วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สมเด็จพระเทพฯ ทรงแนะรักษ์ป่าน่าน

โดย

ด้วยตระหนักว่า “คนหิวป่าหาย” โครงการปิดทอง

หลังพระ จึงเข้าสู่จังหวัดน่าน เพื่อปูพื้นฐานความรู้ ความคิด ให้ชาวบ้านได้อยู่กินกันอย่างพอเพียง มีความสุขตามอัตภาพ โดยไม่ต้องแผ้วถางบุกรุกป่าเพิ่มเติมอีก ที่ผ่านมานั้น พื้นที่ในจังหวัดน่านนับล้านไร่กลายเป็นเขาหัวโล้น ฝนตกลงมาไม่มีต้นไม้ซับน้ำ จึงไหลหายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความแห้งแล้ง อากาศร้อน และเต็มไปด้วยหมอกควันเมื่อเผาป่า

พื้นที่พัฒนาในโครงการเบื้องแรกมีประมาณ 250,000 ไร่

การแก้ปัญหา นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้บอกว่า ปัญหาอยู่ที่คน นั่นคือ ข้าราชการ ชาวบ้าน และนายทุน ทั้งสามกลุ่มมีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ป่าถูกแผ้วถาง อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นั่นหมายถึง ชาวบ้านเป็นคนลงมือ นายทุนเป็นคนส่งเสริม โดยมีราชการเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ข้าราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ยากที่จะปฏิเสธความไม่รู้ไม่เห็นได้ เพราะป่าไม่ได้แผ้วถางวันเดียว เนื้อที่ไม่ใช่ไร่เดียว และภูเขาก็ไม่ใช่ลูกเดียว หากแต่โล้นเลี่ยนไปทั้งป่า แถมพื้นที่ทั้งหมดยังเป็นป่าสงวน

การเห็นผู้กระทำผิดแล้วปล่อย ย่อมไม่ใช่นโยบายเปิดป่า เพื่อให้มีพื้นที่ปลูกป่าเป็นแน่

สำหรับการป้องกันของกรมป่าไม้ เท่าที่ผ่านมา อธิบดียอมรับว่า คนเก่งของกรมป่าไม้ทำได้ดีที่สุดคือ ไม่ให้มีการถางป่าเพิ่ม หรือเพิ่มน้อยที่สุดเท่านั้น ไม่อาจป้องกันการรักษาป่าได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้น การที่ข้าราชการกรมป่าไม้เคยใช้กฎหมายนำหน้านั้น ปัจจุบันต้องคิดใหม่แล้ว ต้องนำกฎหมายมาใช้เป็นอันดับสุดท้าย เนื่องจากพบแล้วว่า การจะรักษาป่าไว้ได้ ต้องให้ชาวบ้านเป็นผู้รักษาเอง

การรักษาป่าและฟื้นฟูป่าในจังหวัดน่าน หลังโครงการปิดทอง หลังพระเข้าไป และก่อนหน้านั้นเล็กน้อย มีชาวบ้านตระหนักรู้แล้วช่วยกันดูแลอย่างเป็นระบบ ผู้ใหญ่กาน เจริญจิตรรัตนกุล ผู้ใหญ่บ้านน้ำช้างพัฒนา หมู่ที่ 11 ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน บอกว่า ประโยชน์อย่างยิ่งในโครงการปิดทองหลังพระคือสร้างแหล่งน้ำ นั่นคือการจัดทำฝาย และอ่างเก็บน้ำ ส่วนการดูแลและฟื้นฟูป่า ชาวบ้านร่วมกันทำเอง โดยแบ่งป่าออกเป็น 3 ประเภท เพื่อให้จัดการได้อย่างมีระบบและเกิดประสิทธิภาพ

นั่นคือ จัดให้มีป่าใช้สอย ป่าเศรษฐกิจ และป่าอนุรักษ์

ป่าอนุรักษ์ คือป่าที่ชาวบ้านเข้าไปแตะต้องไม่ได้ เพราะเป็นป่าต้นน้ำ ต้องช่วยกันทำให้มีสภาพใกล้เคียงตามธรรมชาติที่สุด เน้นให้สภาพป่าฟื้นฟูตัวเอง ส่วนชาวบ้านต้องร่วมกันดูแลอย่างแข็งขัน ด้วยการเพาะกล้าและปลูกต้นไม้เสริม พร้อมทั้งช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้ใครเข้ามาบุกรุกทำลายอย่างเด็ดขาด

ป่าเศรษฐกิจ คือป่าที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปตัดไม้มาใช้สอยได้ ขณะเดียวกันก็มีการปลูกเสริม เฝ้าระวัง นัยสำคัญของป่านี้คือ ทำให้คนอยู่กับป่าได้ ชาวบ้านสามารถสร้างอาชีพ มีรายได้จากการใช้ประโยชน์จากป่าร่วมกัน

ส่วนป่าใช้สอย ป่านี้ร่วมกันปลูกไม้ใช้สอยและพืชผักป่าที่เป็นอาหารของชาวบ้าน จะเป็นชนิดใดนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง และเป็นไปตามความต้องการของชาวบ้าน ชาวบ้านทั้งร่วมกันปลูกเสริม และร่วมกันเก็บเอาไปกินและใช้ตามระเบียบของแต่ละชุมชน

ป่าจะเขียวขจีหรือไม่นั้น ผู้ใหญ่กานบอกว่า “ปากท้องต้องมาก่อน ไม่ใช่กฎหมาย เราให้ชุมชนจัดการกันเองเรื่องดูแลป่าไม้ โดยแบ่งป่าออกเป็นโซนป่าต่างๆ เราจะไม่ไปบังคับเขา เพราะชาวบ้านรู้แล้วว่า เมื่อไม่มีป่า ฝนตกลงมาน้ำจะไหลลงไปหมด”

นอกจากการปลูกป่าเสริมแล้ว ผู้ใหญ่กานบอกว่า ชาวบ้านน้ำช้างพัฒนายังร่วมกันปกป้องป่าให้อุดมสมบูรณ์ต่อไป โดยไม่ทำลายเพิ่ม ไม่มีการเผาและแผ้วถางป่าอีก แม้กระทั่งการจุดไฟแต่ละครั้ง ก่อนจะจุดก็ต้องทำแนวกันไฟ และต้องให้กรรมการหมู่บ้านเห็นชอบเสียก่อน

ผู้ใหญ่กานย้ำว่า การรักษาป่านั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องปากท้อง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปากท้องอิ่มคือข้าว ก่อนได้ข้าวต้องมีน้ำ เมื่อก่อนโครงการปิดทองหลังพระเข้ามา ชาวบ้านทำนาตามยถากรรม เนื้อที่ทำนาข้าวจำนวน 1 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 50 ถัง แต่ปัจจุบันได้ประมาณ 80 ถัง เมื่อจำนวนผลผลิตต่อไร่มากขึ้น จำนวนพื้นที่ปลูกก็สามารถลดลงได้

การจัดสรรที่ทำกินของชาวบ้านแต่ละราย เฉพาะบ้านน้ำช้างพัฒนา ชาวบ้านจะได้ที่ทำกินครอบครัวละเท่าๆกัน เมื่อรับไปแล้ว ห้ามไม่ให้ใครบุกรุกเพิ่มเติมอย่างเด็ดขาด ถ้ามีการรุกล้ำ คณะกรรมการหมู่บ้านจะเรียกคืน เพื่อใช้เป็นที่ป่าต่อไป

แนวทางการบริหารจัดการป่าของบ้านน้ำช้างพัฒนา คล้ายกับบ้านน้ำรีพัฒนา ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน หมอน้อม พงษ์ประเสริฐ แกนนำก้าวออกมายืนบนเนินหนึ่งข้างภูพยัคฆ์ อดีตฐานที่มั่นของคนเข้าป่า เรียกกันว่าสำนัก 708

หมอน้อมบอกว่า การจะรักษาป่าได้เราต้องให้คนเห็นคุณค่าของป่า ขณะเดียวกันทางรัฐก็ต้องเข้าใจเรื่องปากท้องของชาวบ้าน บ้านน้ำรีพัฒนามีการตั้งคณะกรรมการหมู่บ้าน เพื่อมาดูงานด้านต่างๆและที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน เช่น คณะกรรมการตรวจไฟป่า เมื่อเกิดเหตุในพื้นที่จะได้ช่วยกันระดมคนดับได้ทันท่วงที

นอกจากนั้น ชาวบ้านยังร่วมกันสร้างกติกาขึ้นมาดูแลรักษาป่า คนที่ละเมิดกติกาขั้นแรกเตือน ขั้นที่สองให้ปลูกป่าฟื้นฟู และขั้นที่สามส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย หมอน้อมยืนยันว่า กฎหมายต้องมาทีหลัง ชาวบ้านต้องดูแลกันเองก่อน

การฟื้นฟูป่าจังหวัดน่าน ในมุมของชาวบ้านเป็นอย่างไร อย่างนางเตียม แปงอุด อายุ 47 ปี หมู่ที่ 2 บ้านเปียงก่อ ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ก้มๆ เงยๆ อยู่ในแปลงเพาะกล้าไม้บ้านเปียงก่อ บอกว่า เดิมทำไร่ข้าวโพด รายได้ไม่แน่นอน ไม่พอส่งลูกเรียนหนังสือ เมื่อโครงการปิดทองหลังพระเข้ามาก็เข้ามาสมัครงาน ได้ค่าจ้างทุกวันพอส่งลูกเรียน ส่วนหนี้สินสมัยทำข้าวโพดมีอยู่ ก็ขอผ่อนใช้ไปเรื่อยๆ

ใกล้ๆกัน นายสมพงษ์ ใจปิง อายุ 48 ปี กำลังดูแลแปลงกล้าอยู่บอกว่า เดิมปลูกข้าวโพด 25 ไร่ บางปีกำไรประมาณ 30,000 บาท บางปีก็ขาดทุน เมื่อโครงการเข้ามาจึงสมัครเป็นลูกจ้าง ได้เรียนรู้การทำสวนมะม่วงหิมพานต์ และพืชผักต่างๆ ปัจจุบันได้นำความรู้ไปปลูกมะม่วงหิมพานต์ในไร่ของตนเองแล้ว 18 ไร่ ที่เหลือจะค่อยๆปลูกเสริมต่อไป

โครงการ “รักษ์ป่าน่าน” องค์ความรู้ที่ชาวบ้านได้รับ แล้วนำไปปฏิบัติจากมูลนิธิปิดทองหลังพระนั้น อยู่ในสายพระเนตร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์เสด็จ พระราชดำเนินจังหวัดน่าน ติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ทรงแนะแนวทางดูแลป่าว่า “วิธีที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนได้คือ ให้เด็ก เยาวชน ได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวเขา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดความผูกพัน รักและหวงแหนสมบัติของตน”.

17 มี.ค. 2557 09:04 17 มี.ค. 2557 09:06 ไทยรัฐ