วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
งบศรส.2พันล้าน โดนกกต.ทำแท้ง

งบศรส.2พันล้าน โดนกกต.ทำแท้ง

โดย ทีมข่าวหน้า 1
14 มี.ค. 2557 09:00 น.
  • Share:


ปาบึม-แกนนำ แดงเมืองชลฯ ยกย่องบัวแก้ว กล้าต่อต้านปึ้ง

“ธาริต” เผย ศรส.ส่วนใหญ่เคาะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เริ่มนับถอยหลังประกาศงดประชุมช่วงเปลี่ยนผ่านรอใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ แต่ไม่วางมือยังบี้คดีกบฏต่อ กกต.ตีตกไม่อนุมัติงบฯให้ ศรส.รอ “เฉลิม” เข้าชี้แจงก่อนตัดสินใจอีกครั้ง บช.น. พบไอ้โม่ง 4 รายมีพิรุธ เชื่อมโยงคดีทิ้งศพลงเจ้าพระยา ยังไม่ฟันโยงชุมนุม “บิ๊กตู่” สั่งแม่ทัพภาคจับมือผู้ว่าฯ จัดสัมมนาแก้ปัญหาแตกแยก กปปส.ลุยปฏิรูปเปิดเว็บไซต์-อีเมล์รับไอเดีย คปท.เสนอพิมพ์เขียวปรับโครงสร้างตำรวจแยกจาก สตช.ขึ้นตรงกับผู้ว่าฯ ศาลร่อนหนังสือถึง ผบ.ตร.จี้เอาผิด มือเฟซบุ๊กคุกคามผู้พิพากษาศาลแพ่ง แกนนำแดงชลบุรีโดนระเบิดถล่ม เจ้าตัวเชื่อหวังสกัดขนคนร่วมทัพใหญ่ นปช.

ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) เริ่มนับถอยหลังการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) โดยจะงดประชุมตั้งแต่วันที่ 14-16 มี.ค.นี้ ขณะที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เดินหน้าแนวทางปฏิรูป ล่าสุดมีการเปิดเว็บไซต์และอีเมล์เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น

ศรส.เห็นพ้องเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 13 มี.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวภายหลังการประชุม ศรส. ถึงกรณียกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ว่าที่ประชุม ศรส.ได้มีการสอบถามความเห็นในประเด็นดังกล่าว แต่ไม่ได้มีมติ ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าไม่ควรต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่กำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 22 มี.ค.นี้ เพราะเพียงพอสมควรแก่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ควรลดระดับความเข้มข้นของกฎหมายลงไปเป็นการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จากนี้ไป ศรส.จะแถลงข่าวกรณีจำเป็นเท่านั้น โดย ศรส.จะงดประชุมเป็นเวลา 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 14-16 มี.ค.นี้

ยังเดินหน้าไล่บี้คดีกบฏ

นายธาริตกล่าวว่า ที่ประชุม ศรส.พูดคุยกันมากถึงสิ่งที่ต่อเนื่องจาก พ.ร.ก. นั่นคือการดำเนินคดีซึ่งหยุดไม่ได้ โดยเฉพาะคดีข้อหากบฏที่ขณะนี้มีผู้ร่วมกระทำความผิด 58 คน และคดีฐานขัดขวางการเลือกตั้งที่สูงถึง 371 คดี ผู้กระทำผิดส่วนหนึ่งทับซ้อนกับผู้กระทำผิดข้อหากบฏ สิ่งเหล่านี้หยุดไม่ได้ แม้จะเปลี่ยนแปลงจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็น พ.ร.บ.ความมั่นคง แต่การดำเนินคดีก็ต้องดำเนินการต่อเนื่องไป ส่วนการที่แกนนำ กปปส.เข้าไปอยู่ในสวนลุมพินี และมีการจัดเวทีเชิงวิชาการรายวันนั้น จากการวิเคราะห์ของสันติบาล สำนักข่าวกรอง เห็นว่ามีความพยายามที่จะนำกิจกรรมส่วนนี้มาใช้ในการต่อสู้คดีข้อหากบฏ และคดีขัดขวางการเลือกตั้ง

ลั่นพร้อมสู้คดีผ่านฟ้าฯ

นายธาริตกล่าวว่า ส่วนกรณีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ฟ้องนายกรัฐมนตรีกับพวก รวม 6 คน ต่อศาลอาญาก็เป็นสิทธิของผู้เสียหายพึงกระทำได้ตามกฎหมาย ศรส.พร้อมที่จะชี้แจงต่อสู้คดีตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยจะได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดีโดยเร็วต่อไป ยืนยันว่าการปฏิบัติการของ ศรส.เป็นไปตามกรอบกฎหมายและความเหมาะสม ไม่ใช่การสลายการชุมนุม หรือการกระชับพื้นที่ หรือการขอคืนพื้นที่ แต่เป็นการเข้าตรวจค้น ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดตามหมายจับของศาล และยังเป็นการเปิดสถานที่ราชการหรือถนนสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คาดว่าฝ่ายความมั่นคงจะชงเรื่องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 18 มี.ค.นี้ และหากเปลี่ยนจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาเป็น พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็จะยังใช้กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เป็นสถานที่ทำงานตามเดิม

ฟันขวาง ลต.-จนท.หย่อนยาน

นายธาริตกล่าวอีกว่า ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า คดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งอันเกิดจากการกระทำของแกนนำ กปปส.กับพวก เมื่อครั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีดังนี้ 1.คดี กปปส.ขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวม 194 คดี แยกเป็นคดีเกิดในกรุงเทพฯ 51 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด 143 คดี 2.คดีที่เจ้าหน้าที่  กกต.จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวม 177 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพฯ 66 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัด 111 คดี รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น 371 คดี ศาลออกหมายจับให้ รวม 192 คน ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว 115 คน ทั้งนี้ เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต.จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง 1,552 คน ศรส. จึงขอย้ำเตือนว่าโทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่ง ศรส.จะติดตามและกำชับการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. ที่ขัดขวางการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด

กกต.ตีตกไม่อนุมัติงบให้ ศรส.

เมื่อเวลา 16.50 น. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงภายหลังการประชุม กกต.ว่า กรณีที่ ครม.ขออนุมัติงบฯกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของ ศอ.รส. และ ศรส. รวมจำนวน 3,559 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ศรส.จำนวน 2,309 ล้านบาท และ ศอ.รส.ให้เบี้ยเลี้ยงกำลังพลคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการดำเนินการของศอ.รส.จำนวน 1,250 ล้านบาท โดย ศอ.รส. มี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ซึ่งเป็นข้าราชการประจำกำกับดูแล กกต.มีมติเห็นชอบอนุมัติในส่วนนี้ เพื่อใช้จ่ายเบี้ยเลี้ยงเจ้าหน้าที่ไปแล้วและนำเงินของหน่วยราชการมาสำรองจ่ายไปก่อน หากไม่อนุมัติจะทำให้การทำงานของราชการชะงัก แต่ในวงเงินดังกล่าว มีจำนวน 9.9 ล้านบาท ที่เป็นงานประชาสัมพันธ์เชิงรุก ที่คนมาชี้แจง ยังระบุรายละเอียดชัดเจนไม่ได้ กกต.จึงยังไม่อนุมัติ ส่วน ศรส.ที่ฝ่ายการเมืองคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน กำกับดูแลนั้น ผู้มาชี้แจงยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ จึงยังไม่เห็นชอบให้อนุมัติ ทั้งนี้ ขอให้ ร.ต.อ.เฉลิมมาชี้แจงด้วยตนเองในวันที่ 27 มี.ค.นี้ และอาจจะเชิญตัวแทนของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมาช่วยทักท้วงหรือให้ข้อเสนอแนะ

“ปึ้ง” ย้ำยูเอ็นมีประสบการณ์

เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์-ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศรส. กล่าวถึงกรณีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศออกจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อคัดค้านการเชิญนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งในประเทศ ว่า คิดว่าคงเกิดจากความไม่เข้าใจ อาจไม่ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน สิ่งที่ตนตั้งใจคือประเทศไทยมีความวุ่นวายจากการประท้วง มีการใช้อาวุธ และวิธีการต่างๆ ก่อให้เกิดความแตกแยก ถ้าเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นสุดท้ายจะต้องเข้ามาอยู่ดี ยูเอ็นมีประสบการณ์ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับนานาประเทศ จึงได้ขอให้มาช่วยเป็นคนกลางในการพูดคุยกับทุกฝ่าย ตนเข้าใจความห่วงใยของข้าราชการ ซึ่งวันที่ 14 มี.ค. จะเชิญประชุมผู้บริหารของกระทรวง ว่าแต่ละฝ่ายมีความคิดเห็นอย่างไร

เล็งส่ง “บัน” คุยองค์กรอิสระ

นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้เลขาฯยูเอ็น ยังไม่ได้ให้การตอบรับมา เนื่องจากติดภารกิจอยู่ที่แอฟริกา แต่ถ้าเลขาฯยูเอ็นพร้อมเข้ามา ก็ต้องจัดรายการว่าจะให้พบใครบ้าง อาจจะเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. เพราะวันนี้มีกระบวนการใช้องค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรมที่พยายามไม่ให้ความเป็นธรรม วันนี้เราล้าหลังมามาก เราก็ต้องรับกรรมพร้อมกัน วันนี้ประเทศไทยต้องเปิดเผย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด และเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน คนเราต้องรักชาติด้วยความจริงใจ ไม่ใช่รักจนน้ำลายหก ตนยืนยันว่าปลายเดือนนี้ประเทศจะสงบ อาจจะเป็นเพราะการเชิญเลขาฯยูเอ็นเข้ามาก็ได้ มีคนกลัวความจริงเปิดเผย เลยตัดสินใจเลิกชุมนุม บางคนกลัวฝรั่งคิดว่าฝรั่งเป็นพ่อ แต่อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่กลัว เพราะบอกไว้ว่ายูเอ็นไม่ใช่พ่อ

ปชป.ชมบัวแก้วกล้าฟัด “ปึ้ง”

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต กล่าวถึงกรณีที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศทำจดหมายเปิดผนึกรวมรายชื่อคัดค้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ ที่จะเชิญนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ  เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทยว่า ขอแสดงความชื่นชมบรรดาข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ปกป้องผลประโยชน์ประเทศ กล้าหาญออกคัดค้านสิ่งไม่ถูกต้อง ปัญหาในประเทศ คนไทยแก้ไขกันเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปยืมมือให้ต่างประเทศเข้ามาแทรกแซง ความคิดของนายสุรพงษ์เป็นการยอมขายเอกราช เพื่อแลกกับการให้สหประชาชาติเข้ามาสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล มีคนกล่าวหาว่า ไม่ต่างอะไรกับการขายชาติ จึงขอขอบคุณและแสดงความนับถือหัวใจของข้าราชการที่ดี

ผบ.ตร.กำชับดูแลพื้นที่ชุมนุม

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่การชุมนุมจุดสำคัญได้แก่ เวทีสวนลุมพินี เวทีถนนแจ้งวัฒนะ และพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้เน้นเข้มงวดการตั้งจุดตรวจค้น จะช่วยลดความรุนแรงของเหตุการณ์ได้ ได้สั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนทั้งหมด และมุ่งเน้นให้ข้อมูลข่าวสารแก่พี่น้องประชาชน ด้านข้อมูลการจราจร เพื่อลดอุปสรรคของผู้ที่ใช้เส้นทาง รวมทั้งหาช่องทางประสานกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างใกล้ชิดให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน

บช.น.ประชุมติดตามคดีม็อบ

พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบก.น.7 พ.ต.อ.เมธี รักพันธุ์ รอง ผบก.น.7 พ.ต.อ.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.ทิวา โสภาเจริญ ผกก.สส.บก.น.7 ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.2 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคลี่คลายคดีชายนิรนามถูกยิงเสียชีวิตและทิ้งศพไว้บริเวณถนนกำแพงเพชร 6 ท้องที่สน.ประชาชื่น และคดีศพชายนิรนามถูกทำร้ายยัดศพใส่กระสอบป่านโยนทิ้งในแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้โรงแรมริเวอร์ไซด์ ท้องที่ สน.บวรมงคล ทั้ง 2 คดี แต่งกายคล้ายกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.รวมถึงคดีของนายยืม นิลหล้า ซึ่งถูกการ์ด กปปส.ทำร้ายร่างกาย และนำร่างไปโยนทิ้งที่แม่น้ำบางปะกง แต่รอดชีวิตมาได้

ชี้ 3 คดีมีความคล้ายคลึงกัน

ด้าน พ.ต.อ.เมธี รักพันธุ์ รอง ผบก.น.7 กล่าวว่า ทั้ง 3 คดีมีความคล้ายคลึงกันหลายประการคือ 1.ถูกทำร้ายร่างกายเหมือนกัน 2.ถูกมัดมือมัดเท้า 3.เสื้อที่ผู้ตายและผู้บาดเจ็บใส่ไม่ใช่เสื้อผู้ตาย แต่เป็นเสื้อที่คนร้ายนำมาใส่ให้ ซึ่งนายยืม รปภ.ที่รอดชีวิต เป็นคนให้ปากคำกับตำรวจว่า หลังถูกทำร้ายถูกถอดเสื้อออกไป และมีการนำเสื้ออีกตัวมาใส่ให้ 4.มีสายข้อมือลายธงชาติสวมอยู่ที่ข้อมือ และสายนกหวีดคล้องที่คอ 5.จากการตรวจสอบประวัติของนายบุญเที่ยงและนายยืมพบว่าเคยเป็นการ์ดของ นปช. 6.อำพรางศพโดยการนำไปโยนทิ้งน้ำในช่วงกลางดึก และสุดท้ายเหยื่อทั้ง 3 รายเป็นเพศชายเหมือนกัน ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อมโยงกันของ 3 คดี

พบไอ้โม่งต้องสงสัยบนพระราม 8

รอง ผบก.น.7 กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีภาพสำคัญที่จะนำมาเป็นเบาะแสได้ เป็นภาพชายกลุ่มหนึ่งขับรถต้องสงสัย นำศพไปโยนทิ้งบนสะพานพระราม 8  ช่วงเวลาดังกล่าวมีการปิดสะพานพระราม 8 ทั้งหัวและท้าย ไม่ให้รถยนต์ขึ้นไป เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร ทำความสะอาดพื้นถนน ก่อนที่จะเปิดให้ใช้สะพาน เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกลุ่มผู้ชุมนุมขึ้นไปปิดถนนบนสะพานพระราม 8 สำหรับรถคันดังกล่าวเป็นรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแมคซ์ สีฟ้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีชายสวมไอ้โม่ง 4 คน นั่งอยู่ภายในรถ โดยนั่งด้านหน้า 2 คน และด้านหลัง 2 คน ขับมุ่งหน้ามาจากแยก จปร. จากนั้นได้เข้าไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ กทม. ก่อนที่จะขับรถยนต์ขึ้นไปบนสะพานมุ่งหน้าฝั่งธนบุรี แต่เมื่อถึงกลางสะพาน ได้กลับรถคล้ายกับจะลงสะพาน  แต่ปรากฏว่าคนขับได้จอดรถพร้อมกับโยนวัตถุบางอย่างลงมาบนขอบสะพานซึ่งเป็นทางเดิน จากนั้นก็มีชาย 2 คน ลงมาช่วยกันยกวัตถุดังกล่าวโยนทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนจะขับรถลงสะพานและยิงปืนขึ้นฟ้า 3 นัด แล้วหลบหนีไปทางแยก จปร.

ขอเวลารวบรวมหลักฐาน

พล.ต.ต.ฐิติราชกล่าวว่า 3 คดีขณะนี้มีความคืบหน้าไปพอสมควร ฝ่ายสืบสวนมีพยานหลักฐานที่จะเชื่อมโยงไปถึงคนร้ายได้ ทั้งภาพวงจรปิดและข้อมูลจากพลเมืองดีที่นำมามอบให้ ทั้งหมดมีแผนประทุษกรรมที่คล้ายกัน แต่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นการกระทำของกลุ่มใด เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองในขณะนี้หรือไม่ ขอเวลาให้ฝ่ายสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนกว่านี้เสียก่อน

ลูกตร.คิดถึงพ่อด้นกรุงมาหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.00 น. ที่สโมสรตำรวจ มีเด็กชายอายุไม่ถึง 10 ขวบ เดินทางมาเพียงลำพัง เพื่อตามหาพ่อที่เป็นตำรวจปราบจลาจลที่ประจำการที่ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ทราบชื่อต่อมาว่า ด.ช.ป่านธนา มาลาศรี อายุ 9 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.3 โรงเรียนจักราชราษฎร์สามัคคี ต.จักราช อ.จักราช จ.นครราชสีมา กำลังกินอาหารกลางวันร่วมกับบิดา คือ ด.ต.ทองทวี มาลาศรี อายุ 51 ปี ผบ.หมู่ ป.สภ.จักราช จ.นครราชสีมา ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาประจำการที่ ศรส. โดย ด.ช.ป่านธนา หรือน้องเติ้ล เปิดเผยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขว่า หลังโรงเรียนปิดภาคการศึกษา ต้องอยู่บ้านคนเดียว รู้สึกเหงา คิดถึงพ่อ จึงเดินทางด้วยรถตู้สาธารณะมาคนเดียวจนถึงหน้าสโมสรตำรวจ  จากนั้นถามหาพ่อจนได้พบกันในที่สุด

ขณะที่ ด.ต.ทองทวีกล่าวว่า มีลูก 3 คน หลังแยกทางกับภรรยา ได้นำ ด.ช.ป่านธนา ลูกชายคนเล็กมาเลี้ยงดูอยู่ในบ้านพักตำรวจกัน 2 คนพ่อลูก พอโรงเรียนปิดเทอมลูกชายรบเร้าอยากมาหา จึงอนุญาตให้ขึ้นรถตู้ และโทรศัพท์คุยกันตลอดทาง อีกทั้งเห็นว่าที่สโมสรตำรวจมีความปลอดภัย จึงกล้าให้ลูกมา และตนมีกำหนดเดินทางกลับจังหวัดนครราชสีมาวันที่ 16 มี.ค.นี้.

ศาลจี้เอาผิดมือเฟซฯคุกคาม

นายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม เผยว่า ภายหลังจากที่มีผู้ใช้นามแฝง “กูต้องได้ 10 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ” นำข้อมูลส่วนตัวและรูปถ่ายองค์คณะผู้พิพากษาศาลแพ่งในคดีที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และพวกเป็นจำเลยในคดีขอให้ศาลเพิกถอน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปเผยแพร่ในเว็บไซต์นั้น สำนักงานศาลยุติธรรมเห็นว่า ผู้ที่กระทำการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อชี้นำและชักชวนให้มีการใช้กำลังประทุษร้ายต่อองค์คณะของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี และเกิดความปั่นป่วนหรือหวาดกลัวในหมู่ประชาชนอันเป็นการไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องต่อกฎหมาย ได้ทำหนังสือถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เพื่อขอให้ดำเนินการระงับยับยั้งไม่ให้มีการเผยแพร่ข้อความและข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชน รวมทั้งขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ใช้นามแฝงคนดังกล่าวด้วย

ทบ.เชิญ “โกตี๋” แลกเปลี่ยนความเห็น

พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า กอ.รมน.คาดว่ากลุ่มต่อต้านรัฐบาลยังไม่มีการยกระดับชุมนุม แต่กลุ่มที่จัดกิจกรรมปกป้องรัฐบาลอาจมีความเคลื่อนไหวจนเกิดกระทบกระทั่งได้ จึงต้องป้องกันสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามจนเกิดความแตกแยกรุนแรง ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะรอง ผอ.รมน.ได้สั่งให้แม่ทัพภาคต่างๆร่วมกับผู้ว่าฯแก้ปัญหาการยุยงปลุกปั่นที่ทำให้เกิดความเกลียดชังในสังคม โดยจัดสัมมนาเชิญผู้นำท้องถิ่น นักจัดรายการวิทยุ  ตลอดจนสื่อมวลชน  มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยให้ผู้ว่าฯในแต่ละจังหวัดแยกย้ายไปดำเนินการ เมื่อถามว่าจะเชิญนายวุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำ นปช. ซึ่งเป็นนักจัดรายการวิทยุชุมชนด้วยหรือไม่ พ.อ.บรรพตกล่าวว่า เชิญทุกกลุ่มไม่ได้เจาะจงว่าจะเป็นใครหรือฝ่ายไหน เพราะนอกจากการสร้างความสามัคคีแล้วยังทำให้รู้จักหน้าตา อุปนิสัย หากมีปัญหาอะไรจะได้ติดต่อพูดคุยกันได้ โดยมอบให้กรมประชาสัมพันธ์ที่มีเครือข่ายทั่วประเทศประสานงานให้

ระเบิดถล่มแกนนำเสื้อแดงชลบุรี

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ จ.ชลบุรี พ.ต.อ.สุรพงษ์ ไทยประเสริฐ ผกก.สภ.เมืองชลบุรี และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานภาค 2 เข้าตรวจสอบเหตุคนร้ายปาระเบิดใส่บ้านเลขที่ 3/19 ซอยไก่ต๊อก ต.หนองไม้แดง ของนายเดชาธร ธีรพิริยะ อายุ 46 ปี แกนนำเสื้อแดง จ.ชลบุรี พบโรงจอดรถถูกสะเก็ดระเบิดจนหลังคาสังกะสีทะลุเป็นรูโบ๋ รถยนต์เสียหาย 3 คัน ประกอบด้วย รถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู 523 สีน้ำเงิน ทะเบียน ขค 4523 ชลบุรี กระจกหลังและกระจกประตูหลังซ้ายแตก รถเก๋งยี่ห้อเชฟโรเลต อาวีโอ สีดำ ทะเบียน ฆผ 1516 กรุงเทพมหานคร กระจกหลังกับกระจกประตูหลังขวาแตก และรถยนต์เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ สีดำ ทะเบียนป้ายแดง บ-6036 กรุงเทพมหานคร กระจกบังลมหน้าแตก ฝากระโปรงห้องเครื่องและหลังคารถถูกสะเก็ดระเบิดเสียหาย พื้นปูนโรงรถพบกระเดื่องระเบิดไม่ทราบชนิดตกอยู่ 1 อัน

เชื่อขู่สกัดขนคนร่วมทัพใหญ่ นปช.

นายเดชาธร เจ้าของบ้านให้การว่า ตนเป็นลูกชายนายเอนก ธีรพิริยะ เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด เอนกค้าไม้ ตั้งอยู่ใน ต.หนองไม้แดง อ.เมืองชลบุรี ช่วงตี 2 คืนที่ผ่านมา ขณะนอนอยู่ในบ้านพร้อมสมาชิกครอบครัวรวม 6 คน ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวบริเวณโรงจอดรถ แต่ไม่กล้าออกไปดู จึงโทรศัพท์ไปบอกเพื่อนและญาติช่วยแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ  ส่วนสาเหตุเชื่อว่ามาจากตนเป็นแกนนำนปช.ชลบุรี เคยขึ้นพูดปราศรัยเวทีคนเสื้อแดงหลายแห่ง สงสัยถูกกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นต่างนำระเบิดมาขว้างเพื่อข่มขู่ไม่ให้นำมวลชนคนเสื้อแดงเมืองชลไปสมทบร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะชุมนุมใหญ่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 15 มี.ค.นี้

กปปส.ไม่ขวาง “ปู” แจง ป.ป.ช.

เมื่อเวลา 15.15 น. ที่สวนลุมพินี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ไม่ไปชี้แจงกรณีทุจริตจำนำข้าวต่อ ป.ป.ช. เพราะต้องการอ้างว่าไปชี้แจงไม่ได้ เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดเหตุวุ่นวายปะทะกันได้ ดังนั้น หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไปชี้แจงวันใดก็แจ้งวันและเวลามาได้ กปปส.จะไม่ไปขัดขวาง เพื่อให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์พิสูจน์ตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม และเรียกร้องให้มวลชนที่สนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์เลิกคุกคามองค์กรอิสระ ส่วนวันที่ 14 มี.ค.กปปส.จะจัดกิจกรรมเสวนาปฏิรูปประเทศ หัวข้อการกระจายอำนาจ โดยจะได้รับเกียรติจากนายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งนักวิชาการคนอื่นๆ

เปิดช่องทางรับไอเดียปฏิรูป

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า จากการจัดเวทีระดมความคิดปฏิรูปประเทศไทย 2 ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะเวทีระดมความคิดเห็นหัวข้อ “ปฏิรูประบบตรวจสอบ ปลุกสำนึกคนไทย ขจัดภัยคอร์รัปชัน” เมื่อวันที่ 12 มี.ค. มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการสร้างให้ประชาชนตื่นรู้เรื่องการเมืองและการปฏิรูปประเทศ โดย กปปส.ได้เพิ่มช่องทางให้ประชาชนสื่อสารกลับมายังเวทีปฏิรูป ผ่านทางอีเมล์ “RestartingThailand@gmail.com” และเปิดเว็บไซต์ “www.reformthai.com” เพื่อให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น และวันที่ 13 มี.ค.เว็บไซต์ดังกล่าวมีประชาชนแสดงความคิดเห็นแล้วจำนวน 7,489 คน ซึ่งความเห็นทั้งหมดจะนำไปสรุปเพื่อให้รัฐบาลของประชาชนนำไปปฏิบัติ

คปท.เสนอปฏิรูประบบยุติธรรม

ส่วนความเคลื่อนไหวของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ แกนนำได้ร่วมกันแถลง ข้อเสนอการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อเป็นหนึ่งในร่างพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศไทย โดยนายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท.กล่าวว่า คปท.เสนอ 5 ด้าน ได้แก่ 1.ปฏิรูประบบตำรวจ จากระบบรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกไปเป็นตำรวจจังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้การกำกับของผู้ว่าฯ พร้อมทั้งปรับบทบาท สตช.ให้ไปอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม แยกอำนาจสืบสวนสอบสวนออกจากกันอย่างชัดเจน 2.ปฏิรูปกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยให้ยกเลิกระเบียบประกาศคำสั่งหรือกฎหมายใดๆ ที่ให้อำนาจอธิบดีดีเอสไอ สามารถกำหนดคดีที่ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนได้ด้วยตนเอง และการทำคดีพิเศษต้องทำเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ

ห้ามอัยการเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ

นายนิติธรกล่าวต่อว่า 3.ปฏิรูประบบอัยการ ให้มีความเป็นอิสระพ้นจากอำนาจการเมือง โดยไม่ให้รับตำแหน่งอื่นระหว่างเป็นพนักงานอัยการ รวมทั้งเป็นกรรมการหรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจโดยเด็ดขาด ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองและบอร์ดรัฐวิสาหกิจ หลังจากพ้นตำแหน่งเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี 4.ปฏิรูประบบตุลาการ ต้องปรับปรุงระบบการพิจารณาคดีอย่างจริงจัง เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้มีความรวดเร็วและถูกต้อง ปรับปรุงแนวทางการพิสูจน์และให้น้ำหนักของหลักฐานที่ไม่ใช่การยึดติดกับ ตัวเอกสารเท่านั้น และ 5.ปฏิรูประบบราชทัณฑ์ แยกผู้ต้องขังแต่ละประเภท ยกเลิกการตีตรวน

“พุทธอิสระ” ขึ้นป้ายตามหา “ธาริต”

ส่วนความเคลื่อนไหวเวที กปปส. ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 07.00 น. หลวงปู่พุทธอิสระ แกนนำ สั่งให้ทีมงานนำป้ายไวนิลขนาดใหญ่ไปติดที่สะพานลอยหน้าบริษัท กสท โทรคมนาคม (CAT) มีข้อความประกาศคนหายอยู่ด้านบนและมีรูปนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อยู่ตรงกลาง ด้านล่างเขียนว่าประชาชนเดือดร้อน รอท่านอยู่ ผู้ใดพบเห็นบุคคลในภาพ โปรดนำตัวมาส่งที่สำนักงานดีเอสไอเพื่อให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ โดยหลวงปู่พุทธอิสระกล่าวว่า  เราไม่ได้ปิดกั้นให้ทุกหน่วยงานภายในศูนย์ราชการเข้าทำงาน รวมถึงดีเอสไอ อยากจะบอกนายธาริตให้เข้ามาทำงานได้แล้วและรับรองความปลอดภัยให้ด้วย

กคป.ส่งทนายเพิกถอนหมายจับ

สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (กคป.) ซึ่งยังคงปักหลักชุมนุมกันอยู่ภายในกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นพ.ระวี มาศฉมาดล นายทศพล แก้วทิมา และนายธวัชชัย พรหมจันทร์ แกนนำ กคป.ร่วมกันแถลงข่าวกรณีที่ ศรส.ยื่นขออนุมัติพนักงานสอบสวนขอจับตัวแกนนำ กคป. ทั้ง 3 คน กรณีนำมวลชนเข้าบุกรุกปิดล้อมกระทรวงพลังงานอีกครั้ง ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับแล้วนั้น โดย นพ.ระวีกล่าวว่า เราไม่ได้บุกเข้าไปในอาคาร ใช้วิธีสงบ สันติ อหิงสา ไร้ความรุนแรง ไม่มีท่าทีก้าวร้าวเลย ดังนั้นจะให้ทนายความไปยื่นขอเพิกถอนหมายจับที่ศาลอาญาในเร็วๆนี้

ด้านนายทศพล แก้วทิมา กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตการออกหมายจับครั้งนี้ว่า ศรส.ตั้งใจจะหยุดยั้งการต่อสู้เรื่องของพลังงานของประชาชนหรือไม่ เพราะขณะนี้กระแสตอบรับจากประชาชนให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เป็นการสกัดกั้นการต่อสู้เรื่องพลังงานใช่หรือไม่

“สุเทพ” เย้ยระบอบทักษิณเริ่มจนมุม

เมื่อเวลา 19.30 น. ที่เวทีสวนลุมพินี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ปราศรัยว่า เห็นความระส่ำระสายฝ่ายระบอบทักษิณ เพราะคนเสื้อแดงปลุกระดมไปชุมนุมใหญ่หลายที่ วันนี้นปช.ตาขวาง หันไปเล่นงานศาล ป.ป.ช.องค์กรอิสระ โดยใช้วิธีข่มขู่คุกคามและประกาศไล่ล่านายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. จึงคิดว่าพวกเขาจะทำแบบนี้แรงขึ้นเรื่อยๆ นั่นแสดงว่าจนหนทางแล้ว ใส่ร้ายศาล ป.ป.ช. และองค์กรอิสระ ว่าเข้าข้าง กปปส. ชี้ให้เห็นสันดานที่แท้จริงของระบอบทักษิณ ยืนยันว่า กปปส.ไม่เคยมีผลประโยชน์กับศาล ผู้พิพากษา ป.ป.ช. และ กกต. แต่ฝั่งรัฐบาลต่างหากที่คนไหนซื้อได้ก็ซื้อ คนไหนซื้อไม่ได้ก็คุกคาม

ไล่ “ปู” พ้นไทยหากลำบากใจ

นายสุเทพกล่าวว่า ส่วนการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการเอาข้อกฎหมายมาไล่ล่ากันแล้วจะหาความสงบได้อย่างไรนั้น ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์รู้สึกลำบากใจในการอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ขอให้ลาออกไปแล้วจะได้เริ่มการปฏิรูปประเทศได้ หรือถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์รู้สึกว่าลำบากในการอยู่ในประเทศไทย ก็ขอให้ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นได้เลย ขณะเดียวกันเชื่อว่าแกนนำคนเสื้อแดงจะรวมพลก่อเหตุในประเทศไทยทันที ตนจึงส่งสัญญาณถึงมวลมหาประชาชนให้เตรียมพร้อมไว้ ไม่เช่นนั้นศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. จะทำงานต่อไปไม่ได้ ดังนั้นเราต้องอยู่ดูแลเพื่อเป็นหลักให้บ้านเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้