วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ย้อนรอย ยุทธศาสตร์ 'ป่าล้อมเมือง' วัดใจ ปธ.นปช.คนใหม่

ย้อนรอย ยุทธศาสตร์ 'ป่าล้อมเมือง' วัดใจ ปธ.นปช.คนใหม่

  • Share:

หลังจากลั่นกลองรบมาหลายจังหวัดตั้งแต่ภาคเหนือ อีสาน จนมาถึงภาคกลาง ล่าสุด กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้จัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งที่ จ.พระนครศรีอยุธยา การชุมนุมครั้งนี้เรียกว่า "เฉียด" เมืองหลวงเข้าไปทุกวัน ขณะเดียวกัน กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ก็ยังคงปักหลักอย่างเหนียวแน่น เมื่อสถานการณ์โดยรวมเป็นเช่นนี้ คงต้องจับตาว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้...?


เหลียวหลังมองอดีต ยุทธศาสตร์ "นปช." ไล่ รัฐบาลปี 53

 

หากมองย้อนไป เมื่อปี 2553 สมัยที่ กลุ่ม นปช. รวมตัวขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมี วีระกานต์ มุสิกพงศ์ เป็นประธาน นปช. ได้ใช้ยุทธศาสตร์ "ป่าล้อมเมือง" ระดมพลประชาชนจากต่างจังหวัดมาชุมนุมกดดันที่ กทม. ในระหว่างที่ชุมนุมใหญ่ ยังได้เกิดเหตุการณ์ร้ายรายวัน แต่เริ่มหนักมากขึ้น ตั้งแต่เดือน มี.ค.53 วันที่ 20 มี.ค. ได้มีคนร้ายใช้จรวดอาร์พีจียิงใส่กระทรวงกลาโหม มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 1 ราย จากนั้น ก็สามารถจับกุม ผู้ต้องหา 2 คน คือ ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม และ นายศุภณัฐ หรือโก้ หุลเวช อายุ 43 ปี โดยคนร้ายอ้างว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือวัดพระแก้ว อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายกฟ้อง ส.ต.ต.บัณฑิต แต่ให้ขังไว้ระหว่างฎีกา

มาถึงวันที่ 27 มี.ค.53 ก็มีคนร้ายขว้างระเบิดเอ็ม 67 ใส่สถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ส่งผลให้เจ้าหน้าที่และพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 4 ราย นอกจากนี้ ยังมีเหตุยิงเอ็ม 79 หน้าสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ทหารรักษาการณ์ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย วันต่อมา 28 มี.ค.53 คนร้ายยิงเอ็ม 79 เข้าใส่กรมทหารราบที่ 11 ที่ตั้งอำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) เจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บ 4 นาย


บรรยากาศในขณะนั้น ถือว่าอบอวลไปด้วยกลิ่นดินประสิว ควันปืน ผสมคาวเลือด จากเหตุก่อวินาศกรรมรายวัน ขณะเดียวกัน ฝ่ายขับไล่รัฐบาล ยังใช้ยุทธศาสตร์ "เทเลือด" ไปยังสถานที่ราชการ บ้านบุคคลสำคัญเพื่อเป็นเชิงสัญลักษณ์อีกด้วย

งัดยุทธศาสตร์ "ป่าล้อมเมือง นปช. ล้อม กปปส."

 

อย่างไรก็ดี บรรยากาศดังกล่าวผ่านมาแล้ว เกือบ 4 ปี มาวันนี้ทำท่าจะระอุอีกครั้ง เมื่ออดีต ผอ.ศอฉ. (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ที่เคยถูกขับไล่ กลายร่างเป็น เลขาธิการ กปปส.​ เป็นแกนนำไล่​รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ​ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เสียเอง งานนี้ นายสุเทพ เดินเกมหนักหน่วง บีบรัด กดดัน จากปมกฎหมายนิรโทษกรรม จนทำให้ "นายกฯหญิง" คนแรกของประเทศไทย ต้องยอมยุบสภา แต่ กปปส. ก็คงไม่หยุด เดินหน้าชัตดาวน์ กทม.​ ไล่ล่า นายกรัฐมนตรี ให้ทิ้งเก้าอี้รักษาการนายกฯ จน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอบนักข่าวอย่างน่าเห็นใจว่า "จะไม่ให้มีที่ยืนกันเลยหรือ...?"

 


เมื่อเห็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลเพื่อไทย คล้ายกับถูกไล่ต้อนให้จนมุม อีกทั้งยังโดนมรสุมจากองค์กรอิสระ ทั้งเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ยังไม่รวมกรณีโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้าน ที่เพิ่งจะถูกตัดสินให้ตกไป หนทางที่ดีที่สุดคือ "กลับมาตั้งหลัก" ยังฐานที่มั่นสำคัญคือ ภาคเหนือ และ อีสาน แน่นอน "คนเสื้อแดง" ที่เป็นฐานเสียงใหญ่และสำคัญ ย่อมให้การต้อนรับและคอยให้ที่พักพิง แต่ก็ไม่ลืมตีโต้ไปด้วย โดยการงัดยุทธศาสตร์ "ป่าล้อมเมือง โลกล้อมประเทศ" มาปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง

 


จับตา 2 มวลชนใหญ่ ทำศึกชิงเมืองหลวง

 

ตลอดระยะเวลา 4 เดือน กปปส. ใช้ฐานกำลังจากคนใต้ โดยมีคนกรุงเทพฯ เป็นแนวร่วมสำคัญสนับสนุน เห็นได้จากการประกาศชัตดาวน์ กทม.​ คนจำนวนมากหลั่งไหลมารวมตัว จนกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน กลุ่ม นปช. ที่สลายตัวไปจากปี 53 ก็กำลังจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ที่เห็นได้ชัดคือ ยุทธศาสตร์ที่กลุ่มเสื้อแดงใช้ คือ การจัดชุมนุมใหญ่ ไล่ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน จนกระทั่งมาถึงภาคกลาง คล้ายเป็นการระดมกำลังล้อมกรุงเทพฯ  ซึ่งเรื่องนี้ นายสุเทพ คงรู้ดี จึงเป็นฝ่ายเปิดเกมยื่นสารท้ารบในทันที

"คนพวกนี้กำลังสะสมกำลังพลมาเล่นงานศาลและ ป.ป.ช. ไม่ให้ทำหน้าที่ได้ เพราะกลัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะติดคุก เพราะฉะนั้น ผมขอส่งข่าวไปหามวลมหาประชาชนว่าอย่ายอมให้คนกลุ่มนี้มารังแกศาลและองค์กร อิสระ ถ้าเขามาบุก กทม. เราก็จะมาให้มากกว่า ขอท้าเลยแล้วมานับจำนวนกันว่าใครมามากกว่ากัน ผมให้ กปปส.ทั่วประเทศเตรียมพร้อม หากเป่านกหวีดเมื่อไหร่ ขอให้ออกมาให้เยอะๆ" นายสุเทพ กล่าว เมื่อวันที่ 12 มี.ค.57

 


ขณะที่ฝั่งเสื้อแดง ได้รวมพลครั้งล่าสุด วันที่ 15 มี.ค. นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. กล่าวตอนหนึ่งว่า คนเสื้อแดงได้รวมแสดงพลังทั่วประเทศเพื่อปกป้อง รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยครั้งนี้ที่ภาคกลาง คือพระนครศรีอยุธยาเพื่อทำงานประสานมวลชน ในการขับเคลื่อนที่สำคัญ เพราะวิกฤติการเมืองและประชาธิปไตยกำลังตกต่ำ จะอยู่หรือจะไปยังไม่รู้ต้องประเมินสถานการณ์ แต่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับ กลุ่ม กปปส.เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง สังคมไทยรักประชาธิปไตย คนเสื้อแดงเตรียมพร้อมจำเป็น ต้องรวมพลแต่ไม่ซ้ำเติมประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงค่ำ นางธิดา ได้สร้างความประหลาดใจให้กับคนเสื้อแดง ด้วยการประกาศบนเวที ว่าจะมอบตำแหน่ง ประธาน นปช. ให้กับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมสวมเสื้อให้นายจตุพร จากนั้น ได้มีการจุดพลุเฉลิมฉลองตำแหน่งให้อีกด้วย

หลังจากรับตำแหน่ง นายจตุพร ได้กล่าวบนเวทีโดยประกาศแนวทางการต่อสู้ของกลุ่ม นปช. ต่อจากนี้ จะเดินหน้าสู้ต่อระบอบอำมาตยาธิปไตย พร้อมจะปฏิรูปองค์กรอิสระ และจะต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยต่อไปตามเจตนาเดิม

การเปลี่ยนตัวประธาน นปช. ครั้งนี้ แม้จะมีรายงานว่า เป็นการส่งมอบตำแหน่งตามวาระ ครบรอบ 3 ปี แต่คงต้องรอดูกันต่อว่า ประธาน นปช. คนใหม่ จะใช้ยุทธศาสตร์ใดต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม จะดุเดือดเหมือนลีลาบนเวทีหรือไม่ จะได้เห็นกันแน่นอน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้