วย และฟื้นฟูสุขภาพ เป็นการดูแลสุขภาพแบบการแพทย์แผนไทย มีลักษณะพิเศษเฉพาะคือ ครอบคลุมทั้งร่างกายและจิตใจดุจญาติมิตร ในปี 2557 นี้ เน้นรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยใช้ยาสมุนไพรไทยที่ผ่านการศึกษาวิจัยมาตรฐานประสิทธิภาพมาแล้ว เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน มาใช้รักษาอาการเจ็บป่วย ซึ่งตั้งเป้าให้ได้ร้อยละ 10

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเพิ่มบริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลในสังกัดด้วยการแพทย์แผนไทย จากบุคลากรแพทย์แผนไทยสมัยใหม่ ให้ได้ร้อยละ 14 ของผู้ป่วยนอกที่ใช้บริการทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยาที่ใช้ในประเทศไทย ร้อยละ 70 เป็นยานำเข้าจากต่างประเทศ

ทางด้าน ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ในการจัดงาน “รวมพลังแพทย์แผนไทยอีสาน สู่ปณิธานเป็นแพทย์แผนหลักของไทย” ที่ จ.สกลนคร ระหว่างวันที่  17-21 มี.ค. 57 นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย

ขณะที่ นพ.โสภณ วัณไวทยจิตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระอาจารย์แบน ธนากโร กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้เปิดให้บริการฝังเข็มเพื่อการรักษาโรค และฝังเข็มหน้าเด้งตั้งแต่ พ.ศ. 2548 และได้นำเปิดตัวในงานมหกรรมฯ ครั้งนี้ ตลอด 5 วันที่จัดงาน ในการฝังเข็มหน้าเด้ง ผู้ที่จะเข้ารับบริการต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ก่อนการฝังเข็มแพทย์ต้องทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย โดยคลำชีพจรและดูลิ้นเป็นหลักก่อนการฝังแต่ละครั้ง จะฝังไว้ที่ใบหน้า แขน ขา ไม่ต่ำกว่า 20 เข็ม ใช้เวลาประมาณ 20 นาที

ทั้งนี้ มีทั้งการรักษาแบบครั้งเดียว หรือหลายครั้งก็ได้ เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียง ค่าใช้จ่ายประมาณ 100 บาทขึ้นไป หลังฝังเข็มแล้ว จะต้องดูแลรักษาสุขภาพตัวเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย งดอาหารประเภทหมักดอง มัน หวาน เค็ม โดยคุณสมบัติของการฝังเข็มจะช่วยให้การไหลเวียนเลือดลมบนใบหน้าดี บำรุงอวัยวะภายในร่างกาย ปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย จึงทำให้ใบหน้าสดใส มีน้ำมีนวลขึ้น

สำหรับการฝังเข็มเพื่อการรักษา จะให้ผลดีในผู้ที่มีปัญหาปากเบี้ยว หนังตากระตุก หากเริ่มมีอาการ 1-2 สัปดาห์ มีโอกาสที่จะหายเป็นปกติสูง หากเป็นมานานมากกว่า 6 เดือน ต้องใช้เวลานาน ข้อดีของการฝังเข็มจะช่วยลดการใช้ยา หรืออาจจะไม่ใช้ยาเลย ลดความเครียด ลดอาการปวดในร่างกาย และชะลอวัยได้ มีข้อเสียบ้าง คือ อาการเจ็บเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นรอยช้ำ โดยโรงพยาบาลฯ ให้บริการนอกเวลาราชการ 16.00 น. เป็นต้นไป.

สธ.ตั้งเป้าส่งเสริมคนไทยใช้ยาสมุนไพรไทย รักษาอาการเจ็บป่วยให้เพิ่มร้อยละ 10 และหนุนบริการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกด้วยการแพทย์แผนไทยให้ได้ร้อยละ 14 พร้อมเปิดตัวบริการฝังเข็มหน้าเด้ง รักษาโรคปากเบี้ยว และกระตุ้นการไหลเวียนเลือด... 17 มี.ค. 2557 12:30 17 มี.ค. 2557 14:10 ไทยรัฐ