วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


เซลฟี่ : กระจกวิเศษในยุคดิจิตอล

ในวันที่กระแส “เซลฟี่” (selfie) กำลังมาแรง...!!!

เซลฟี่ (selfie) หรือการถ่ายรูปตัวเองเพื่อ “แชร์” นำเสนอผ่านสังคมออนไลน์ประเภทต่างๆ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมากมาตั้งแต่ปี 2012 ในช่วงที่การถ่ายรูปลงแชร์ในโลกไซเบอร์เป็นที่นิยมอย่างสูงสุด

จากสถิติพบว่าระหว่างปี 2012-2013

คำว่าเซลฟี่ (selfie) มีสถิติการใช้เพิ่มขึ้นถึงหนึ่งหมื่นเจ็ดพัน (17,000) เปอร์เซ็นต์จนออกซ์ฟอร์ด ดิกชันนารีจัดให้ “เซลฟี่”  เป็นคำยอดนิยมแห่งปี

ล่าสุด ในงานออสการ์ที่เพิ่งผ่านไป พิธีกรในงานหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายตัวเองและเหล่าดาราที่มาร่วมงานและเอาไปแชร์ในโลกไซเบอร์ จนเป็นที่ฮือฮากันไปทั่วโลก โดยแค่ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงที่รูปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปในทวิตเตอร์ส่วนตัวของพิธีกรคนดัง ปรากฏว่ามีคนเข้ามาดูและแชร์ต่อไปถึงกว่าล้านครั้ง

ปรากฏการณ์ “เซลฟี่” เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้ามาของสมาร์ทโฟนที่สามารถใช้ถ่าย รูปตนเองได้ด้วยกล้องด้านหน้า เฉพาะในอเมริกาประเทศเดียว มีคนลงรูปของตนเองทางโซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมถึง 91% ของจำนวนผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมด ไม่ต้องพูดถึงประเทศไทยที่ทุกวันนี้ เราเห็นผู้คนรอบตัว “เซลฟี่” กันแทบจะตลอดเวลา

เซลฟี่ยิ่งสนุกมากขึ้น เมื่อมี app ต่างๆ ออกมาช่วยให้เราสามารถจัดแต่งรูปภาพให้เป็นอย่างที่ต้องการได้ก่อนที่จะแชร์ภาพเหล่านั้นออกไป อย่างเช่น app ยอดนิยมบาง app ที่สามารถลบริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้า และทำให้ใบหน้าสวยใสได้ขนาดที่เจ้าตัวยังตะลึงว่านี่คือฉันจริงๆหรือ!!

นอกจากภาพสะท้อนของตัวเองแล้ว เซลฟี่ยังสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ หรือวิถีชีวิต ตลอดจนวิธีคิดที่เจ้าของภาพต้องการแสดงออกให้คนทั่วไปได้รับรู้ด้วย

ในเชิงการสื่อสาร เซลฟี่ เป็นเสมือนการเล่าเรื่องตนเองผ่าน “ภาพ” ที่เราประกอบสร้างขึ้น...เราต้องการให้ตัวเองเป็นอย่างไร เราก็ประกอบสร้างภาพอย่างนั้นออกมา แต่ก็แปลกที่คำตอบว่าเราเป็นอย่างไร ไม่ได้

ขึ้นอยู่กับสายตาที่เรามองภาพเซลฟี่ของเราเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นเข้ามา “กดไลค์” ภาพเรามากน้อยแค่ไหน หรือมา “เม้นต์” ภาพเราในลักษณะใด

พฤติกรรมอีกอย่างที่มาพร้อมกับปรากฏการณ์เซลฟี่จึงเป็นอาการกระวน– กระวายคอยเช็กมือถือ หรืออุปกรณ์การสื่อสารอื่นๆว่า

...แชร์รูปไปแล้ว มีคนมากดไลค์หรือยัง ถ้ามีคนกดไลค์เยอะ วันนั้นทั้งวัน ก็จะสดใส แต่ถ้าได้ไลค์น้อย หรือไม่มีใครเข้ามาไลค์เลย ความเชื่อมั่นก็เหมือนจะถดถอยตามไปด้วย...

เซลฟี่จึงเป็นเหมือนกระจกที่เราใช้ส่องตัวเอง จำนวนไลค์ และเม้นต์ที่ได้มา เป็นเสมือนภาพสะท้อนของตนเองในสายตาของคนอื่น

ทฤษฎีที่ว่า เราสร้างตัวตนของเราขึ้นมาจากมุมมองของคนอื่นที่มองมายังตัวเราในยุคดิจิตอลนี้ จึงเป็นจริงยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาในยุคใดๆ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าจำนวนไลค์ และข้อความที่เข้ามาเม้นต์รูปเซลฟี่มีผลโดยตรงต่อระดับการรับรู้ตนเองทั้งในเชิงกายภาพ สังคม และอาชีพการงาน

เซลฟี่เป็นกระจกสะท้อนตัวตนของเราจริงหรือ...?

คำถามนี้ตอบได้ทั้งในมุมมองทางเทคโนโลยี และมุมมองแบบพุทธะ

ในมุมมองทางเทคโนโลยี เซลฟี่ได้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำเสนอตัวตนของเรา ถ้าย้อนกลับไปสมัยที่ยังไม่มีสังคมออนไลน์ และไม่มีการเซลฟี่ แม่เลี้ยงใจร้ายในเรื่องสโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ดคอยเช็กความงามของตัวเองด้วยการหยิบกระจกวิเศษขึ้นมาส่อง แล้วเพียรถามกระจกว่า “กระจกวิเศษบอกข้าฯเถิด ใครงามเลิศในปฐพี” แต่ทุกวันนี้ เราแชร์ภาพเซล– ฟี่ของตัวเองออกไป

แล้วเฝ้าคอยว่าจะได้รับการตอบรับกลับมาว่าอย่างไรบ้าง...

เซลฟี่กลายเป็นกระจกวิเศษในยุคดิจิตอลไปเสียแล้ว แม้ว่าตัวตนที่เราสร้างขึ้นผ่านทางเซลฟี่ก็อาจจะเป็นเพียง “ตัวตนในโลกดิจิตอล” ที่เกิดจากจินตนาการเพื่อปลดปล่อยตัวเองจาก “ตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริง” เท่านั้นก็ตาม

ในมุมมองเชิงพุทธะ พุทธศาสนามองว่า “ตัวตน” นั้นไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรก แต่เป็นจิตที่สร้างขึ้นมาจนเกิดเป็นการยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น “ตัวกูของกู” ตามคำบอกเล่าของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ

ก็ถ้าตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริงของเรายังเป็นเพียงแค่สมมติบัญญัติ แล้วตัวตนในโลกดิจิตอลที่เราสร้างกันขึ้นมา ไม่ยิ่งเป็นสมมติซ้อนสมมติ เข้าไปอีกหรือ

หากเซลฟี่เป็นเสมือนกระจกวิเศษในยุคดิจิตอล ก็คงเป็นได้แค่เพียงกระจกภายนอกที่สะท้อนให้เห็นตัวตนที่ถูกสมมติบัญญัติขึ้นตามกรอบของสังคม ที่สำคัญกว่านั้นคือ เราต้องการกระจกอีกบานที่จะส่องลงไปให้ถึงตัวตนที่จริงแท้ และพิจารณาให้เห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามีอยู่ เป็นอยู่ อย่างแท้จริง

ทุกวันนี้ เราเห็นตัวเองผ่านกระจกภายนอก และเสียงสะท้อนของผู้คนรอบข้าง... บ่อยครั้งที่เราวัดคุณค่าของตัวเองจากสายตาของคนอื่น เรายึดเอาความคิดเห็นของคนอื่นที่มีต่อตัวเราเป็นสรณะเสียจนยิ่งมองเข้าไปในกระจก ก็ยิ่งเห็นแต่ข้อบกพร่องของตนเอง

ทั้งๆ ที่กระจกภายนอกเป็นเพียงสิ่งสะท้อนให้เห็นจุดบกพร่องในตัวเราที่ไม่เป็นไปตามกรอบความคาดหวังของสังคม และเป็นเพียงแค่เสียงสะท้อนของความคิดเห็นชั่ววูบของคนบางคนที่มีต่อตัวเรา...

เราไม่สามารถทำให้คนทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตชื่นชอบตัวเราได้ทั้งหมด ถ้าเก็บทุกเรื่องมาใส่ใจ เราก็คงจะทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด...ถ้าทำให้กระจกตอบกลับมาว่า เจ้าไงล่ะที่งามเลิศในปฐพี เราคงต้องเหน็ดเหนื่อยกับการไขว่คว้าหาสิ่งต่างๆ มาเสริมสร้างตัวตนในกระจกให้เป็นที่ยอมรับของทุกคน

วันนี้ ลองมาเปลี่ยนกระจกกันดีไหม... ลองหยิบกระจกภายในขึ้นมาใช้เพื่อมองลงไปให้เจอ “ตัวตน” ที่แท้จริง

การเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงจะทำให้เราค้นพบคุณค่าในตัวเอง และส่งผลให้เราเป็นสุขในสิ่งที่มี ที่เป็น โดยไม่ต้องไปวิ่งไขว่คว้าหาสิ่งใดมาเติมเต็มให้กับชีวิตอีก...

นี่ต่างหาก กระจกวิเศษของจริง!!

15 มี.ค. 2557 11:10 15 มี.ค. 2557 11:10 ไทยรัฐ