วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปิด"ประตูตาย"นายกฯม.7

เพื่อไทยหลังพิงฝาพลิกตำราสู้เหลี่ยมกฎหมาย

“ฝ่ายกฎหมายใช้วิธีตั้งรับ ต่อสู้และรุกคืบ”

นั้นคือยุทธศาสตร์ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ถูกกำหนดขึ้นเพื่อรับมือคดีต่างๆ ที่เริ่มเขม็งเกลียวในชั้นองค์กรอิสระ

ไม้เด็ดของยุทธศาสตร์ดังกล่าว นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ขยายความให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

เปิดฉากบอกถึงภาพรวมต้นเหตุวิบากกรรมของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลว่า ปัจจุบันมีการใช้กฎหมายบิดเบี้ยว ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนั้นๆ

เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี 50 ออกแบบสร้างกลไกองค์กรอิสระ แต่งตั้งบุคคลเข้าเป็นกรรมการองค์กรอิสระ เพื่อตอบสนองเจตนารมณ์ของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญและผู้ยึดอำนาจรัฐบาลในขณะนั้น

ไม่แปลกใจเมื่อเริ่มต้นรัฐบาลยุคพรรคพลังประชาชน จนถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทยต่างประสบวิบากกรรมถ้วนหน้า ขณะนี้องคาพยพตามรัฐธรรมนูญยังอยู่ครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ จึงตั้งสมมติฐานว่ามีขบวนการล้มล้างรัฐบาลผ่านกลไกองค์กรอิสระ มาถึงขั้นนี้เราจำเป็นต้องต่อสู้ โดยที่ผ่านมาทีมกฎหมายของพรรคได้ทำงานเต็มที่

ทั้งใช้วิธีการตั้งรับ เมื่อมีเรื่องเข้ามาจะต้องรีบชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนวิธีการต่อสู้ เมื่อโดนคดีสามารถโต้แย้งได้หมด และวิธีการรุกคืบ หนีไม่พ้นจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปประเทศ และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถึงความไม่ถูกต้อง มี 2 มาตรฐาน ไม่ชอบมาพากล

โดยเฉพาะขณะนี้ทุกอย่างประดังเข้ามา ล่าสุดกรณีร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ยังไม่รวมถึงขั้นตอนการเปิดสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง เลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ภายใน 60 วัน และภายใน 180 วันต้องดำเนินการมี ส.ส.ให้ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เท่าที่รับฟังจากทุกภาคส่วน 30-60-180 วัน ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ยากมากที่รัฐบาลจะพ้นไปด้วยสาเหตุดังกล่าว เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 181 กำหนดชัดเจนให้รัฐบาลทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้ดูแลบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินมีคำวินิจฉัยรับคำร้อง ขอให้สั่งว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ตกเป็นโมฆะ ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจวินิจฉัยกฎ ระเบียบ คำสั่งทางการปกครองของข้าราชการ และให้วินิจฉัยการกระทำองค์กรตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยไปแล้วส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญกลับรับคำร้องไว้พิจารณา ทั้งที่ไม่อยู่ในกรอบอำนาจ ไม่เข้าข่ายกรณีกฎหมายใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

แต่บ้านเมืองนี้บางทีอาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะได้ยินมาว่ามีผู้มีอำนาจบางท่านพูดทำนองว่า ตัดสินอย่างนี้จะทำไม ในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้คำวินิจฉัยเป็นที่สุด มีผลผูกพันทุกองค์กร

พฤติกรรมเช่นนี้อาจารย์ที่สอนผมมาเรียกว่า ลุแก่อำนาจ วันดีคืนดีบ้านเมืองดีขึ้นคนพวกนี้อาจถูกเช็กบิล ฐานใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ไม่สุจริต ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่เพื่อต้องการล้มรัฐบาล ขอให้ประชาชนตัดสินกันเอาเองได้

เฉกเช่นการแก้รัฐธรรมนูญ เริ่มต้นโดยเสนอแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าไม่สามารถทำได้ เราก็เสนอแก้เป็นรายมาตรา อาทิ มาตรา 68 และมาตรา 237ปรากฏว่ากระทำไม่ได้ หรือการแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.

ศาลรัฐธรรมนูญกลับชี้ว่าเป็นการทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 68 มาตรานี้กลายเป็นของขลังสำหรับผู้ร้องทั้งหลายและศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ตามเจตนารมณ์คลอดมาตรานี้ออกมาไว้ป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร

ซึ่งทำให้ ส.ว.และอดีต ส.ส.ถูกกล่าวหาจำนวน 308คน ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยได้ทำประเด็นการต่อสู้และคำชี้แจงให้อดีต ส.ส.ที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐสภามีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญตามที่กฎหมายสูงสุดกำหนดไว้ส.ส.พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะมาถอดถอนออกจากตำแหน่งอีกได้อย่างไร

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงเขาคงวางแผนนำเรื่องนี้ไปสู่เป้าหมายไม่ให้มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย อาจนำไปสู่การตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะถ้าสอย ส.ส.สำเร็จจะถูกเว้นวรรค การเมือง 5 ปี เกิดภาวะไม่มี ส.ส.หรือถ้ามี ส.ส.แล้วถูก สอยจะต้องเลือกตั้งใหม่

ฝ่ายผู้ร้องยื่นกรณีแก้รัฐธรรมนูญขัดต่อกฎหมาย สูงสุด ยังร้องในประเด็นมี ส.ส.เสียงข้างมากเสียบบัตรแทนกันระหว่างลงมติในที่ประชุมรัฐสภาและมีการสอดไส้เพิ่มเติมจากหลัก การร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม นายชูศักดิ์ บอกว่า  ตามหลักของ รัฐธรรมนูญห้ามเฉพาะไม่ให้แก้ รัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองของรัฐ

และห้ามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อมีการปกครองที่ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นถ้าจะแก้หลักการย่อมทำได้ แต่ไม่ใช่พยายามเอาเหตุผล ข้อด้อยบางสิ่งบางอย่างนำมาเป็นเหตุผลเพื่อล้มการแก้รัฐธรรมนูญ

ขณะนี้คดีดังกล่าวอยู่ที่ ป.ป.ช. ปัญหาสำคัญอยู่ที่ ป.ป.ช.ถ้าชี้มูลความผิดเพื่อส่งให้วุฒิสภานำไปสู่การถอดถอน ต้องใช้เสียง 3 ใน 5 จากสมาชิก 150 คน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ

และต้องแยกออกเป็น 2 กรณี คือกรณีแรกถ้าถอดถอนโดยยังไม่มีส.ว.ชุดใหม่เข้ามา ส.ว.เลือกตั้งที่หมดวาระจะโหวตถอดถอนได้หรือไม่เพราะตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ว.เลือกตั้งที่หมดวาระให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

กรณีที่สองถ้าชี้มูล ส.ว.จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เมื่อที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาถอดถอน ส.ส.และ ส.ว. จะต้องนับ ส.ว.เหล่านี้เป็นองค์ประชุมด้วยหรือไม่ ตามหลักกฎหมายต้องนับเป็นองค์ประชุมด้วย เพราะยังทำหน้าที่ ส.ว.อยู่ แต่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้

ความเป็นไปได้เมื่อ ส.ว.และ ส.ส.ถูกถอดถอน และ ป.ป.ช.ชี้มูลคดีรับจำนำข้าว จะเดินไปสู่นายกฯคนกลาง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7นายชูศักดิ์ บอกว่า การแก้รัฐธรรมนูญถ้าถูกถอดถอนก็โดนเฉพาะส.ส.และ ส.ว.

ส่วนคดีรับจำนำข้าวมีกระบวนการอีกยาวไกล ถ้าถูกชี้มูลมีความผิดให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกฯจะต้องไปสู้ต่อที่วุฒิสภาอีกขณะที่คดีอาญาก็ไปต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าการกำกับนโยบายเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญามาตรา 157หรือไม่

สุดท้ายหากนายกฯไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ตามกฎหมายบริหารราชการแผ่นดินกำหนดให้รองนายกฯปฏิบัติหน้าที่แทน ไม่มีประเทศไหนในโลกที่เขียนกฎหมายให้ว่างเว้นจากการมีรัฐบาล

และตอนนี้รัฐบาลรักษาการต้องปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมี ครม.ใหม่ ความจริงตามรัฐธรรมนูญรัฐบาลชุดนี้หมดไปตั้งแต่ยุบสภาแล้ว ก็พิลึกพิลั่นเมื่อพ้นจากการเป็นรัฐบาลแล้วจะให้พ้นจากรัฐบาลรักษาการอีก ไปหยิบประเด็นปลีกย่อยทางกฎหมายนำมาให้เป็นประเด็น เพื่อให้รัฐบาลหมดไป ขอยืนยันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทาง

สมมติจะใช้นายกฯตามมาตรา 7 มีคำถามตามมาว่าจะใช้ได้ในกรณีใด ในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่มีบัญญัติเอาไว้ และยังกำหนดให้นายกฯมาจาก ส.ส. ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกฯ แต่ปัจจุบันใครจะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการฯ ประธานวุฒิสภาก็ทำไม่ได้ ไม่มีทาง

สถานการณ์รัฐบาลยังลูกผีลูกคน สภาผู้แทนราษฎรยังไม่มีจะทำอย่างไรให้เดินไปสู่จุดนั้นได้ นายชูศักดิ์ บอกว่า ขณะนี้ยังประมาทไม่ได้ถึงการฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะมีบางคนชอบไปพูดว่า ประเดี๋ยวบอกไม่ทำ เดี๋ยวบอกไม่แน่ ไม่รับประกันว่าจะเกิดขึ้น

หรือถ้ายังกล้าหาญทำให้การเลือกตั้งตกเป็นโมฆะ ก็เลือกตั้งใหม่ ถ้าเอาแบบนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะลงเลือกตั้งหรือไม่

แต่ถึงอย่างไรประเทศไทยมีทางออกเสมอ โดยอาศัยกลไกประชาธิปไตยผลักดันเลือกตั้งให้สำเร็จ เพื่อให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและเลือกนายกฯ

ตราบใดที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังใช้อยู่ จะให้มีสภาประชาชนมีนายกฯมาตรา 7 ทำไม่ได้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้ดำเนินการอย่างนั้น

ดังนั้นนายกฯมาตรา 7 ไม่มีทางเกิดขึ้นได้.


ทีมข่าวการเมือง

16 มี.ค. 2557 08:28 16 มี.ค. 2557 08:28 ไทยรัฐ