วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดบันทึกเลือด เชือด'บิ๊กโฟร์'สั่งสลาย 7 ตุลา 51

เปิดบันทึกเลือด เชือด'บิ๊กโฟร์'สั่งสลาย 7 ตุลา 51

  • Share:

ความรุนแรงในเหตุการณ์การสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 หรือ "ตุลาทมิฬ" ที่บริเวณหน้ารัฐสภา นับเป็นโศกนาฏกรรม ครั้งยิ่งใหญ่ของเมืองไทย อีกคราว ที่จะต้องถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะเป็นความขัดแย้งของคนในชาติด้วยกัน ที่ถูกนักการเมืองบางคน บางฝ่าย ปลุกระดม ชี้นำ จนนำไปสู่การห้ำหั่น ด้วยเพียงการแบ่งสี เลือกฝ่าย โดยไม่รู้ว่า ชัยชนะ และความพ่ายแพ้ข้างหน้า คือความบอบช้ำของประเทศ เพราะทั้งหมดคือผลประโยชน์ทางการเมือง ของนักการเมือง ที่เอามวลชนเป็นเครื่องมือ จนนำไปซากปรักหักพัง เลือดไทยด้วยกันต้องละเลงลงสู่ถนน ไหลนองแดงฉาน สูญเสียทั้งเลือดเนื้อ เพียงเพราะอะไร...


วิกฤตการณ์การเมือง นับตั้งแต่ 2548 ไล่มาจนถึงปี 2551 การชุมนุมในขณะนั้น มีจุดมุ่งหมายเดียวคือ ต่อต้าน "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" และคน "ตระกูลชินวัตร" หรือเครือญาติ คนสนิท พรรคพวก ของ "ทักษิณ" จนนำไปสู่การต่อต้านทุกรัฐบาล และทุกคนที่เป็นนอมินี ในเครือ "ชินวัตร" มาอย่างยาวนาน กระทั่งปัจจุบันนี้ สตอรี่เรื่อง "ทักษิณ" ก็ยังไม่สลาย ไม่จบสิ้นไปจากแผ่นดินไทย

เช้าตรู่ของวันที่ 7 ตุลาคม 51 เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ เข้าสู่จุดความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานาน จนมวลชนของม็อบกลุ่มพันธมิตรฯ ขยายตัว เพิ่มจำนวนสู่วงกว้าง และเริ่มไปสู่จุดที่ควบคุมไม่อยู่ กระทั่งรัฐบาลในขณะนั้นที่นำโดย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เป็น ผบช.น.ในขณะนั้น


ได้สั่งการให้ตำรวจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ด้านหน้าอาคารรัฐสภา และด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บกว่า 300 ราย ที่สำคัญ ในจำนวนนี้มีคนแก่ สตรี เด็ก หลายคนต้องสูญเสียอวัยวะ ขาขาด แขนขาด บาดเจ็บทั้งร่างกาย และจิตใจ  บางคนบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นพิการ

โดยเฉพาะการปฏิบัติการของตำรวจในครั้งนั้น ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง เนื่องจาก การใช้กำลังเข้าสลาย ว่า ถูกต้อง ชอบธรรม เหมาะสมหรือไม่ เพราะจากเหตุการณ์ที่ได้ถ่ายทอดไปสู่ทั่วโลก นานาชาติจากสื่อมวลชน ได้เห็นการทำหน้าที่ของตำรวจไทยขณะนั้น ที่ได้นำอาวุธยุทโธปกรณ์ แก๊สน้ำตา ที่ต่อมา พบว่าไม่ได้คุณภาพของเครื่องยิงลูกระเบิด แก๊สน้ำตาที่ยิงเข้าใส่ประชาชน แบบประหัตประหาร  จนสื่อทุกสำนักทั้งของไทย และต่างชาติได้สื่อภาพเหตุการณ์ช่วงเวลานั้นไปทั่วทุกมุมโลก จนเกิดคำถามตามมาอีกมากมาย

ในเวลาต่อมา มีการเรียกร้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะผู้นำประเทศ ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสิทธิปฏิเสธ หรืออ้างเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น  แต่ฝ่ายรัฐก็ยกเหตุผลชี้  อ้างถึง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ระดมมวลชนจำนวนมาก ต้องการบุกเข้ารัฐสภา โดยมีวัตถุประสงค์ให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถปฏิบัติในการประชุมสภาได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องป้องกันความเสียหาย และรักษาความสงบเรียบร้อย โดยอ้างว่ากลุ่มผู้ชุมนุมคือ "ผู้ไม่หวังดี"


นำไปสู่การฟ้องของ ป.ป.ช. ต่อผู้บริหารประเทศ

 

เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องในความผิด คดีการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ด้วยความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ประกอบไปด้วย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้สลายการชุมนุม รวมทั้งชี้มูลความผิดทางอาญา และวินัยร้ายแรงในฐานความผิดเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาตำรวจนครบาล

ที่สำคัญ นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ได้ตอกย้ำจากการแถลง ผลการประชุม ป.ป.ช. ที่ได้พิจารณาสั่งการให้สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 จนมีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก โดยยืนยันว่า การพิจารณาไต่สวนคดีดังกล่าว ไม่มีการถ่วง ดึงเวลา หรือ การวิ่งเต้น เป็นการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา จากการไต่สวนสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า

 


แม้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่เป็นมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ มีการปิดล้อมอาคารรัฐสภา ไม่ให้สมาชิกรัฐสภาเข้าไปประชุมแถลงนโยบายรัฐบาลได้ แต่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในการสลายการชุมนุม ไม่เป็นไปตามหลักสากล ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ชุมนุม ถือว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมฝูงชน เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ การสลายการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความเสียหายจึงต้องมีผู้รับผิดชอบต่อการกระทำ

สั่งฟันยกเซต บิ๊กรัฐบาล และบิ๊กตำรวจ

 

1. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งมีอำนาจยับยั้งการปฏิบัติราชการใด ๆ ของข้าราชการได้ เมื่อปรากฏว่า มีผู้บาดเจ็บสาหัสในการเข้าดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเปิดทางเข้ารัฐสภาในวันที่ 7 ต.ค.2551 จนกระทั่ง พล.อ.ชวลิต ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี แทนที่จะมีคำสั่งห้าม หรือหยุดยั้งการสลายการชุมนุม แต่นายสมชายไม่ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยุติการกระทำ กลับปล่อยให้มีการกระทำที่รุนแรงขึ้นตามลำดับตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต อีกทั้งมีคำยืนยันจาก พล.ต.อ.พัชรวาทว่า นายสมชาย และ พล.อ.ชวลิต เป็นผู้ออกคำสั่งให้เปิดทางการชุมนุม เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมที่รัฐสภา

นอกจากนี้เมื่อ พล.อ.ชวลิต ลาออกก็ถือว่า อำนาจการบังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นของนายกรัฐมนตรี โดยสมบูรณ์ ดังนั้น ป.ป.ช.จึงมีมติ 8-1 ว่า การกระทำหรือละเว้นการกระทำของนายสมชาย มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

เชือด "บิ๊กจิ๋ว" ผิดอาญา

2. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จากการไต่สวนพบว่า พล.อ.ชวลิต ได้รับมอบหมายจาก ครม.ให้เป็นผู้สั่งการในการเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมรัฐสภา ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม จนมีผู้ชุมนุมบาดเจ็บจำนวนมาก เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของ นายสมชาย และ พล.อ.ชวลิต ที่สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมให้ได้ สอดคล้องกับมีเทปบันทึกเสียงของ พล.อ.ชวลิต ที่สั่งการให้เปิดเส้นทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมรัฐสภา แม้ต่อมา พล.อ.ชวลิต ตัดสินใจลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบหลังเกิดความเสียหาย แต่ ป.ป.ช.เห็นว่า เป็นการหนีความรับผิดชอบ ย่อมไม่อาจพ้นความรับผิดได้ ดังนั้น ป.ป.ช.จึงมีมติ 6-3 ให้ พล.อ.ชวลิต มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

 

"พัชรวาท"ไม่รอด ผิดวินัยร้ายแรง ละเว้น

3. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ซึ่งรับนโยบายจากฝ่ายการเมืองให้ไปดำเนินการเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุม แต่กลับเพิกเฉย ไม่สั่งการให้หยุดยั้งการกระทำ หรือ ยอมกระทำการอันเป็นการเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อประชาชน เพื่อสนองนโยบายของฝ่ายการเมือง การที่ พล.ต.อ.พัชรวาท อ้างว่าไม่สามารถขัดขืนคำสั่งได้นั้น เป็นการไม่รับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง ที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตประชาชนเป็นหลัก แม้จะพยายามให้เปลี่ยนสถานที่ประชุม หรือ เลื่อนวันประชุม เพื่อเลี่ยงเหตุเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ไม่สามารถหักล้างผลการกระทำที่เจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาที่ได้กระทำไป

การที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ทำตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี โดยมิได้ยับยั้งการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน ตามวิสัยของตำรวจที่มีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ จนเกิดความเสียหาย ป.ป.ช. จึงมีมติ 8-1 ว่า การกระทำหรือ ละเว้นการกระทำของ พล.ต.อ.พัชรวาท มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79(5) (6) และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

"สุชาติ" ฐานะ ผบ.เหตุการณ์ โดน ม.157

4. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ตามแผนรักษาความสงบ (กรกฎ/48) ได้ปฏิบัติหน้าที่เกินกว่าเหตุ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต จึงต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การเข้าดำเนินการผลักดันผู้ชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด โดยเมื่อทราบเหตุในช่วงเช้าวันที่ 7 ต.ค.2551 ว่ามีการใช้แก๊สน้ำตายิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม จนบาดเจ็บสาหัสเป็นจำนวนมากแล้ว ต่อมาเวลา 16.00 น. พล.ต.ท.สุชาติ ยังคงสั่งให้มีการใช้กำลังเข้าผลักดันกลุ่มประชาชน โดยใช้แก๊สน้ำตาดังกล่าวอีก ทำให้มีผู้บาดเจ็บจากแก๊สน้ำตาอีกจำนวนหนึ่ง และเมื่อเวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่บริเวณบช.น.ยังคงยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มประชาชนอีก ทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัส ขาขาด มือขาด และบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งที่ทราบว่า การใช้แก๊สน้ำตาเข้าผลักดัน ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน กลับไม่ดำเนินการทบทวน หรือหยุดยั้งการกระทำดังกล่าว กลับสั่งให้ดำเนินการเช่นเดิมอีกในตอนบ่าย และกระทำซ้ำอีกในตอนค่ำ ป.ป.ช. จึงมีมติ 8-1 ว่า พล.ต.ท.สุชาติ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทำร้ายประชาชนระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และกระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 79 (3) (5) (6) และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157


ป.ป.ช. บี้ตามต่อเนื่อง

และเมื่อการกล่าวโทษของ ป.ป.ช.ที่มีต่อบุคคลทั้ง 4 แล้ว ยังต้องเสนอ เพื่อพิจารณาโทษทางวินัย พล.ต.พัชรวาท พล.ต.ท.สุชาติ ฐานผิดวินัยร้ายแรง มี 2 สถาน คือ ไล่ออก กับ ปลดออกเท่านั้น นอกจากนี้ ยังได้ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดี นายสมชาย พล.อ.ชวลิต พล.ต.อ.พัชรวาท และพล.ต.ท.สุชาติ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปด้วย

 

วุฒิสภา รับลูกสั่ง ถอดถอน

จากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้มีมติให้ส่งรายงานไปยังประธานวุฒิสภา เพื่อพิจารณาดําเนินการถอดถอน ตามคดี หมายเลขดำ ที่ อม 1/2550 ซึ่งได้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจกำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน มีอำนาจสั่งให้ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และส่วนราชการ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมราชการส่วนท้องถิ่นชี้แจงแสดงความคิดเห็น ทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ ในกรณีจำเป็นจะยับยั้งการปฏิบัติราชการใดๆ ที่ขัดต่อนโยบายหรือมติคณะรัฐมนตรีก็ได้ มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการฝ่ายบริหารทุกตำแหน่ง ซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นกรมรวม ทั้งมีอำนาจดำเนินการอื่นๆ ในการปฏิบัติตามนโยบายฯ....อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดินมีขอบเขตอย่างกว้างขว้าง มีอำนาจเหนือข้าราชการฝ่ายบริหารทุกตำแหน่งในทุกกระทรวง ทบวง กรม แต่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ไม่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชายุติการกระทำ กลับปล่อยให้มีการกระทำที่รุนแรงขึ้นตามลำดับตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

 


การกระทำหรือละเว้นการกระทำของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงมีมูลส่อว่า กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 270 ประกอบมาตรา 272 โดยตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ระบุว่า ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภา มีอำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้

เปลี่ยนถ่ายรัฐบาล "อภิสิทธิ์"นั่งเก้าอี้ "นายกฯ" เล่นงาน "พัชรวาท-สุชาติ"

 

กระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ขึ้นมาเป็น นายกรัฐมนตรี พร้อมควบตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จึงนำไปสู่ กรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท เข้าพิจารณาใน ก.ต.ช. ส่วน พล.ต.ท.สุชาติ เข้าใน ก.ตร. เพื่อพิจารณาลงโทษโดยมีเพียงไล่ออกหรือปลดออก และเมื่อ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรงคดีสลายผู้ชุมนุม 7 ตุลาฯ โดยกล่าวหา ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ได้ห้ามการใช้แก๊สน้ำตาจนทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ กระทั่งนำไปสู่คำสั่ง "ปลดออก" เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.52 จนกระทั่ง ก.ตร. มีหนังสือลงวันที่ 17 ก.พ.53 มีมติ ก.ตร. ยกเลิกคำสั่ง

อัยการสูงสุดรับลูก ป.ป.ช.

ขณะเดียวกัน สำนักงานอัยการสูงสุด ก็อออกมาชี้แจง รับลูก ป.ป.ช.ที่ ชี้มูลความผิดอาญา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กรณีที่มีคำสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 จนมีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บหลายรายว่า หลังจากที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนพร้อมพยานหลักฐานการชี้มูลความผิด มาให้สำนักอัยการสูงสุดแล้ว อัยการสูงสุดได้มอบสำนวนคดีมาให้ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ พิจารณาเพื่อสรุปความเห็น พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างผู้แทนอัยการสูงสุด และ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาสำนวนคดีร่วมกันในประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์

 

มติวุฒิสภาไม่ถอดถอน

จนในที่สุด คดีนี้ก็ได้เดินทางถึงการชี้ขาดของวุฒิสภา ที่มีมติไม่ถอดถอน นายสมชาย ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากลงคะแนนน้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด แต่การดำเนินคดีทางอาญาตามมาตรา 157 ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของอัยการสูงสุด มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดีที่ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดคดีการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้สลายการชุมนุม รวมทั้งชี้มูลความผิดทางอาญา และวินัยร้ายแรงในฐานความผิดเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาตำรวจนครบาล ว่าหลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่าง ป.ป.ช.และอัยการสูงสุดแล้วพบว่า คดีนี้ไม่มีพยานและหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดผู้ถูกฟ้อง จึงได้มีมติส่งเรื่องกลับไปยัง ป.ป.ช. ที่อัยการพิจารณา

เรื่องราวทั้งหมด ของการสลายการชุมนุม เมื่อ 7 ตุลาคม 2551 จึงถูก อัยการสูงสุด ชี้ถึงคดีดังกล่าว ไม่มีพยานหลักฐานจะเอาผิดได้ ทั้งหมดจึงส่งกลับเรื่องไปยัง ป.ป.ช. อีกครั้ง และในขั้นตอนคดีนี้ก็ได้สิ้นสุดแค่ตรงนี้

ส่วนที่เหลือขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช.ว่าจะยื่นฟ้องคดีเองหรือไม่...

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้