วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พท.กังขา7องค์กร ถูกใช้กำจัดรัฐบาล

ปชป.เสนอยึดหลัก3ข้อ ‘ถาวร’ยันกปปส.ไม่ร่วม ‘ปู’เท้าพลิกหกล้มที่ชม.

“กกต.สมชัย” ไม่สนอัยการถอนตัวจากวงโรดแม็ปผ่าทางตันประเทศ เล็งดึงสภาพัฒนาการเมือง-คปก.เข้าเสียบแทน ตั้งโจทย์ 4 ปมหวังคลายวิกฤติชาติ วอนให้ฟัง 7 องค์กรก่อนอย่ามองแต่ด้านลบ ประธาน ป.ป.ช.พร้อมหนุนหลังเต็มที่ ยืนยันไม่มีแผนซ่อนเงื่อนย้ำบริสุทธิ์ใจ “นายกฯปู” เสียศูนย์ ก้าวขาลงรถเท้าพลิกเสียหลักล้ม แต่ยังยิ้มสู้ซดก๋วยเตี๋ยวต่อ นิ่งไม่ตอบแผนตั้งวงเจรจาสงบศึก “วราเทพ” ไม่เกี่ยงขอแค่ยึดหลักกฎหมายที่เป็นธรรม แต่เพื่อไทยกังขาผวาฝ่ายตรงข้ามรวมหัวหาช่องเชือด กปปส.ยังเห็นต่าง “เอกนัฏ” ตั้งเงื่อนไขต้องไม่ล้มคดี แต่ “ถาวร” ปัดไม่ร่วมสังฆกรรม ปชป.แขวะ พท.อย่าหนุนแค่ปาก ตั้งกำแพงห้ามเป่าคดี ล้มกระบวนการตรวจสอบ ทบ.ขอเช็กสัญญาณ “ป๋า” ส่งถึง “บิ๊กตู่”

วิกฤติการเมืองไทยที่เริ่มมองเห็นทางออกหลัง 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เสนอตัวเป็นผู้นำประสานขั้วขัดแย้งให้มาเจรจากัน  แต่ทั้งพรรคเพื่อไทย กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงตั้งเงื่อนไขก่อนนำไปสู่กระบวนการเจรจา ขณะที่บางองค์กรอย่างสำนักงานอัยการสูงสุดขอถอนตัวไม่ร่วมวง

“สมชัย” เข้าใจอัยการขอถอนตัว

เมื่อวันที่ 15 มี.ค. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงการถอนตัวของสำนักงานอัยการสูงสุด ต่อการร่วมมือระหว่าง 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอทางออกของความขัดแย้งภายในประเทศว่า วิชาชีพขององค์กรอัยการที่มีหน้าที่ต้องบังคับคดีตามกฎหมาย จึงอาจไม่สะดวกในการเป็นตัวกลางเจรจา เชื่อว่าปัญหาที่ทางอัยการอึดอัดใจเพราะฐานะของคู่เจรจาบางคนถูกหมายจับ หมายเรียก เป็นผู้ต้องหากระทำผิด ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐคงจะให้ผู้ที่ทำผิดกฎหมายมาพูดคุยด้วยคงทำไม่ได้ ก่อนหน้านี้ทางผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุดก็ร่วมประชุมด้วยทั้ง 2 ครั้ง โดยการประชุมเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ก็มอบหมายนายประสิทธิ์ ปทุมมารักษ์ อัยการอาวุโส มาร่วมหารือ ซึ่งท่านไม่ได้ขัดแย้งหรือคัดค้านในที่ประชุม เพียงแต่เมื่อกลับไปรายงานแล้ว อัยการสูงสุดอาจมองว่าเป็นความขัดแย้งทางอำนาจหน้าที่

ดึงอีก 2 องค์กรเข้าเสียบแทน

นายสมชัยกล่าวว่า หากมองให้ลึกซึ้งปัญหาคดีความที่เกี่ยวข้องล้วนแต่เกิดจากสาเหตุของการเมือง ทำให้บ้านเมืองเราไม่สงบ ทางอัยการยังสามารถมาร่วมในฐานะส่วนบุคคล ในการประสานให้เกิดการเจรจาให้สำเร็จ เพื่อให้บ้านเมืองสงบยังน่าจะทำได้ เพราะองค์กรอื่นที่ร่วมก็ไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง หรือไม่มีหน้าที่โดยตรงในบทบาทการเจรจาเช่นกัน  สังคมไทยเดินต่อไม่ได้ถ้าไม่มีการเจรจา มันยากเต็มทีที่จะหาคนกลางซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายมาทำหน้าที่ได้ การออกมาขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการแสดงบทบาทในฐานะคนไทยที่อยากให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้ ที่ผ่านมา 7 องค์กรประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกเดือน ถ้าองค์กรอัยการจะถอนตัวก็ไม่เป็นปัญหา เพราะยังมีอีกหลายองค์กรอยากเข้ามามีส่วนร่วม ขณะนี้ได้ทาบทามสภาพัฒนาการเมืองและคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) โดยจะเข้าร่วมประชุมในวันที่ 19 มี.ค.นี้ด้วย

ตั้งโจทย์ 4 ปมคลี่คลายวิกฤติ

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ผู้ที่ริเริ่มอยากให้หาคนกลางมาไกล่เกลี่ยเจรจา คือนายโอกาส  เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และในการประชุมรอบหลังสุดตนได้เสนอโรดแม็ปหรือขั้นตอนการเจรจาที่ชัดเจนขึ้น จึงประกาศเริ่มต้นเดินหน้าตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค. ใน 4 ประเด็น ถ้า 2 ฝ่ายตอบรับโจทย์ 4 ข้อนี้ได้ ปัญหาประเทศจะคลี่คลายในระดับหนึ่ง รวมทั้งโรดแม็ปขั้นตอนการเจรจาทั้งหมด 7 ขั้นตอน และจะเดินหน้าสู่การเจรจาทันทีหลังการแถลงข่าว แต่ระยะเวลาจะสิ้นสุดเมื่อใดยังตอบไม่ได้

วอนฟัง 7 องค์กรก่อนมองด้านลบ

นายสมชัยยังกล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ของแกนนำ นปช. ต่อแนวทางของ 7 องค์กรว่า ทั้งหมดนี้ทุกคนยังไม่ได้เห็นเนื้อหาที่จะนำเสนอ ปฏิกิริยาเชิงลบที่เกิดขึ้นถือว่าไม่เป็นธรรมต่อ 7 องค์กร ส่วนกรณีที่นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทยและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สนับสนุนให้เกิดการพูดคุยนั้น เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่สอดคล้องกับความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ ว่าขณะนี้บ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้ และทุกฝ่ายในประเทศปรารถนาจะเห็นการเจรจา ดังนั้น เมื่อมีองค์กรกลุ่มหนึ่งทำให้เกิดการเจรจาได้ ทุกคนก็น่าจะยินดี เพียงแต่ประเด็นหรือคำถามที่จะนำไปสู่การเจรจาต้องมีความเป็นธรรม ไม่เอาข้อเสนอที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะสร้างข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาที่สุดแก่สังคม

ป.ป.ช.พร้อมร่วมหาทางออก

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญมีการประชุมและเตรียมแถลงโรดแม็ปแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ในวันที่ 17 มี.ค.ว่า เท่าที่ทราบแผนโรดแม็ปคร่าวๆ องค์กรอิสระจะเป็นตัวกลางประสานงานให้คู่ขัดแย้งมาเจรจาพูดคุยหาทางออกให้ประเทศ โดยให้ยอมรับข้อเสนอกันและกัน ป.ป.ช.ยินดีให้ความร่วมมือหาทางออกในครั้งนี้ แต่คงไม่เป็นตัวหลักเพราะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ แม่งานหลักคงเป็น กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องดีที่องค์กรอิสระจะช่วยลดความขัดแย้งหาทางออกให้ประเทศ แต่คู่ขัดแย้งก็ต้องยอมรับแนวทางขององค์กรอิสระด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ ยืนยันว่าการเสนอตัวขององค์กรอิสระครั้งนี้ ไม่ได้มีเบื้องหลังหรือแผนการใดซ่อนอยู่ เป็นการทำด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อหาทางออกให้บ้านเมือง

ศาลปกครองปฏิเสธไม่ร่วมวง

ขณะที่นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ได้ส่งหนังสือชี้แจงสื่อมวลชนกรณีมีการอ้างถึงประธานศาลปกครองสูงสุด และองค์กร ศาลปกครอง เป็นหนึ่งใน 7 องค์กรที่เข้าร่วมหารือว่า ไม่เป็นความจริงเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ศาลปกครองเป็นองค์กรตุลาการ ทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมทางปกครอง พิจารณาและตัดสินคดีปกครอง เพื่อตรวจสอบการกระทำของฝ่ายปกครองว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดังนั้นในฐานะองค์กรศาล ไม่อาจเข้าไปแก้ไขหรือร่วมชี้นำปัญหาใดๆ โดยปราศจากการมีผู้เสนอข้อพิพาทมายังศาลก่อนได้ หรือต้องมีการฟ้องคดีก่อน ศาลจึงสามารถเข้าไปดำเนินการพิจารณาตามกรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนดได้ จึงขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจร่วมกันว่าศาลปกครองทำหน้าที่ให้ความยุติธรรมทางปกครอง จึงต้องให้ความเป็นธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐที่ต้องจัดทำบริการสาธารณะและการดำเนินงานของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนไปพร้อมกัน

นายกฯเท้าพลิกเสียหลักล้ม

เมื่อเวลา 11.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าฯเชียงใหม่ และ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร (น้องไปป์) บุตรชาย เดินทางมาที่ร้านก๋วยเตี๋ยว 3 บาท ถนนรัตนโกสินทร์ ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ 50 นาย โดยนายกฯสวมเสื้อเชิ้ตสีดำ กางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้ม รองเท้าส้นสูงทรงเตารีดสีครีม ใส่ต่างหูสีขาวสัญลักษณ์สันติภาพ ทันทีที่นายกฯมาถึงด้วยรถตู้ยี่ห้อโฟล์ก สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ฆฎ 5404 กรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าจังหวะกำลังก้าวเท้าลงจากรถ เกิดเสียหลักเท้าพลิกจนล้มลงไปกองที่พื้น ทีมงานจึงเข้าประคองลุก ขึ้นมา โดยนายกฯไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร จากนั้นจึงเข้าไปนั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวตามปกติ พร้อมกับทักทายและร่วมถ่ายภาพกับประชาชนคนเสื้อแดงที่มารอต้อนรับ และพูดคุยถามสื่อมวลชนถึงต่างหูสัญลักษณ์สันติภาพที่ใส่มาว่าสวยหรือไม่

นิ่งไม่ตอบแผนดันโรดแม็ป

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญอาสาเป็นตัวกลางประสานหาทางออกประเทศ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวจึงถามว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะให้นายกฯไปชี้แจงกรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ส่ายหัว กล่าวเพียงสั้นๆว่า ไม่ค่ะ พร้อมกับขึ้นรถออกไปทันที แต่ก่อนกลับนายกฯได้กอดและหอมแก้มน้องไปป์ที่ยังคงนั่งกินก๋วยเตี๋ยวต่อ โดยไม่ได้เดินทางกลับไปพร้อมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายกฯยังวางโปรแกรมอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อพักผ่อนกับครอบครัวต่อ โดยจะเดินทางกลับ กทม. ช่วงเย็นวันที่ 16 มี.ค. และยกเลิกกำหนดการประชุมรับฟังปัญหาการพัฒนาจังหวัด รวมทั้งโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนจากผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ที่โรงแรมเซ็นทารา ดวงตะวัน จ.เชียงใหม่ ในช่วงเย็นวันที่ 15 มี.ค. เพราะหวั่นสุ่มเสี่ยงทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

รัฐบาลไม่เกี่ยงเจรจาแต่ต้องยึด ก.ม.

นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ถือเป็นความพยายามของทุกฝ่ายที่มีเจตนาดีอยากเห็นประเทศสงบ รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยยินดีอยู่แล้ว ไม่ได้มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นใครมาเจรจา เพียงแต่การเจรจาต้องมีกรอบ และต้องอยู่บนพื้นฐานรัฐธรรมนูญและกฎหมายรองรับ ถ้ามีเงื่อนไขที่ต่างจากนี้มันก็คงยากที่จะปฏิบัติได้ และอะไรที่นอกเหนือกฎหมายรัฐบาลดำเนินการไม่ได้ แต่การบอกว่าให้ต่างฝ่ายต่างต้องถอยหลังออกมานั้น ถ้าบอกให้ถอยหลังกันโดยไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว หรือไม่ต้องทำตามกฎหมาย ก็จะเป็นปัญหาตามมาอีก ถึงจะยกเว้นกฎหมายบางเรื่องก็ต้องมีกฎหมายมารองรับการยกเว้นนั้นอยู่ดี ส่วนเรื่องนี้จะหวังได้แค่ไหนขึ้นอยู่กับผลที่จะเกิดขึ้น

พท.ยิงคำถามคาใจใส่ 7 องค์กร

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ก่อนที่ 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญจะลุกขึ้นมาดำเนินการดังกล่าว อยากให้ตอบ 7 คำถามทั้งต่อสังคมและองค์กรอิสระเองว่า 1.ผลการดำเนินงานขององค์กรอิสระหลายองค์กรที่ผ่านมา มีความเป็นกลางแค่ไหน  2.เชื่อหรือไม่ว่าวิถีทางตามกระบวนการประชาธิปไตยในกรอบรัฐธรรมนูญ กลไกการทำงานขององค์กรอิสระปกติสามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ หากทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นต้องหาวิธีพิเศษหรือแนวทางนอกรัฐธรรมนูญ 3.ยอมรับหรือไม่ว่าผลการดำเนินการขององค์กรอิสระบางองค์กร ผู้คนกังขาจนเกิดวิกฤติศรัทธา เป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งปฏิกิริยาเติมเชื้อความขัดแย้งมากขึ้นในสังคม

กังขารวมหัวมุ่งหาทางกำจัด

นายอนุสรณ์กล่าวว่า 4.ทางออกที่เสนอมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่ซ้ำเติมสถานการณ์บ้านเมืองให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิม เป็นทางตันหรือสุญญากาศ 5.ก่อนหน้านี้มีการใช้กระบวนการตุลาการภิวัตน์เป็นเครื่องมือทำลายล้างพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย จนไร้ที่ยืนบนเวทีการเมืองหรือไม่  6.การดำเนินการครั้งนี้ ท่านมีธงในการจัดการกับกลุ่มการเมืองกลุ่มใดอีกหรือไม่ 7.ทำไมถึงปล่อยให้ปัญหาบ้านเมืองลากยาวมาถึงขนาดนี้ อะไรเป็นมูลเหตุหรือปัจจัยสำคัญที่จะลุกขึ้นมาดำเนินการครั้งนี้ ทั้ง 7 องค์กร ถูกใครใช้เป็นเครื่องมือ ในการกำจัดรัฐบาลรักษาการชุดนี้หรือไม่ หรือจะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนสงกรานต์ตามที่ กปปส.ประกาศไว้

ขำกลิ้ง กกต.จ้องควักใบแดง พท.

นายอนุสรณ์ยังกล่าวถึงกรณี  กกต.เตรียมให้ใบแดง 16 ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ออกสื่อของรัฐว่า ทั้ง 16 คน ไม่มีใครหวั่นไหว เพราะเข้าใจว่าเป็นความพยายามทำให้พรรคเพื่อไทยเสียสมาธิในการกดดัน กกต.ให้เดินหน้าจัดเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ได้ ส.ส.ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ หากมีการตัดสิทธิหรือให้ใบแดงผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 16 คนด้วยเรื่องที่ไร้เหตุผลแบบนี้ กกต.จะกลายเป็นตัวตลกและถูกสังคมกดดัน จะได้รับก้อนอิฐแน่ ทั้ง 16 คนที่ไปออกรายการ ไม่มีใครพูดเชิญชวนให้เลือกพรรคใด แทนที่ กกต.จะมาเอาผิดกับผู้สนับสนุนการเลือกตั้ง ควรหันไปบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับพวกก่อจลาจลขัดขวางการเลือกตั้งจะดีกว่า “ก่อนที่ กกต.จะไปทำงานไซด์ไลน์ ขอให้ทำงานหลักของตัวเองให้ดีเสียก่อน การยื้อการเลือกตั้งออกไปจงใจรอผลการตัดสินบางอย่างชัดเจน”

กปปส.ตั้งเงื่อนไขต้องไม่ล้มคดี

ที่เวที กปปส.สวนลุมพินี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. กล่าวว่า ขอบคุณ 7 องค์กรที่เสนอตัวและเชื่อว่าหวังดีต่อประเทศ แต่สิ่งสำคัญการเสนอตัวต้องไม่กระทบการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ คือการตรวจสอบ กปปส.ยินดีที่จะพูดคุยกับทุกฝ่าย โดยยึดเอาผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ยกเว้นรัฐบาลภายใต้ระบอบทักษิณ เพราะการกระทำที่ผ่านมามุ่งเน้นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าชาติ ยกเว้นภายใต้เงื่อนไขที่นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. กำหนดไว้ให้เจรจาเปิดเผยตัวต่อตัวระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์กับนายสุเทพ เราเป็นห่วงท่าทีและรูปแบบการเจรจาของ 7 องค์กรว่าจะเป็นอย่างไร ขณะที่กลุ่ม นปช.และพรรคเพื่อไทย มีท่าทีชัดเจนที่จะขัดขวาง

“ถาวร” ปัดไม่ขอร่วมสังฆกรรม

นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. กล่าวว่า ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้และถือเป็นความปรารถนาดี แต่คงยังไม่ถึงขั้นการเจรจา เป็นเพียงการพูดคุยเพื่อสอบถามความประสงค์ของคนในสังคม และจุดประสงค์แต่ละฝ่าย ทั้ง 7 องค์กรควรพูดคุยให้ตกผลึกกันก่อน ไม่ใช่เป็นความคิดเห็นของคนเดียวแล้วออกมาพูด ส่วนการที่อัยการสูงสุดและศาลปกครองปฏิเสธเข้าร่วมนั้น ถือว่าถูกต้อง เพราะองค์กรที่ชี้ถูกชี้ผิดไม่ควรเข้าร่วม เพราะจะทำให้รัฐทราบข้อเท็จจริงนอกเหนือจากคดีต่างๆ และอาจถูกมองผิดได้ รวมทั้งไม่ควรเป็นเครื่องมือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ส่วนขั้นตอนการเจรจาขึ้นอยู่กับ 7 องค์กร ขณะที่ กปปส.ไม่ต้องการจะเจรจา เพราะเรามีจุดยืนชัดเจนอยู่แล้ว

ปชป.แขวะ พท.อย่าหนุนแค่ปาก

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคไม่ขัดข้องพร้อมรับฟังและพิจารณาจุดยืน รวมทั้งโรดแม็ปว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาบ้านเมือง การเข้ามาเป็นเจ้าภาพของ 7 องค์กร หลายฝ่ายน่าจะยอมรับได้ เพราะถือเป็นคนกลางตามรัฐธรรมนูญ แต่ควรคำนึงใน 3 หลัก คือ 1.ผลประโยชน์ของส่วนรวม 2.ควรยึดหลักนิติธรรม 3.การกระทำผิดกฎหมายที่ผ่านมา ควรเดินหน้าต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความถูกผิดความจริงต่างๆ และถ้าเราสามารถทำตามหลักทั้ง 3 ข้อนี้ก็น่าจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และขอให้พรรคเพื่อไทยสนับสนุนทั้ง 7 องค์กรนี้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่สนับสนุนด้วยวาจาเท่านั้นโดยเฉพาะนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถ้าจริงใจควรบอกคนเสื้อแดงให้เลิกไปคุกคาม 7 องค์กร และควรกระซิบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ความร่วมมือกับการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดีรับจำนำข้าว

ตั้งกำแพงเจรจาต้องยึดกฎหมาย

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงในเรื่องเจรจาหาทางออกให้ประเทศชาติ แต่ทุกฝ่ายต้องเคารพกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุลย์ สิ่งแรกที่ 7 องค์กรต้องให้พรรคเพื่อไทยยืนยันคือ ให้เคารพการทำงานของ 7 องค์กร เพราะหากพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยจะได้ถล่ม 7 องค์กรเสียทีเดียว สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนที่มีคดีความ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกกรณี จึงขอให้ 7 องค์กร ช่วยใช้อำนาจของแต่ละองค์กรให้เด็ดขาดตามที่กฎหมายกำหนด ขอให้ทุกฝ่ายบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมตรงไปตรงมา เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการฟื้นฟูประเทศสู่ความปรองดอง

“อนุทิน” กระตุ้นลูกพรรคตื่นตัว

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานการประชุมพรรคครั้งแรกหลังการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ โดยมีผู้สมัคร ส.ส.เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยนายอนุทินกล่าวภายหลังการประชุมว่า เชิญมาประชุมเพื่อเตรียมความพร้อม เพราะประเมินว่าการเลือกตั้งใหม่อาจเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้ เพราะการเลือกตั้งซ่อม และการเลือกตั้งใน 28 เขตที่มีปัญหายังคงมีอยู่ โดยให้ผู้สมัครเล่าถึงประสบการณ์การเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อเป็นข้อมูลและแนวทางหากมีการเลือกตั้งใหม่ จะได้พร้อมไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ และยังได้กำชับลูกพรรคเรื่องการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพราะยังอยู่ในบรรยากาศการเลือกตั้งอยู่

หนุนโรดแม็ปสลายวิกฤติชาติ

เมื่อถามถึง 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญประกาศเป็นตัวกลางเจรจาคู่ขัดแย้งสองฝ่าย นายอนุทินตอบว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมให้ความร่วมมือในทุกด้านกับทุกองค์กร ที่จะทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะสงบสุข ส่วนที่มีการประเมินว่าม็อบทั้ง 2 ฝ่ายจะมีความรุนแรงช่วงสงกรานต์นั้น เชื่อว่าคงไม่มีฝ่ายไหนอยากเห็นความรุนแรงเกิดขึ้น และเห็นว่าปัญหาจะจบได้ด้วยการเจรจา โดยแต่ละฝ่ายต้องทำใจมาเลยว่าจะไม่ได้ทุกอย่างที่ตัวเองต้องการและจะไม่เสียทุกอย่างที่ตัวเองคิดว่าจะเสีย ขอวิงวอนว่าถ้าคู่กรณีหันมาคุยกัน ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขหรือข้อเสนอแนะอะไรหากไม่เหลือบ่า กว่าแรงน่าจะพร้อมยอมรับ และใช้กระบวนการประชาธิปไตยแก้ปัญหาให้บ้านเมือง

เย้ยรัฐวัวพันหลักแก้จำนำข้าว

อีกเรื่อง นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล มีแนวโน้มที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จะไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนมาจ่ายหนี้สินที่ติดค้างให้พี่น้องชาวนาได้ เพราะเกรงว่าตัวเองจะถูกดำเนินคดีภายหลัง เพราะไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถระบายข้าวได้เดือนละ 8,000-9,000 ล้านตัน ตามที่ประกาศไว้ จึงเป็นที่มาว่าจะไม่มีเงินจากการขายข้าวนำมาคืนให้คลังหลวงทันวันที่ 31 พ.ค.นี้ตามเงื่อนไขที่ กกต.วางไว้ ทำให้วันนี้รัฐบาลกลายเป็นวัวพันหลัก ไม่มีทางออกให้ชาวนา จึงขอเรียกร้องถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายกิตติรัตน์ ต้องกล้าเซ็นลงนามเพื่อยืมเงินจากงบกลางมาใช้หนี้ชาวนา โดยไม่เอาข้าราชการประจำมาเกี่ยวข้อง ต้องกล้าเสี่ยงเพื่อประชาชนบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

เป็นนายกฯต้องเคารพกฎหมาย

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยยุติการให้ข่าวลักษณะทำลายความน่าเชื่อถือองค์กรอิสระ โดยเฉพาะนายกฯที่ต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้นำ อย่าออกมาพูดในสิ่งที่ขัดต่อหลักความถูกต้องของกฎหมายบ้านเมือง สะท้อนถึงวุฒิภาวะผู้นำประเทศ คนไทยทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเสมอเหมือนกันหมด ที่ผ่านมาได้เก็บสถิติคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยตัดสินวินิจฉัยเป็นผลดีกับรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยหลายเรื่อง เมื่อคดีสมประโยชน์ก็เงียบ แต่พอไม่สมประโยชน์ก็ออกมาโวยวาย จึงขอเรียกร้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ช่วยกันปกป้องและเป็นกำลังใจให้สถาบันตุลาการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ให้ถูกทิ้งอย่างโดดเดี่ยว เพื่ออยู่เป็นหลักให้ประเทศชาติต่อไป

โวยรัฐทำลายตลาดน้ำมันปาล์ม

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ถึงกรณีที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากมาเลเซีย 20,000 ตัน ทำให้ราคาปาล์มน้ำมันในประเทศตกลงทันที เหลือราคากิโลกรัมละประมาณ 4 บาท โดยอ้างว่าราคาน้ำมันปาล์มแบบบรรจุขวดจะสูงขึ้น แต่ข้อเท็จจริงส่วนที่ขาดแคลนคือ บริษัทผู้ผลิตไบโอดีเซลรายใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ มีความต้องการซื้อน้ำมันปาล์มดิบในราคาถูกจากมาเลเซีย มาใช้ผลิตไบโอดีเซลเพื่อทำให้ตัวเองมีกำไรมาก เรื่องนี้จึงเป็นการช่วยเหลือนายทุนผู้ค้าน้ำมัน กรณีปัญหาปาล์มน้ำมันจึงเป็นสินค้าเกษตรอีกชนิดที่ถูกรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยใช้อำนาจบริหารทำลายกลไกการตลาดลงโดยสิ้นเชิง

เมินกู้ 2 ลล.ไม่ผ่านคนไทยไม่เดือดร้อน

นายจุฤทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลขัดรัฐธรรมนูญนั้น คนที่เดือดร้อนคือคนของรัฐบาลและคนที่ไปซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรล่วงหน้าตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เดือดร้อนด้วย การไม่ได้กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ไม่ได้หมายความว่าการพัฒนาประเทศจะจบลง รัฐบาลสามารถสานงานต่อโดยใช้งบประมาณประจำปีปกติ ส่วนการใช้งบประชาสัมพันธ์โครงการรถไฟความเร็วสูงไปกว่า 240 ล้านบาทแล้วนั้น ถือว่ากระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 103/7 และมีพฤติกรรมผิดปกติ คือตั้งแต่มีประเทศไทยมายังไม่เคยมีการใช้งบประชาสัมพันธ์โครงการล่วงหน้าก่อนที่งบประมาณจะผ่าน หรือมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย

ป้อง “ปู” ทัวร์นกขมิ้นไม่ผิด

ที่พรรคเพื่อไทย นายพิชิต ชื่นบาน ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี กกต.เตรียมพิจารณาเอาผิด น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินสายตรวจราชการภาคเหนือและภาคอีสาน ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปหาเสียงหรือจูงใจให้คนมาลงคะแนนเลือกพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยยังไม่มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 2 ก.พ. เลย และแสดงเจตจำนงชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ให้นายกฯมีส่วนร่วมในการหาเสียง บรรยากาศการเมืองในเวลานั้นก็ไม่มีการแข่งขันหาเสียงเลย ที่สำคัญตัวผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ไม่มีใครร้องเรียนกล่าวหาในเรื่องนี้ แต่ทำไม กกต.จึงมาเป็นคู่กรณีเอง เป็นการให้ร้ายนายกฯมากเกินไปหรือไม่ ขอให้วางตัวเป็นกลาง อย่าวางตัวเป็นปฏิปักษ์ จนควรแก่เหตุ นายกฯไม่ได้กังวลกรณีนี้เพราะไม่มีเจตนาเอาเปรียบผู้สมัครพรรคอื่น แต่ลงไปตรวจราชการจริงๆ

ข้องใจ ป.ป.ช.กั๊กหลักฐานจำนำข้าว

นายพิชิตกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้นายกฯขยายเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคดีรับจำนำข้าวแค่ 15 วันนั้น ถ้ามีเอกสารกล่าวหาว่านายกฯมีส่วนร่วมทุจริตในโครงการนี้แค่ 49 แผ่นจริง ขอให้ ป.ป.ช.ยืนยันมาอย่างเป็นทางการ การเก็บหลักฐานโดยไม่ยอมให้ผู้ถูกกล่าวหาตรวจสอบได้ จะถูกกล่าวหาได้ว่าไม่อำนวยความยุติธรรมให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ตรวจสอบหลักฐานอย่างเพียงพอ ขอตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช.ไต่สวนมาปีกว่าจะมีหลักฐานแค่ 49 แผ่นได้อย่างไร เมื่อเทียบกับคดีประกันราคาข้าวสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ ป.ป.ช.สอบมาหลายปี จนถึงขณะนี้ยังได้เอกสารไม่ครบ เท่าที่ทราบผู้ถูกกล่าวหาอีก 15 คน บางคนเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ขอโอกาสชี้แจงเพิ่มเติม 30 วัน ป.ป.ช.ก็อนุญาตให้ แต่ทำไมขยายเวลาให้นายกฯแค่ 15 วัน ต้องตอบสังคมให้ได้

จวก “มาร์ค” เชียร์เป่าฟาวล์ข้างเดียว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ฝากถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับกติกาเมื่อถูกกรรมการเป่าฟาวล์ ต้องยอมรับว่ารางวัลดีแต่พูดที่ได้มาเป็นเพราะฝีมือล้วนๆ ไม่น่าเชื่อว่านายอภิสิทธิ์จะเป็นพวกลืมง่าย ความจำสั้น ตอนกรรมการเป่าฟาวล์คดีหนีทหารก็ออกมาโวยวายโดยไม่ยอมรับความจริง อยากให้นายอภิสิทธิ์ช่วยไปกระตุ้นกรรมการด้วย เพราะหลายปีมานี้กรรมการหมดลมเอาดื้อๆ เป่านกหวีดไม่ออกมาหลายครั้ง ไม่ว่าคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ คดีประกันราคาข้าว คดีไม้ล้างป่าช้าจีที 200 คดีชุมชนพอเพียง คดีเขาแพง คดี ส.ป.ก 4-01 คดีน้ำมันปาล์ม คดีจัดซื้อครุภัณฑ์โครงการไทยเข้มแข็ง โรงพักร้างและอีกเป็นร้อยคดี ประเทศไทยชักจะไปกันใหญ่ รัฐบาลทำตามนโยบายอะไรก็เตะสกัดหมด ชนิดลูกเมียน้อยเรียกพี่ หากเปรียบเหมือนเล่นฟุตบอล 2 ทีม ต่อหน้าผู้ชม 65 ล้านคน หากกรรมการเป่ามั่วหรือเป่าเข้าข้างพวกเดียวกันจนน่าเกลียด แล้วผู้ชมแห่ลงจากอัฒจันทร์มาถล่มกรรมการ ถึงวันนั้นต้องบอกว่าตัวใครตัวมัน

พรรคเล็กร่วมชี้ทางสว่าง

นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ กล่าวว่าทางออกประเทศไทยจากวิกฤติ ต้องผ่านการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้มีบางฝ่ายยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ ซึ่งจะเป็นโมฆะหรือไม่เป็นเรื่องในอนาคต แต่อยากให้ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องที่เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งขอให้ใช้หลักนิติศาสตร์และหลักรัฐศาสตร์ประกอบกัน เพื่อหาทางออกจากวิกฤติ เช่น ประเด็นการเลือกตั้งไม่อยากให้เป็นโมฆะ แต่อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ทางสว่างว่าวินิจฉัยให้ออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ และให้ กกต.เชิญทุกพรรคการเมือง รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมสัมมนาหาทางออกให้ประเทศ โดยลงสัตยาบันตามที่จะตกลงกันในวงสัมมนา และเลือกตั้งเพื่อให้มีรัฐบาลที่เข้าไปปฏิรูปประเทศโดยตรง เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ออกกฎหมายป้องกันการคอร์รัปชัน จากนั้นยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่ เข้าสู่ภาวะปกติ

กกต.หวังคนแห่ใช้สิทธิเลือก ส.ว.

วันเดียวกัน นายประวิช รัตนเพียร กกต. ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวในรายการ “กกต.พบประชาชน” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ว่า การเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อปี 2554 มีผู้ออกมาใช้สิทธิมากที่สุดถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการเลือกตั้ง ส.ว.เมื่อปี 2551 มีผู้ออกมาใช้สิทธิ 56 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นการเลือกตั้ง ส.ว. ในวันที่ 30 มี.ค. หากเหตุการณ์เรียบร้อย กกต. ตั้งเป้าว่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนด้วย ทั้งนี้ ส.ว.เป็นตำแหน่งที่สำคัญที่จะเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบ รวมทั้งตรากฎหมาย และทำหน้าที่กลั่นกรองบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ โดยในวันที่ 28 มี.ค. จะจัดกิจกรรมเดินรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ว.

ทบ.ขอเช็กข่าว “ป๋า” ส่งสัญญาณ

อีกเรื่องหนึ่ง พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ส่งสัญญาณถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ผ่านข้อความ “ทหารเรายืนอยู่บนเกียรติอันสูงส่ง ที่ประชาชนคนไทยหวังเป็นที่พึ่งขั้นสุดท้ายของเขา” ที่สลักไว้ใต้ฐานอนุสาวรีย์ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ภายในค่ายจังหวัดทหารบกสกลนคร อ.เมือง จ.สกลนคร ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดของข่าวที่ออกมา ต้องขอเวลาตรวจสอบอีกครั้ง และยังไม่ทราบว่า ผบ.ทบ.ทราบเรื่องนี้หรือยัง เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีการหารือกับผู้บังคับบัญชาก่อน

16 มี.ค. 2557 05:53 ไทยรัฐ