วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
14 มี.ค. 2557 05:01 น.
ใครจะอาสาปราบทุจริต

ใครจะอาสาปราบทุจริต

โดย
14 มี.ค. 2557 05:01 น.
  • Share:


ในวงสัมมนาเรื่อง “สถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย” จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยข้อมูลทั้ง ใหม่และเก่าที่น่าสนใจหลายประการ ผลการสำรวจผู้นำภาคธุรกิจ  ส่วนใหญ่มองว่า การทุจริตอยู่ในระดับสูง และเพิ่มมากขึ้นในสองปีที่ผ่านมา ในรูปแบบการใช้ตำแหน่งทางการเมือง เพื่อประโยชน์พวกพ้อง

ผู้เข้าร่วมการสัมมนาท่านหนึ่ง คือ น.ส.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า  เนื่องจากสถานการณ์ทุจริตที่แย่ลงอย่างต่อเนื่องทำให้ต้นทุนการประกอบการสูงขึ้นถึง 30% เพราะต้องจ่ายใต้โต๊ะ จาก 6–10% ในปี 2546เพิ่มเป็น 26–30% ในปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น39.7%ในปี 2555 และก้าวกระโดดเป็น 51.8% ในปี 2556

ในมุมมองของคนไทยเชื่อว่า สาเหตุที่การทุจริตโกงกินเฟื่องฟู เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพกระบวน การการเมืองขาดความโปร่งใส ผลการ สำรวจความคิดเห็นประชาชน  คนส่วนใหญ่มองว่าความโปร่งใสในการเลือกตั้ง มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด ส่วนสถาบันการเงินน่าเชื่อถือมากที่สุด และหน่วยราชการที่มีการทุจริตมากที่สุดคือตำรวจ

ส่วนมูลค่าของการคอร์รัปชัน หรือความเสียหายที่เกิดกับประเทศชาติประเมินว่าในปี 2554 ถูกงาบไป 272,153ล้านบาท ปี 2555  294,050 ล้านบาท พุ่งขึ้นเป็น329,912 ล้านบาท ในปี 2556 เงินมหาศาลเหล่านี้น่าจะเป็นไปตามสูตร “สามประสานกินเมือง” คือ เข้ากระเป๋านักการเมือง ข้าราชการและนักธุรกิจ ที่สมคบกันสร้างความร่ำรวยจากภาษีคนไทย

กลายเป็นมูลเหตุสำคัญสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ที่ไม่ว่ารัฐบาล ไหนก็แก้ไม่ตก มีแต่ซํ้าเติม ในเวทีสัมมนาคราวนี้ พูดถึงการทุจริตในด้านการเกษตรด้วย แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นเรื่องใด ถ้าเป็นโครงการ รับจำนำข้าวก็จะเป็นการสมคบกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่เป็น “ชนชั้นทำนาบนหลังชาวนา” ผู้แทนธนาคารโลกเชื่อว่ามีชาวนาแค่ 1ใน 3 ที่ได้รับประโยชน์

ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาการคอร์รัปชัน นักวิชาการบางคนมองว่าเนื่อง จากเป็นปัญหาที่มาจากการเมือง จึงต้องแก้เรื่องการเมืองด้วยการปฏิรูปการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้มีนักการเมืองที่ดี อาจจะเป็นวิธีการที่ถูกต้อง แต่ไม่ทราบว่า ใครจะเป็นผู้แก้ไข  เพราะนักการเมืองส่วนหนึ่ง ถือว่าการเมืองคือการลงทุนจึงต้องถอนทุนและบวกกำไร

ผลการสำรวจความคิดเห็นภาคประชาชนส่วนใหญ่มองว่าภาคธุรกิจกับภาครัฐทุจริตมากที่สุด ไม่น่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่ขาดความเชื่อถือไว้วางใจนักการเมืองและสิ้นหวังที่จะให้เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แต่ก็ยังหวังว่าภาคประชาชนกับวงการธุรกิจน่าจะจับมือแก้ปัญหาได้ ปล่อยให้นักการเมืองนอนตายคาหน่วยเลือกตั้ง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้