วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยิ่งมืดมากเท่าใด ก็ใกล้สว่างมากขึ้นเท่านั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินจำนวน 1 ไตร ให้ ร.ต.อ.นิติภูมิ  นวรัตน์ อดีตกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) เพื่อเชิญไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดคุณแม่จันทร์ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ในวันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 09.09 น.

ปีที่แล้ว ผมก็ไปเยือนอูเครน พอถึงปลายปี ก็มีการประท้วงรัฐบาลแบบเดียวกับบ้านเรา  ฝ่ายค้านและมหาอำนาจชาติใหญ่อย่างอเมริกาและสหภาพยุโรปซึ่งอยู่เบื้องหลังการชุมนุมแกล้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซะจนรัฐบาลอูเครนที่โปรรัสเซียตกเก้าอี้ หลังจากนั้น ฝ่ายอูเครนโปรตะวันตกก็รุกจนพวกอูเครนที่โปรรัสเซียไม่มีที่ยืนอยู่ในสังคม

คุยกับคนอูเครนที่โปรตะวันตก พวกนี้ดีใจที่ตนชนะการต่อสู้ และผลสุดท้าย  พวกตนก็สามารถปล้นประชาธิปไตย  จนได้มาเป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ในขณะนี้

แต่เมื่อคุยกับคนอูเครนที่โปรรัสเซีย พวกนี้บอกว่าก็ดีใจเหมือนกัน ที่ไอ้พวกนั้นมันแกล้งเราซะจนอูเครนกลายเป็นสังคมที่มืดตึ๊ดตื๋อ ความยุติธรรมอะไรก็ไม่เหลืออยู่อีกแล้ว  อย่างนี้นี่ดีครับ  เพราะยิ่งมืดมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งถึงเวลาใกล้สว่างมากขึ้นเท่านั้น

ผมถามว่า ‘ความสว่างของคุณ’ คืออะไร?

อูเครนคนเดิมตอบว่า คือการเอาดินแดนส่วนหนึ่งไปตั้งเป็นประเทศเอกราชชาติใหม่ หรือไม่ก็เอาไปรวมอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย

พ.ศ.2534 อูเครนแยกสาธารณรัฐออกมาจากสหภาพโซเวียตด้วยความฝันอันบรรเจิดจ้า ว่าพวกเราจะร่วมมือกันสร้างประเทศใหม่ให้เจริญรุดหน้าเหมือนนานาอารยประเทศ  เราไม่เอาแล้วระบอบคอมมิวนิสต์ที่ทุกเวลานาทีมีแต่ความเป็นเผด็จการ

13 ปีแรกของการแยกประเทศ อูเครนเป็นประเทศสงบเรียบร้อย การทะเลาะเบาะแว้งแบ่งฝ่ายอะไรก็ไม่มี กระทั่ง พ.ศ.2547 ฝ่ายค้านที่ได้รับการหนุนโดยตะวันตกเริ่มประท้วง ไม่ยอมรับผลเลือกตั้งประธานาธิบดี ฝ่ายค้านออกประท้วงต่อเนื่อง จนกระทั่งฝ่ายของตนเองที่เลือกตั้งแพ้ได้เป็นประธานาธิบดีนั่นแหละ จึงเลิกประท้วง

พอถึงการเลือกตั้งครั้งถัดไป ฝ่ายโปรรัสเซียชนะได้ปกครองประเทศ ฝ่ายค้านก็ประท้วงจนประชาธิปไตยเดินไปไม่ได้ ความฝันอันบรรเจิดเลิศวิจิตรที่คิดกันไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2534 เรื่องจะช่วยกันสร้างชาติที่แยกออกมาจากโซเวียตให้รุ่งเรืองให้ได้ ได้ล่มมลายหายไป

อยุติธรรมความมืดที่มีมากขึ้นในอูเครน ทำให้คนในสาธารณรัฐปกครองตนเองไครเมียอยากลงประชามติแยกดินแดน จากการอยู่กับอูเครน ไปเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย

พอรู้ว่าพวกตนจะเสียไครเมียไปค่อนข้างแน่ พวกอูเครนโปรตะวันตกที่แพ้การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมาตลอด ก็เริ่มออกมายื่นข้อเสนอโน่นนี่นั่น เอาอกเอาใจสารพัด ว่าอยู่ด้วยกันต่อไปอีกเถิด เราเป็นชาวอูเครนด้วยกัน มีอะไรก็ค่อยพูดจาปราศรัยตามแบบฉบับอูเครนกันดีกว่า ท่านกรุณาอย่าแยกประเทศเลย

แต่เรื่องไม่ดีที่พวกอูเครนโปรตะวันตกทำไว้กับคนอูเครนโปรรัสเซียมีเยอะจนเกินขีดที่จะมองหน้ากันติด สาธารณรัฐปกครองตนเองไครเมียจึงกำหนดการลงมติแยกไครเมียจากอูเครน ไปอยู่กับรัสเซียในวันอาทิตย์ที่  16  มีนาคม  พ.ศ.2557  ก็เมื่อวานนี่ละครับ

พวกชาติตะวันตกที่นำโดยอเมริกาต่างออกมาบอกว่า นั่นเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ + ขัดรัฐธรรมนูญอูเครน แต่พวกไครเมียไม่ฟังแล้ว

ทางตอนใต้ของอูเครน มีชาวตาตาร์ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามอยู่จำนวนหนึ่ง  เมื่อปลายปีที่แล้วจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ พวกตาตาร์จากไครเมียนี่ละครับแสบนัก เดินทางขึ้นมายังกรุงคีฟเมืองหลวงเพื่อช่วยคนกรุงประท้วงล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ฝ่ายค้านที่ตนช่วยชนะแล้ว แต่ในไครเมียบ้านของตนกลับจะแตกออกไป ทีนี้จะทำยังไงดีละครับ หอกที่พุ่งออกไปเพื่อใช้แทงเพื่อนร่วมชาติ ย้อนกลับมาแทงตนเอง พวกตาตาร์ 560 คน ต้องขนข้าวของและอุ้มลูกจูงหลานหนีจากไครเมียออกมา

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนยังเป็นผู้ประท้วง วันนี้กลายเป็นผู้ลี้ภัยซะแล้ว

ขณะที่ผมเขียนคอลัมน์วันนี้ คนไครเมียกำลังเดินทางไปหย่อนบัตรลงประชามติแยกประเทศ เสียดายที่ผมต้องรีบส่งต้นฉบับเสียก่อน ก่อนที่จะทราบผลเลือกตั้ง

ตอนที่ท่านจับหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ขึ้นอ่าน ก็คงเป็นข่าวดังไปทั่วโลกแล้วละครับว่า คนไครเมียแยกดินแดนไปอยู่กับรัสเซียสำเร็จหรือไม่

ยิ่งมืดมิดมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งใกล้สว่างมากขึ้นเท่านั้นนะครับ

ยิ่งอยุติธรรมขึ้นเท่าไร ประเทศก็เปลี่ยนไปไวมากขึ้นเท่านั้น.


คุณนิติ นวรัตน์

16 มี.ค. 2557 08:14 16 มี.ค. 2557 08:14 ไทยรัฐ