วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เข็มทิศ SME : ธุรกิจ ชีวิต และมาราธอน

เข็มทิศ SME : ธุรกิจ ชีวิต และมาราธอน

  • Share:

ท่านผู้อ่านเคยวิ่งมาราธอนไหมครับ?

ถึงผมจะเปิดประเด็นมาแบบนี้ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าผมมีความชอบกีฬานี้เป็นพิเศษ เพราะปกติแค่ลากตัวเองให้ไปอยู่บนลู่วิ่งที่บ้านได้สัก 15 นาที ก็ต้องบังคับขืนใจตัวเองอย่างมากแล้ว

การวิ่งมาราธอนอาจดูเป็นกีฬาที่ไม่ต้องการความสามารถพิเศษอะไรนอกจากความ “อึด” บวกกับกล้ามเนื้อที่ทรงพลัง นอกจากนี้นักกีฬาเหรียญทองในการวิ่งมาราธอนมักมาจากประเทศที่ยากจนในแถบแอฟริกา ยิ่งทำให้ความน่าสนใจของกีฬานี้ลดลงอีกในสายตาคนทั่วไป ผมเองก็เคยคิดเช่นนั้น จนได้มีโอกาสคุยกับ “พี่เชษฐ์” เจ้าของร้านประดับยนต์ชื่อดังย่านพระราม 4 ที่รักการวิ่งมาราธอนเป็นชีวิตจิตใจ

ผมไปหาพี่เชษฐ์ที่ร้านในบ่ายแก่ๆ ของวันหนึ่ง พอดีกับที่เขากำลังวางแผนการวิ่งมาราธอนในเดือนหน้า พี่เชษฐ์อธิบายให้ผมฟังว่าการวิ่งมาราธอนเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยทั้งตรรกะความคิด การวางแผนที่รัดกุม และความเข้าใจในตัวเองอย่างลึกซึ้ง

นักวิ่งที่ดีจะเริ่มต้นด้วยการศึกษารายละเอียดของสนามและเส้นทางอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่สภาพสนาม ลักษณะพื้นผิว มีทางต่างระดับตรงไหนบ้าง ต้องเลี้ยวกี่โค้ง มีจุดให้น้ำ จุดปฐมพยาบาลกี่จุด และรายละเอียดอื่นๆ จนเข้าใจอย่างถ่องแท้

“ในช่วงการวิ่งกิโลเมตรต้นๆ ต้องวิ่งช้าๆ เรื่อยๆ อย่าเร่งมาก เพิ่มความเร็วหลังจุดให้น้ำแรกหรือจุดที่สอง ก่อนถึงจุดรับน้ำสัก 10 เมตรให้เปลี่ยนเป็นเดินไปรับ และเดินต่อไปอีก 20 เมตรเพื่อเป็นการพัก ดื่มน้ำจุดแรกแค่ 2 อึก จุดที่สอง 3-4 อึก …ไปถึงเนินแรกต้องใช้เวลาไม่เกิน 11 นาที หลังจากนั้นไปอีก 2 กิโลเมตรจะเจอโค้งใหญ่ ก่อนจะถึงสัก 15 เมตร ต้องเริ่มลดความเร็ว…” พี่เชษฐ์อธิบาย

เพราะในการวิ่งมาราธอน ผลแพ้ชนะไม่ได้ตัดสินกันที่ใครวิ่งเร็วกว่าใคร แต่อยู่ที่สามารถทำเวลาได้ตามแผนการที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งนักวิ่งที่ชำนาญแล้วจะตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองก่อนเสมอว่าเขาจะต้องทำเวลาเท่าใดจึงจะพิชิตชัยในการวิ่งครั้งนี้ได้ จากนั้นเขาจึงวางแผนกำหนดกลยุทธ์การวิ่งเพื่อทำให้ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้

ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ผมไม่ได้จะชวนให้มาวิ่งมาราธอนกันนะครับ แต่อยากให้ท่านที่ไม่เคยวิ่งมาราธอนอย่างจริงจังมาก่อนได้เข้าใจถึงรายละเอียด และการวางแผนที่รอบคอบซึ่งต้องใส่ลงไปในการวิ่งแต่ละครั้ง เพราะถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว การวิ่งมาราธอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับแนวคิดการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน

ข้อแรก การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการวางเป้าหมาย เส้นชัย และวิสัยทัศน์ในระยะยาว อย่างที่เราเห็นว่าธุรกิจองค์กรต่างๆ มักมีการวางแผนล่วงหน้า 3-5 ปี ซึ่งเป้าหมายนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าในช่วง 3 ปีข้างหน้าธุรกิจของเราจะต้องเติบโตเท่าใดหรือมีบทบาทอย่างไรต่อสังคม จากนั้นจึงวางกลยุทธ์ต่อไปจากนั้นว่าเราต้องใช้เส้นทางใด รวมทั้งวางเป้าหมายทางธุรกิจของเราว่าต้องอยู่จุดใดในปีหน้าหรือเดือนหน้า

ข้อที่สอง ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่เราก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าใคร แต่อยู่ที่เราสามารถทำตามเป้าหมายเล็กใหญ่ที่วางไว้ได้หรือไม่

ข้อที่สาม ประเมินและเข้าใจศักยภาพของตัวเองเสมอ แน่นอนว่าการที่ธุรกิจของเราจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้นั้น เราต้องรู้กำลังและสภาพพื้นฐานของธุรกิจของเราด้วย ความเข้าใจ รู้ลึกรู้จริงในธุรกิจของเราจะทำให้เราสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม เหมือนกับการวิ่งมาราธอนที่มีอุปสรรค ทั้งสภาพอากาศ พื้นผิว และเกิดอุบัติเหตุเกิดได้เสมอ นักวิ่งจึงต้องปรับแผนการวิ่งให้เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะหน้า

สุดท้าย การเตรียมความพร้อมเป็นสิ่งสำคัญมากทั้งในสนามแข่งและสนามธุรกิจ ก่อนลงสนามแข่งนักวิ่งต้องเตรียมร่างกายให้มีความพร้อมถึงขีดสุดเพื่อคว้าชัยชนะและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ไม่ต่างอะไรกับการสร้างธุรกิจ เมื่อตัดสินใจเริ่มต้น ผู้ประกอบการจะต้องวางแผนเตรียมความพร้อมให้ดีที่สุดในทุกด้าน และเตรียมรับมือความเสี่ยงทางธุรกิจด้วยเช่นกัน

ธุรกิจ ชีวิต และมาราธอนนั้นไม่ใช่การวิ่งระยะสั้นเหมือนวิ่งแข่ง 100 เมตรที่สามารถมองเห็นเส้นชัยและอุปสรรคทุกอย่างบนลู่วิ่งได้จากจุดเริ่มต้น แต่เป็นการเริ่มเดินไปบนเส้นทางที่ไม่สามารถมองเห็นจุดหมายได้จากจุดแรกเริ่ม โดยที่ผู้ชนะไม่ได้ตัดสินกันที่เราต้องไปเร็วกว่าหรืออึดกว่าใคร แต่อยู่ที่เราสามารถเดินตามเป้าหมายในระยะยาว ได้ตรงกับแผนที่วางไว้รึเปล่าเท่านั้นเอง

โดย ธีระ กนกกาญจนรัตน์
https://www.facebook.com/SMECompass

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้