วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าทางตันพ.ร.บ.2ล้านล้าน! "กูรู"หนุนเดินหน้าสร้างอนาคตประเทศ

ธนวรรธน์ - กิริฎา - เซ็ทซึโอะ - ไพบูลย์

ฉับพลันที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยต่อร่าง  พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เมื่อ 12 มี.ค.57 ว่า ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 169 และมาตรา 170 โดยระบุว่า การใช้จ่ายของรัฐบาลจะต้องผ่านกระบวนการงบประมาณ

เสียงสะท้อนหลากหลายที่มีต่อรัฐบาล  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยผู้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งต่อองค์กรศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็กระหึ่มกันไปคนละทิศ แล้วแต่จุดยืน และมุมมองของแต่ละฝ่าย

“ทีมเศรษฐกิจ” เราคงไม่ไป “ก้าวล่วง” ลงไปวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

แต่ในส่วนของความ “คาดหวัง” ที่ทุกฝ่ายมีต่อการดำเนินโครงการ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลพวงคำวินิจฉัยของศาลข้างต้น ได้ทำให้เส้นทางการดำเนินโครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ต้อง “ทอดยาว” ออกไปอีก

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมเสียงสะท้อนของนักวิชาการ “กูรู” ด้านต่างๆ ที่มีต่อการดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เก็บไป “สังเคราะห์” ต่อการจะผลักดันโครงการเหล่านี้ในอนาคต ดังนี้

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร
ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้

“ศาลไม่ได้บอกว่าไม่ให้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงการ 2 ล้านล้านบาท เพียงแต่วินิจฉัยว่าวิธีการกู้เงินมาลงทุนในโครงการนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น รัฐบาลใหม่ที่เข้ามายังสมควรต้องผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเหล่านี้ต่อไป เพราะถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก”

จะเห็นว่าการลงทุนจากภาครัฐเมื่อเทียบกับมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยลดลงมาโดยตลอด ทั้งที่การพัฒนาประเทศการลงทุนควรจะเพิ่มขึ้น โดยช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 การลงทุนภาครัฐมีมูลค่า 11-12% ของจีดีพี แต่ระยะ 10 ปีให้หลังปี 2540-2550 สัดส่วนกลับลดลงเฉลี่ยเหลือปีละ 6%

“ยิ่งหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกนับจากปี 2553 เป็นต้นมา การลงทุนภาครัฐของไทยยิ่งลดลงเหลือเพียง 4% ของจีดีพีเท่านั้น ถือเป็นสัดส่วนการลงทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องมาตลอดร่วม 20 ปี ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศเลย”

สำหรับมูลค่าการลงทุนในโครงการ 2 ล้านล้านบาทนั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าจีดีพีแล้วถือว่าไม่ได้สูงมากและเป็นการลงทุนในระยะเวลา 7 ปี เฉลี่ยลงทุนปีละกว่า 300,000 ล้านบาท เทียบกับมูลค่าจีดีพี
ปัจจุบันที่มีมูลค่า 12 ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วนเพียงปีละ 2.5% ของจีดีพีเท่านั้น ขณะที่อีก 7 ปีข้างหน้ามูลค่าจีดีพีประเทศก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ งบลงทุน 300,000 ล้านบาท ก็จะไม่ถึง 2.5% ถือว่าต่ำมาก

โดยทางออกโครงการ 2 ล้านล้านหลังจากนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงที่ข้อมูลอาจจะยังไม่ตกผลึก จำเป็นต้องใช้เวลาหลังจากนี้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม เพราะอย่างน้อยโครงการนี้จะช่วยการเดินทางทั้งภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวของคนไทยและต่างชาติ รวมทั้ง การกระจายความเจริญการลงทุน และความมั่งคั่งออกไปยังภูมิภาค

ส่วนโครงการอื่นๆ ยังมั่นใจว่า ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็ต้องเดินหน้าลงทุน ทั้งโครงการรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าสายต่างๆ ท่าเรือ รวมทั้งถนนสี่เลนทั่วประเทศ ซึ่งโครงการเหล่านี้ทุกฝ่ายเห็นด้วยว่า ต้องทำเพราะต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศแพงมาก เน้นแต่ขนส่งทางถนนมากกว่า 90% ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้ระบบขนส่งทางรางแต่ไทยใช้รางแค่ 2% ของการขนส่งสินค้าทั้งหมด

“มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้ดีขึ้นไม่ว่าใครจะเข้ามามีอำนาจ ถ้าไม่ลงทุนความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศจะลดลง ทำให้การลงทุนของต่างประเทศและภาคเอกชนก็จะลดน้อยลงไปด้วย”

ส่วนเงินลงทุนนั้น ส่วนหนึ่งต้องกลับไปใช้เงินงบประมาณ แต่ยังสามารถใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนได้ โดยรัฐไม่ต้องกู้ หรือกู้เพียงบางส่วน โดยเปิดให้เอกชนเข้าร่วมทุนในส่วนที่สร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ โดยขณะนี้มีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนพร้อมเข้าไปลงทุนในโครงการที่ดีหรือให้ผลตอบแทนที่ดีได้

ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ยังตอกย้ำด้วยว่า จากนี้ไปเมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการลงทุนอีกครั้งจะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะขณะนี้ นักลงทุนต่างชาติติดใจ และหมดความเชื่อใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการ 2 ล้านล้านบาท ที่ต้องหยุดชะงักหรือสะดุดลง เพราะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ทุกรัฐบาลหยิบยกมาพูดตลอด ว่า จะต้องมีการลงทุน แต่แทบไม่เคยเกิดขึ้นได้เลย เป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติติดใจมาโดยตลอด

“เราไม่สามารถพลาดได้อีกแล้ว เพราะต่างชาติหมดความเชื่อมั่นเชื่อถือในประเทศไทย ในแง่การผลักดันนโยบายต่างๆให้เป็นรูปธรรมโครงการใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เราทำไม่ได้เลย”

ประธานสภาตลาดทุนไทย ยังกล่าวถึงผลกระทบต่อตลาดหุ้นว่าที่ผ่านมา ในช่วง 2-3 ปีนี้ ตลาดหุ้นไทยได้โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทนี้เป็นจุดขายของประเทศ และจากความเชื่อมั่นในนโยบายนี้ได้เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดได้ถึงระดับ 1,650 จุด และเมื่อเกิดปัญหาการเมืองและมีสัญญาณว่าโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท จะต้องล่าช้าหรือสะดุดลง ดัชนีหุ้นไทยได้ทรุดลงมาอยู่ในระดับ 1,300 จุดกว่าๆ

“หากในระยะต่อไปยังไม่เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โอกาสในการขยายตัวของเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้นยาก โอกาสปรับขึ้นของดัชนีหุ้นไทยก็เกิดได้ยากเช่นกัน เพราะจุดขายของประเทศและของตลาดหุ้นไม่มี”

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย

“ผลกระทบจากการไม่สามารถลงทุนตาม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทได้ มีทั้งในระยะสั้น และในระยะยาว แต่เท่าที่สอบถามไปยังผู้ที่รับผิดชอบยังพอใจชื้นอยู่ว่า แม้ พ.ร.บ.จะตกไปแต่รัฐบาลก็ยังยืนยันที่จะทำอยู่ และมีหลายโครงการที่สามารถกลับไปใช้งบประมาณการลงทุนได้ทันที ยกเว้นโครงการรถไฟความเร็วสูงที่อาจต้องชะลอไป เพื่อหาแนวทางในการลงทุนที่เหมาะสมกว่านี้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะกลับมาใช้งบประมาณลงทุนได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปก็คือ โครงการเหล่านั้นจะมีความไม่แน่นอนสูงกว่าเดิม และมีความล่าช้ามากกว่าเดิม หรือถึงขั้นมีบางโครงการที่อาจถูกตัดออกไป

เพราะการอยู่ในกระบวนการลงทุนตามงบปกติ จะต้องทำการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านสุขภาพให้เรียบร้อยก่อนถึงจะเสนอให้สำนักงบประมาณอนุมัติว่าจะได้ทำหรือไม่ และถ้าปีไหนมีปัญหาร้ายแรง หรือสถานการณ์ไม่คาดคิด เช่น น้ำท่วมใหญ่ โครงการเหล่านี้อาจถูกเลื่อนออกไปได้ทุกเมื่อ ขณะที่ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านนั้น เป็นการอนุมัติให้ทำได้เลยในลักษณะโครงการเร่งด่วน

“อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการลงทุนภายใต้งบประมาณ คือ จะมีคณะกรรมการจำนวนมากเข้ามาดูแล ตรวจสอบกระบวนการทำงาน มีเกณฑ์บังคับที่เข้มงวด มีการคานอำนาจระหว่างหลายหน่วยงาน ซึ่งจะเกิดความโปร่งใสมากขึ้น ไม่เป็นการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจไว้จุดเดียว และไม่ใช่โครงการยักษ์ที่จะต้องเกรงใจนักการเมืองคนไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าเหล่านี้จะป้องกันการคอร์รัปชันได้ แต่ก็ยังดีที่มีความเข้มงวดมากขึ้น”

ส่วนผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยนั้น ในปี 2557 ธนาคารโลกไม่ได้ใส่ผลของการลงทุนในโครงการนี้ลงไปในการประมาณการเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะคิดว่าไม่น่าจะลงทุนได้ทันที แต่จะเริ่มลงทุนประมาณ 60,000 ล้านบาทในปีหน้า ส่วนภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังรอดูท่าทีรัฐบาล จะมีบ้างก็เป็นการซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้คงไม่ขาดทุน ดังนั้น มองในภาพรวมจีดีพีในระยะสั้นๆ จึงน่าจะถูกกระทบไม่มาก

“แต่การล้มของโครงการ 2 ล้านล้านนี้ บริษัทขนาดใหญ่ที่หวังจะมาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลไทยอาจเสียความมั่นใจและเสียความรู้สึก เพราะเหตุการณ์นี้ เกิดซ้ำกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายรัฐบาลก่อนหน้าที่ว่าจะมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ๆ แต่สุดท้ายไม่ได้ทำ จึงเป็นการอกหักซ้ำสอง ทำให้ไม่แน่ใจในนโยบายการลงทุนของรัฐบาลไทยในระยะต่อไปว่า จะเป็นจริงหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกยังมองว่า รัฐควรจะดำเนินการโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเหล่านี้ต่อไปโดยเร็ว และโครงการที่ธนาคารโลกเห็นว่า “จำเป็น” ในการพัฒนาประเทศที่อยากฝากไว้ คือ 1.การลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ไทยที่สูง ด้วยโครงการรถไฟรางคู่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางเรือ และ 2.โครงการขนส่งมวลชนระบบราง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน และสร้างบรรยากาศที่ดีในการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ

ขณะที่โครงการสร้างมอเตอร์เวย์ การเพิ่มประสิทธิภาพด่านศุลกากร ถนนไฮเวย์เชื่อมต่อประเทศในอาเซียน เป็นโครงการที่จะรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ส่วนรถไฟความเร็วสูง แม้จะมองว่ายังไม่เหมาะสมแต่ก็เป็นโครงการที่จะช่วยเชื่อมกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด กระจายรายได้ในต่างจังหวัด และลดความแออัดในกรุงเทพฯ ได้

นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ
ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ประจำกรุงเทพฯ (เจโทร กรุงเทพฯ)

ขณะที่ในมุมมองของหัวหน้าผู้แทนประจำภูมิภาคอาเซียน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเจโทร นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ กล่าวกับเราว่า เมื่อ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อการลงทุนโครงการสร้างพื้นฐานของประเทศถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญทำให้ตกไปแล้ว ทำให้โอกาสที่ไทยจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องล่าช้าออกไปอีก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนักลงทุนที่จะลงทุนในโครงการเหล่านั้นต่อเนื่องไปด้วย

“ผมได้แต่หวังว่า รัฐบาลใหม่จะตระหนักว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต และจะวิธีการใหม่ๆ ในการดำเนินการ ทั้งการหาเงินสนับสนุน และการลงมือก่อสร้างโครงการเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้”

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงน่าดึงดูดสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงจากญี่ปุ่น เพราะมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการทำธุรกิจ เช่น โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างถนน ท่าเรือ สนามบิน พลังงานสำรอง เป็นต้น รวมถึงยังมีแรงงานที่มีทักษะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ หากไทยสามารถรักษาจุดแข็งเหล่านี้เอาไว้

แต่ในช่วงที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ หรือเวียดนาม มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุทำให้การลงทุน หรือกิจการที่ใช้แรงงานเข้มข้นบางส่วนต้องย้ายการผลิตไป แต่ส่วนใหญ่แล้วพูดได้เลยว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังยืนยันที่จะลงทุน และดำเนินธุรกิจในไทยต่อไป

“ผมพูดได้เลยว่า นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ยังยืนยันที่จะลงทุน และดำเนินธุรกิจในไทยต่อไปโดยไม่ถอนการลงทุน หรือย้ายออกไป แม้สถานการณ์การเมืองภายในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจแล้ว เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจค้าปลีก ขณะเดียวกัน ก็หวังที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังหวังที่จะเห็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และรักษาศักยภาพด้านการแข่งขันในภูมิภาคนี้ไว้ให้ได้”

ผมมองว่า การเรียนรู้ และการฝึกฝน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการพนักงานระดับผู้จัดการที่เป็นคนไทย เพราะสามารถบริหารจัดการธุรกิจของญี่ปุ่นในไทย และในภูมิภาคนี้ได้ นอกจากนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นยังหวังที่จะเห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในไทยให้มากขึ้น เช่น ถนน ท่าเรือ และทางรถไฟ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาส่วนภูมิภาค หรือจังหวัดต่างๆ ของไทย และยังเป็นการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย
รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

“การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการต่างๆได้นั้น ทำให้ประเทศเสียโอกาสพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จากปกติอีกปีละ 1-2% แต่ไม่ถึงกับทำให้เสียศูนย์ หรือเสียอนาคต”

เพราะยังมีโอกาสที่รัฐบาลจะลงทุนโครงการต่างๆ ที่บรรจุอยู่ใน พ.ร.บ. 2 ล้านล้านได้ตามช่องทางปกติ แม้ไทยจะเสียโอกาสได้สิ่งต่างๆ ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสมไทยก็ไม่เสียหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

โดยโครงการที่เป็นประโยชน์และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ ไม่ว่าจะรัฐบาลใดมาบริหารประเทศ ได้แก่ โครงการรถไฟรางคู่ ซึ่งการรถไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่สามารถดำเนินการภายใต้การสนับสนุนเงินกู้ของรัฐบาล เพราะเป็นประโยชน์ต่อการขนส่งสินค้าที่จะทำความเร็วได้โดยไม่ต้องสับรางเหมือนปัจจุบัน ทำให้การขนส่งสินค้า และขนคนรวดเร็วขึ้น แม้อาจใช้เวลานานสัก 5-7 ปี และใช้เงินเป็นล้านล้านบาท ก็จำเป็นต้องทำ

ส่วนโครงการอื่นๆ อย่างโครงการการค้าชายแดนที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ที่หน้าด่านการค้ามูลค่าไม่กี่หมื่นล้านบาท สามารถบรรจุในงบประมาณปกติได้ รวมถึงการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่สามารถประมูลจัดซื้อจัดจ้างและอาจร่วมทุนกับภาคเอกชน

“โครงการเหล่านี้ มองว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ เพื่อประโยชน์ของทุกคนเพราะมีความสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้ ซึ่งหากลดได้ปีละ 1-2% ก็จะประหยัดได้ปีละราว 10,000-20,000 ล้านบาท และยังช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อเนื่องอีกปีละ 1-2% ภายใต้การลงทุนปีละ 300,000 ล้านบาท ถ้าไม่เร่งทำ ไทยจะล้าหลังประเทศอื่นๆ ในอาเซียนมาก”

อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงการเหล่านี้ รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล และไทยมีข้อจำกัดในเรื่องการใช้งบประมาณ ที่ไม่ควรขาดดุลงบมีละประมาณ 4% ของวงเงินงบ แต่ยังมีช่องให้ดำเนินการได้ เพราะที่ผ่านมา ไทยเคยขาดดุลงบปีละ 400,000 ล้านบาท หากจะขยายการขาดดุล เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ที่จะมีส่วนช่วยผลักดันให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยใหญ่ขึ้น ก็ไม่น่าเสียหาย แต่ต้องอยู่ในวินัยที่ควบคุมได้

“สำหรับการกู้เงินหรือก่อหนี้ของรัฐบาลนั้น หากเมื่อกู้แล้ว จะทำให้เกิดความมั่นคงในชีวิต เหมือนกู้เงินซื้อบ้าน หรือเพื่อการเรียนก็น่าทำ เพราะการก่อหนี้ ทำให้เกิดรายได้ เพื่อจะเอามาชำระหนี้ ซึ่งการกู้ และใช้หนี้วันนี้ มูลค่าเงินอาจน้อยกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคตด้วยซ้ำ”.


ทีมเศรษฐกิจ

16 มี.ค. 2557 09:37 16 มี.ค. 2557 09:40 ไทยรัฐ