วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"อาเซียน สปริง" เค้าลางการเมือง

โดย

ใครบางคนกล่าวไว้ สิ่งมีชีวิตที่คิดเป็น มีเหตุผล โกรธและเกลียดจนเข่นฆ่ากันเองได้ ในโลกนี้มีเพียง...มนุษย์เท่านั้น

สังคมไทยทุกวันนี้ นอกจากเต็มไปด้วยการประท้วงของผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ ยังเต็มไปด้วยการให้ร้าย และชิงชังที่เกิดขึ้นระหว่างกันขั้นรุนแรง

นับวัน สิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า Hate Speech หรือแปลเป็นไทยว่า “วาทกรรมที่ทำให้เกิดความเกลียดชังระหว่างผู้คน” ถูกประดิดประดอยเป็นถ้อยคำใหม่ๆหลั่งไหลออกมาให้ผู้คนในสังคมเกิดความแตกแยก แบ่งฝ่าย และรู้สึกเกลียดขี้หน้ากันมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากมีให้เห็นดาษดื่นตามสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก หรือตามสื่อสารมวลชนทั่วไป ที่เลือกข้างเลือกฝ่าย และถูกใช้เป็นเครื่องมือของคู่ขัดแย้งทางการเมืองอย่างเห็นชัด

Hate Speech เหล่านั้นยังขยายวงเหมือนเชื้อร้ายที่แพร่ระบาดไปทุกหัวระแหงอย่างว่องไว

ที่น่าห่วงก็คือ แม้แต่เด็กเล็กและเยาวชนเริ่มซึมซับเอาแบบอย่างพฤติกรรมและวาทกรรมจากสื่อบางแขนงและผู้ใหญ่ใกล้ตัวเข้าไว้ในจิตสำนึกโดยไม่รู้ตัว

เชษฐา มั่นคง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ยกตัวอย่างว่า โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคใต้ ครูแจ้งว่า มีเด็กนักเรียนชายชั้นอนุบาล 2 คนหนึ่ง ซึ่งผู้ปกครองเป็นฝ่ายสนับสนุน กปปส. วันหนึ่งเด็กคนนั้นไปโรงเรียน เห็นเพื่อนของตนสวมเสื้อสีแดง เขารู้สึกไม่พอใจ และขับไล่เพื่อนผู้นั้นออกจากห้อง พร้อมกับพูดเสียงดังใส่เพื่อนว่า

“เราไม่ชอบเสื้อแดง ออกไปเลย”

เชษฐายกอีกกรณี เหตุเกิดที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในภาคเหนือ มีเด็กมัธยมปลายจำนวนหนึ่ง รวมกลุ่มกันไปดักข่มขู่กลุ่มนักเรียนของอีกโรงเรียน ซึ่งเคยไปขึ้นเวทีอภิปรายโจมตีรัฐบาล

อุทาหรณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 กรณี ในฐานะที่เป็นคนไทยด้วยกัน นอกจากไม่ใช่เรื่องน่ายินดี ยังเป็นประเด็นที่เปราะบาง และคงไม่มีใครต้องการเห็นอุณหภูมิความขัดแย้งขยายวงกว้างไปกว่านี้

วาทกรรมแห่งความจงเกลียด ที่ใช้ทำลายฝ่ายตรงข้ามในสังคมไทย ใช่ว่าเพิ่งจะมี แต่มีมาแล้วช้านาน เพียงแต่วันนี้มันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือห้ำหั่นฝ่ายตรงข้ามอย่างได้ผลอีกครั้ง

ยกตัวอย่าง ช่วงปี 2489 Hate Speech หรือวาทกรรมฮิตติดปากสังคมไทยที่สุดในยุคนั้นก็คือ “ปรีดีฆ่า ร.8” ปี 2514 “นักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์” ปี 2535 “จำลองพาคนไปตาย” ปี 2548 “ทักษิณขายชาติ” ปี 2551 “ม็อบรับจ้าง ทาสทักษิณ” ปี 2553 “เผาบ้านเผาเมือง” ปี 2554 “แดงล้มเจ้า” และล่าสุดสดๆร้อนๆปีนี้ “พวกแบ่งแยกดินแดน”

ร้อยเนื้อ แต่ทำนองเดียวกัน...บางวาทกรรมอาจได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีส่วนจริงทั้งหมด หรือบางส่วน แต่กับอีกหลายวาทกรรมยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า เป็นจริงตามนั้น หรือพูดอีกอย่าง สิ่งที่ผู้คนเชื่อหรือมองเห็น อาจไม่เป็นอย่างที่คิด...แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ ผลลัพธ์ที่ตามมา ไม่ว่าวาทกรรมเหล่านั้นจะเป็นจริงหรือไม่ หลายคนได้ถูกทำให้เชื่อตามนั้นไปเรียบร้อยแล้ว

บุรเทพ โชคธนานุกูล นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอบทความทางวิชาการที่น่าสนใจไว้ชิ้นหนึ่ง ในหัวข้อ “2013 ปีแห่งการประท้วง เค้าลางสู่อาเซียนสปริง”

เขาบอกว่า ค.ศ.2013 หรือปี 2556 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นปีแห่งการแสดงพลังของภาคประชาชนด้วยการประท้วง เพื่อเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แก้ไขปัญหาการใช้อำนาจทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมอย่างจริงจัง ในหลายประเทศ

หลายประเทศมีการชุมนุมประท้วงจากภาคประชาชน จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

เฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ได้เกิดปรากฏการณ์แสดงพลังทางการเมืองของประชาชนในประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งถือเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่น่าสนใจครั้งสำคัญของภูมิภาคนี้

แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีกระบวนการในการเรียกร้อง และเป้าหมายทางการเมืองในลักษณะที่ทั้งสอดคล้องและแตกต่างกันในบางประเด็น แต่ก็มีจุดมุ่งหมายสำคัญเดียวกันคือ ภาคประชาชนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงกลไก หรือรูปแบบการใช้อำนาจทางการเมืองและโครงสร้างของกฎเกณฑ์ต่างๆของประเทศเสียใหม่ เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาที่ฝังรากลึกของการเมือง และสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคมที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น

บุรเทพบอกว่า การแสดงออกทางการเมืองของทั้งไทยและกัมพูชา อาจไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในทางการเมืองของภูมิภาคอาเซียน เพราะในอดีตหลายประเทศเคยมีการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาแล้วก่อนหน้า

เช่น การแสดงพลังของประชาชนเพื่อขับไล่อดีตประธานาธิบดี เฟอร์ดินันด์ เอดราลิน มาร์กอส ของฟิลิปปินส์ เมื่อ ค.ศ.1986 หรือกรณีกลุ่มคณะสงฆ์ และแม่ชี ร่วมกับนักศึกษา และประชาชนชาวพุทธในพม่า ประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารพม่า เมื่อปี ค.ศ.2007

บุรเทพบอกว่า ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการแสดงออกทางการเมืองของไทยและกัมพูชาในครั้งนี้ อยู่ที่ความเชื่อมโยงและสอดคล้องกันของแนวคิดในการแสดงออกทางการเมือง

ซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับการประท้วงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของแถบตะวันออกกลาง ที่เรียกกันว่า อาหรับ สปริง (Arab Spring) ซึ่งเคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

เขาชี้ให้เห็นว่า การประท้วงของทั้งสองภูมิภาค ล้วนเกิดจากสาเหตุและปัญหาในลักษณะเดียวกัน คือ ปัญหาการคอร์รัปชัน ผูกขาดอำนาจทางการเมือง ปัญหาปากท้อง และปัญหาสังคม

“แม้ว่าการประท้วงที่เกิดขึ้นในกัมพูชา ไม่ได้เกิดขึ้นจากต้นแบบการประท้วงของไทยทั้งหมด แต่สามารถกล่าวได้ว่า การประท้วงในไทยเป็นภาพสะท้อนให้เห็นต้นแบบการแสดงพลังทางการเมืองที่เติมเต็มให้กับกัมพูชา”

“เพราะในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย และล้วนส่งผลสะเทือนต่อเหตุการณ์อื่นๆอย่างต่อเนื่องเสมือนเป็นลูกโซ่ที่ร้อยเรียงกัน เมื่อวิเคราะห์ลูกโซ่ในอาเซียน จะพบว่าเกิดจากประเทศในอาเซียนมีปัญหาด้านต่างๆร่วมกัน เช่น ปัญหาการผูกขาดอำนาจทางการเมือง ปัญหาการคอร์รัปชัน ปัญหาการไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ประชาชนในประเทศแสดงออกทางการเมือง”

นักวิจัยผู้นี้บอกว่า การประท้วงทั้งในไทยและกัมพูชา อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกระตุ้นลูกโซ่แห่งการประท้วงให้เริ่มทำงานอีกครั้ง หรือเกิดการลอกเลียนแบบ กลายเป็นลัทธิเอาอย่างในประเทศอื่นๆ จนอาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “อาเซียน สปริง” ตามมาในอีกไม่ช้าก็เป็นได้

บุรเทพทิ้งท้ายว่า แม้ประชาคมอาเซียนจะยึดมั่นในหลักการไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายในของประเทศสมาชิกด้วยกัน หรือ Non-Interference Doctrine

แต่ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่า ความขัดแย้งภายในที่เกิดขึ้นของแต่ละประเทศสมาชิก อาจเชื่อมโยงไปสู่ประเด็นความไม่มั่นคงรูปแบบใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นแก่ประชาคมนี้ในอนาคต.

16 มี.ค. 2557 09:05 ไทยรัฐ