วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใส่ร้ายคือข้อหายอดนิยม

โดย

ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่น่าประ-หลาดใจและอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยมาก่อน เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ “ใบเหลือง” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม. ในข้อหากระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งท้องถิ่น ฐานใส่ร้ายผู้สมัครคู่แข่ง คือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ในเรื่องเผาบ้านเผาเมืองและการจัดตั้งรัฐไทยใหม่ จึงต้องให้เลือกตั้งใหม่

มติ กกต.ครั้งนี้ มองในอีกแง่หนึ่งอาจถือได้ว่า กกต.ไม่ได้มีอคติหรือความลำเอียง เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตามที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายรัฐบาล แต่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ใครผิดก็ว่าไปตามผิด กรรมการ กกต.ท่านหนึ่งกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำหรับผู้สมัครและผู้สนับสนุน ต้องระมัดระวังการปราศรัยหาเสียง ไม่ให้ถูกกล่าวหาใส่ร้ายคู่แข่ง

น่าสังเกตว่าในระยะหลังๆนี้ กกต.ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ต่อคำกล่าวหาเรื่องการ “ใส่ร้ายด้วยความเท็จ” มีผู้สมัคร ส.ส.โดนใบแดงไปหลายคน แต่สำหรับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ไม่ได้ถูกกล่าวหาเอง แต่เป็นการปราศรัยหาเสียงของผู้สนับสนุน กกต.จึงไม่ได้ให้ใบแดง ที่จะถูกตัดสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้งใหม่ แต่ให้แค่ใบเหลืองจึงมีสิทธิ์ลงแข่งได้อีก

น่าสังเกตว่าในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.คราวเดียวกัน ผู้สมัครของบางพรรคก็ถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการ “ให้สัญญา” ว่าจะให้ชาวกรุงเทพฯโดยสารรถประจำทางฟรี ถ้าได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการ กทม. เป็นข้อกล่าวหาที่มีกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี แต่ไม่ทราบว่าคดีถึงไหน?

ส่วนในการเลือกตั้ง ส.ส.ที่คารา-คาซังอยู่ในขณะนี้ กรรมการ กกต.ท่านหนึ่งเปิดเผยว่า หลังการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ได้เชิญผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย 17 คน ออกรายการหลายครั้ง สงสัยว่าจะผิดกฎหมายการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญหรือไม่? เพราะอาจเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐ เพื่อให้มีผลต่อการเลือกตั้ง

มีเสียงสะท้อนจากพรรครัฐบาลว่า ผู้สมัคร ส.ส.ได้รับเชิญออกรายการตามปกติ และไม่ได้หาเสียง แต่เป็นเพียงการให้ความรู้แก่ประชาชน แต่น่าสงสัยว่าถ้าเป็นเพียงการให้การศึกษาการเมืองแก่ประชาชน ทำไมจึงไม่เชิญนักวิชาการ และทำไมจึงจงใจเชิญเฉพาะผู้สมัครพรรครัฐบาล ทำไมไม่จัดสรรเวลาให้ผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ ตามกฎหมายเลือกตั้ง

ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องตรวจสอบกันต่อไป เช่นเดียวกับกรณีผู้ว่าราชการ กทม. ก็จะต้องให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้ชี้ขาด ถ้าหากผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า “ใส่ร้าย” ยืนยันว่าเป็นการพูดเรื่องจริง ไม่ใช่ใส่ร้ายด้วยความเท็จ จะมีการพิสูจน์อย่างไรหรือไม่? และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ การกระทำอย่างไร จึงจะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง ถึงกับทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม.

17 มี.ค. 2557 07:57 ไทยรัฐ