วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไขปริศนาโบอิ้ง 777 เที่ยวบิน MH370 สาบสูญ

เหตุใดเครื่องบินโบอิ้ง 777 เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ที่ได้ชื่อว่าทันสมัยและปลอดภัยที่สุด รุ่นหนึ่งของโลก ถึงได้หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ หลังการติดต่อกับหอบังคับการบินครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา…

ในท่ามกลางความงุนงงที่เกิดขึ้น หลากหลายทฤษฎี ถูกนำเสนอถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา ว่า เพราะเหตุใดเครื่องบินโดยสารลำนี้ ถึงได้หายสาบสูญไป

วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ จึงได้รวบรวมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญการบิน มาตอบคำถามที่ยังเป็นปริศนาในเรื่องที่เกิดขึ้น โดยยึดหลักปฏิบัติโดยทั่วไปของบรรดานักบินและหอบังคับการบินต่างๆ


1. เมื่อเครื่องบินสูญเสียการติดต่อกับหอบังคับการบิน นักบินและหอบังคับการบินจะมีขั้นตอนการปฏิบัติปกติ ดังต่อไปนี้

ในกรณีไม่สามารถติดต่อกับหอบังคับการบินได้ ซึ่งอาจจะเกิดจากวิทยุบนเครื่องหรือภาคพื้นขัดข้อง ซึ่งมี 2 กรณี คือ 1. รับฟังได้แต่ตอบโต้ไม่ได้ยิน หรือ 2. ไม่ได้ทั้งรับฟังและตอบโต้ได้นั้น โดยหลักการทั่วไป ทั้งหอบังคับการบิน-และนักบิน จะจับเวลาและมาร์กตำแหน่ง หลังการรับ-ส่งสัญญาณครั้งสุดท้ายไว้ โดยประมาณที่ 7 นาที แต่หากเป็นสนามบินที่มีเที่ยวบินไม่มากนัก จะจับเวลาไว้ที่ประมาณ 20 นาที ซึ่งหากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วยังไม่สามารถติดต่อกันได้ นักบินจะเซตรหัสที่ได้รับจากสนามบินตามแผนการบิน ซึ่งจะเป็นรหัส 4 ตัว เพื่อเป็นการแจ้งทางภาคพื้นดินให้ได้รับทราบว่า ไม่สามารถติดต่อทางวิทยุกันได้ แต่ในกรณีของเครื่องบินโบอิ้ง 777 นั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะมีระบบสัญญาณการสื่อสารถึง 3 ระบบ ไว้เตรียมรองรับในกรณีนี้ ซึ่งการจะล่มพร้อมๆ กัน เป็นไปได้ยากมาก

2. ต้องสูญเสียการติดต่อนานเท่าไหร่ จึงจะเรียกว่าเครื่องบินสูญหายแล้ว


โดยปกติจะใช้วิธีการคำนวณจากเชื้อเพลิงของแต่ละเครื่อง ว่าสามารถบินได้นานเท่าใด หากเลยพ้นกำหนดตามการคำนวณว่าเชื้อเพลิงประจำเครื่องจะสามารถบินได้ ก็จะถือว่าเครื่องบินลำดังกล่าวสูญหายแล้ว

3. กรณีหากเกิดการก่อการร้ายบนเครื่องบิน

หลังเกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน เป็นต้นมา ปัจจุบันทุกสายการบินมีระเบียบปฏิบัติเคร่งครัดในเรื่องการรักษาความปลอดภัย โดยประตูห้องนักบินจะออกแบบอย่างแข็งแกร่งและถูกตั้งรหัสล็อก เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายสามารถเข้าไปยังห้องนักบินได้ นอกจากนี้ ประเด็นต่อทัศนคติการก่อการร้ายบนเครื่องบินโดยสาร ที่ก่อนเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน จะยึดไปที่การเจรจาเป็นหลัก ได้ถูกปรับให้มาเป็นการจะไม่เจรจากับผู้ก่อการร้าย เพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารส่วนใหญ่ รวมถึงผลร้ายของเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น หากคนร้ายสามารถควบคุมเครื่อง จนนำไปก่อเหตุวินาศกรรมร้ายแรง เช่นเดียวกับเหตุการณ์นำเครื่องบินไปพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เพราะฉะนั้น วิธีปฏิบัติของนักบินคือ 1. นักบินจะต้องไม่เจรจากับผู้ก่อการร้ายในทุกกรณี 2. หากอยู่ระหว่างเตรียมนำเครื่องขึ้น นักบินจะต้องยุติการนำเครื่องขึ้น และหันกลับรันเวย์ทันที 3. กรณีอยู่บนกลางอากาศ นักบินจะต้องติดต่อสนามบินที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อนำเครื่องลงโดยเร็วที่สุด


แล้วหากผู้ก่อการร้าย ขู่ว่ามีระเบิดเครื่องบิน หรือขู่จะฆ่าผู้โดยสารเพื่อบังคับให้เปิดห้องนักบิน

ในกรณีนี้ ต้องแยกเป็นกรณีๆ ไป กรณีแรกหากเป็นการโทรขู่วางระเบิดบนเครื่อง หน่วยภาคพื้นดินของแต่ละสนามบิน ก็จะมีการประเมินในเบื้องต้นก่อนว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด เช่น เที่ยวบินที่โทรขู่วางระเบิดถูกต้องหรือไม่ ระยะเวลาขึ้น-ลงของเครื่องถูกต้องหรือไม่

ส่วนกรณีที่คนร้ายขู่ว่ามีระเบิด หรือขู่จะฆ่าผู้โดยสารเพื่อบังคับให้นักบินเปิดประตูนั้น นักบินประจำเครื่อง ก็ยังจะยึดหลักการเรื่องการนำเครื่องลงสู่ภาคพื้นดินให้เร็วที่สุดเช่นกัน และจะไม่เจรจาหรือเปิดประตูให้ผู้ก่อการร้ายอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้น มาตรการรักษาความปลอดภัยในแต่ละสนามบินมีความเข้มงวดมากขึ้น หลังเกิดเหตุ 19 กันยายน เพราะฉะนั้น การจะซุกซ่อนนำระเบิดขึ้นเครื่องแทบจะเป็นไปไม่ได้

4. การปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินกะทันหัน จะเกิดขึ้นได้เพราะ...

ในกรณีนี้ จะเกิดขึ้นได้จาก 1. เมื่อนักบินได้บินตามแผนการบินแล้วไปเจออุปสรรค เช่น เจอกลุ่มก้อนเมฆ ซึ่งเมื่อเจอแล้ว นักบินจะขอเปลี่ยนเส้นทางการบินกับหอบังคับการบินเพื่อขอหลบทันที เพราะหากเข้าไปอาจจะเจอสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่หอบังคับการบินจะสามารถให้ได้ ในกรณีไม่มีเครื่องสวนมา หรือทิศทางที่นักบินร้องขอปรับเปลี่ยนนั้น ไม่ได้เป็นเส้นทาง NO FLY ZONE


2. เกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น เกิดอุบัติเหตุมีเครื่องบิน บินเข้ามาใกล้เส้นทางการบินของตนเองจนเสี่ยงที่จะชนกัน ซึ่งในเครื่องบินยุคปัจจุบัน จะมีการติดตั้งระบบสัญญาณเตือนนักบินในกรณีนี้ เพื่อความปลอดภัย และนักบินของแต่ละสายการบินจะต้องถูกฝึกทุกๆ 6 เดือน เพื่อสร้างความคุ้นชินต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้เสมอ ซึ่งนอกจาก 2 กรณีแล้วเป็นไปได้ยากมาก ที่นักบินจะเปลี่ยนเส้นทางบินกะทันหัน เว้นแต่จะถูกบังคับให้เปลี่ยนเส้นทางโดยผู้ก่อการร้าย

5. การส่งสัญญาณ SOS ขอความช่วยเหลือ นักบินจะกระทำเมื่อ...


1. เกิดความพยายามที่จะ HIJACK เครื่องบิน 2. ไม่สามารถติดต่อสื่อสาร 3. เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินบนเครื่อง ซึ่งอาจจะเกิดจากเครื่องขัดข้องและเสี่ยงอันตราย จนต้องขอร่อนลงฉุกเฉิน


6. เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากเกิดระเบิดบนเครื่องบิน จนทำเครื่องตกกะทันหัน และนักบินไม่สามารถติดต่อกับหอบังคับการบินได้ทัน


ในกรณีนี้เป็นไปได้ยาก เพราะ 1. เป็นไปได้ยากที่จะนำระเบิดขึ้นเครื่องบินไปได้ 2. หากเกิดระเบิดบนเครื่องจริง ในเชิงทฤษฎีคิดว่า ในเบื้องต้นอาจจะทำให้เครื่องได้รับความเสียหายบางส่วน และในระหว่างนั้น นักบินน่าจะยังติดต่อกับทางหอบังคับการบินเพื่อแจ้งได้บ้าง

7. เหตุใดจึงค้นหานานแล้วไม่เจอ


อยากให้คิดกันง่ายๆ ว่า เครื่องบินปกติ บินด้วยความเร็วประมาณ 900 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อสูญเสียการติดต่อ เท่ากับที่เครื่องโบอิ้ง 777 เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20 นาที จึงเท่ากับว่าการค้นหาเครื่องบินลำดังกล่าว น่าจะต้องกินพื้นที่ในรัศมี 300 กิโลเมตร อีกทั้งการค้นหาในทางทะเลนั้น ยากกว่าการค้นหาในภาคพื้นดินหลายเท่า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะต้องใช้ระยะในเวลาค้นหานานกว่า

8. เครื่องยังชีพบนเครื่อง สามารถช่วยผู้โดยสารให้อยู่รอการช่วยเหลือได้ประมาณกี่วัน

ปกติ เครื่องยังชีพบนเครื่อง โดยเฉพาะอาหาร น่าจะช่วยยังชีพให้ผู้รอความช่วยเหลือได้นานประมาณ 5-7 วัน แต่ที่น่าห่วงคือ น้ำดื่ม ซึ่งน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 วัน

 


9. เครื่องบินโดยสาร โบอิ้ง 777

สำหรับเครื่องบินลำนี้ ถือได้ว่าเป็นเครื่องบินที่บริษัทโบอิ้ง นำสุดยอดเทคโนโลยีมารวมกันใส่ไว้ในเครื่อง และถือเป็นรุ่นยอดนิยม ที่สามารถขายได้ประมาณ 1,500 ลำทั่วโลก และที่สำคัญผลิตมาแล้ว 19 ปี ยังไม่เคยมีประวัติว่าเกิดอุบัติเหตุจนทำให้คนเสียชีวิต จนกระทั่งล่าสุด เมื่อปี 2013 ที่เครื่อง 777 ของ asiana ตก แล้วมีผู้โดยสารเสียชีวิต 3 ราย ที่ซานฟรานซิสโก เพราะฉะนั้นจึงเชื่อมั่นในคุณภาพความปลอดภัยของเครื่องบินลำนี้ได้แน่นอน

10. เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777 สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ 370

1. ออกเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเวลา 00.41 น. ของวันที่ 8 มี.ค. โดยมีกำหนดถึงกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในเวลา 06.30 น. ของวันที่ 8 มี.ค. แต่ขาดการติดต่อกับหอบังคับการบินภาคพื้น ในเวลาประมาณ 01.30 น. ซึ่งคาดว่าน่าจะบินอยู่เหนือทะเล ช่วงระหว่างประเทศมาเลเซียและเวียดนาม

11. สิ่งที่ยังเป็นปริศนา และยังไม่ได้รับคำตอบคือ...

เมื่อขาดการติดต่อ นักบินไม่ได้แจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นให้หอบังคับการบินได้รับทราบ รวมถึงไม่ได้ส่งสัญญาณผิดปกติๆ ใด เพื่อแจ้งให้หอบังคับการบินได้รู้เช่นกัน ขณะที่ความเป็นไปได้ว่าอาจมีการเปลี่ยนเส้นทาง นักบินก็ไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนเส้นทางกับหอบังคับการบินเช่นกัน


12. ผู้โดยสารบนเครื่อง

มีผู้โดยสารอยู่บนเครื่องทั้งหมด 239 คน โดยเป็นผู้โดยสาร 227 คน ลูกเรือ 12 คน ในจำนวนนี้มี 5 คน ที่เป็นเด็กอายุเพียง 5 ปี ขณะที่สัญชาติของผู้โดยสารเท่าที่ทราบจนถึงขณะนี้ เป็นชาวจีนและไต้หวัน 154 คน ชาวมาเลเซีย 38 คน ชาวอเมริกัน 3 คน และในจำนวนนี้ มีผู้โดยสาร 2 คน ใช้พาสปอร์ตที่ถูกขโมยมา

 

เหตุใดเครื่องบินโบอิ้ง 777 เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ที่ได้ชื่อว่าทันสมัยและปลอดภัยที่สุด รุ่นหนึ่งของโลก ถึงได้หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ หลังการติดต่อกับหอบังคับการบินครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา… 13 มี.ค. 2557 10:38 13 มี.ค. 2557 12:20 ไทยรัฐ