วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มติเอกฉันท์9ต่อ0 ดับฝันพท. 2ล้านล้านขัดรธน.


ตุลาการ6ต่อ2ชี้ตรากม.มิชอบ รับตีความลต.โมฆะพ่วง28เขต ปูครวญขอความเป็นธรรมบ้าง

ศาล รธน.ดับฝันโครงสร้างพื้นฐาน มติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ขัด รธน.หมวด 8 ว่าด้วยวินัยการเงิน การ คลัง เสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ย้ำกระบวนการตรากฎหมายมิชอบ พร้อมรับตีความเลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะ พ่วงวินิจฉัยปม 28 เขต ภาคใต้ที่ถูกขัดขวางจนรับสมัครไม่ได้ แต่ตีตกคำร้อง “ถาวร” ปมเปิดประชุมรัฐสภาใน 30 วัน ปชป.ดี๊ด๊าเล็งซ้ำดาบสอง ยื่น ป.ป.ช.ถอดถอน ครม.ทั้งยวงประกาศฟ้องถึงศาลฎีกาฯ “ยิ่งลักษณ์” ครวญเสียดายอนาคตชาติถูกดอง เสียงสั่นขอความยุติธรรมบ้าง “ชัชชาติ” หันใช้ช่อง ก.ม.หนี้สาธารณะ “โต้ง” โอดทิ้งประโยชน์ชาติมหาศาล “วราเทพ” ปัดรัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบอะไร “สมชัย” จ่อฟันผู้สมัคร พท.จ้อช่อง 11 ทนาย “ปู” ยื้อแจงจำนำข้าวอีก 45 วัน ข้องใจ ป.ป.ช.ตุกติกกั๊กข้อมูล

มรสุมการเมืองยังคงถาโถมเข้าใส่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อเนื่อง ทั้งปัญหาการจัดเลือกตั้ง ส.ส. ที่ไม่มีทีท่าจะสำเร็จ คดีรับจำนำข้าวที่งวดเข้ามาทุกที ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ระทึกศาล รธน.ชี้ขาด ก.ม.กู้เงิน 2 ลล.

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 12 มี.ค. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติ ในคำร้องที่ประธานรัฐสภาส่งความเห็นของสมาชิกรัฐสภาพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท) มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 214 ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีปัญหา 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถดำเนินการรับสมัคร ส.ส.ได้ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีสื่อมวลชนติดตามฟังคำวินิจฉัยเป็นจำนวนมาก

มีมติฟัน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ลล.ขัด รธน.

ต่อมาเวลา 16.15 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้เผยแพร่เอกสารข่าวผลการประชุมว่า ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของสมาชิกรัฐสภา ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นแรก มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการใช้บัตรแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนเสียงแทน ส.ส.อื่น ในการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 122 และมาตรา 126 วรรคสาม

ขัดหมวด 8 ว่าด้วยวิธีงบประมาณ

ส่วนประเด็นที่ 2 เห็นว่าคำว่า “เงินแผ่นดิน” ไม่ได้กำหนดความหมายไว้โดยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใด แต่พิจารณาจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา 4 ประกอบความเห็นของพยานบุคคล เห็นว่าการกู้ตามร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นเงินแผ่นดินตามความหมายของรัฐธรรมนูญ จึงมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหมวด 8 ว่าด้วยการเงิน การคลัง และงบประมาณ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีคำวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ เป็นอันตกไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคสาม

มีมติรับตีความเลือกตั้งโมฆะ

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังได้พิจารณาวินิจฉัยคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 245 (1) ว่าการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ตาม พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยในคำร้องนี้ผู้ร้องได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เห็นว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขอให้เพิกถอนการเลือกตั้งครั้งนี้ และให้มีการดำเนินการจัดการให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปขึ้นใหม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วมีมติเสียงข้างมาก มีคำสั่งให้รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และกำหนดให้รับฟังคำชี้แจงของประธาน กกต. หรือผู้แทน นายกรัฐมนตรี หรือผู้แทน และประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือผู้แทน ในวันที่ 19 มี.ค.นี้

รับวินิจฉัยปม 28 เขตภาคใต้

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังมีมติเสียงข้างมาก รับคำร้องของ กกต. ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 214 เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. และ ครม. ในการดำเนินการรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปขึ้นใหม่ ใน 28 เขตภาคใต้ ที่ยังไม่มีผู้สมัคร ซึ่งกรณีดังกล่าวถือ เป็นกรณีที่เกิดความขัดแย้ง เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต. กับ ครม. ซึ่งตามคำร้องดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้อง เป็นการขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต. กับ ครม. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 214 ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเสียงข้างมาก มีคำสั่งให้รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา

ยกคำร้อง “ไทกร” สอบ กกต.–นายกฯ

อย่างไรก็ตาม คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งไม่รับคำร้องกรณีที่นายไทกร พลสุวรรณ อดีตแกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ และนายเศวต ทินกูล อดีต ส.ส.ร.ปี 2550 ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 ว่า กกต.และนายกรัฐมนตรี กระทำการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีมีประกาศ พ.ร.ฎ.ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ. แต่ กกต.ไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศได้ใน 28 เขตภาคใต้ที่ยัง ไม่มีผู้สมัคร ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำร้องมิได้เป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 ประกอบข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย ข้อ 21 จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

ตีตกคำร้องปมเปิดประชุมใน 30 วัน

นอกจากนี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังมีมติไม่รับคำร้องของนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า ครม.กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ เนื่องจากการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ไม่อาจนำไปสู่การเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ ครม.ตามคำกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่มีมูลกรณีเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กรณีนี้จึงยังไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่จะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

เผย “ชัช-เฉลิมพล” เสียงข้างน้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมติ 6 ต่อ 2 เสียง ที่เห็นว่ากระบวนการตรากฎหมายมิชอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 โดย 2 เสียงเห็นว่ากระบวนการตราไม่ขัดรัฐธรรมนูญคือ นายชัช ชลวร และนายเฉลิมพล เอกอุรุ ขณะที่อีก 1 เสียง คือ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ที่ในชั้นการแถลงคำวินิจฉัยส่วนตนได้วินิจฉัยในประเด็นเนื้อหาร่าง พ.ร.บ. ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้ตอนลงมติประเด็นกระบวนการตรากฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นแรกของการวินิจฉัย นายอุดมศักดิ์ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้ เพราะไม่ได้ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป

ทีม ปชป.ขอบคุณตีตก ก.ม.สร้างหนี้

ต่อมาเวลา 14.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่า ขอบคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นพิษภัยของระบอบทักษิณ ที่อ้างเสียงข้างมากแต่มาคดโกงปู้ยี่ปู้ยำประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาจากการเป็นหนี้ 50 ปี โดยรัฐบาลพยายามหลบไม่ให้เข้านิยามเงินแผ่นดิน รัฐบาลมีเจตนาเลี่ยงกฎหมายการเงิน 4 ฉบับ คือ กฎหมายวิธีการงบประมาณ กฎหมายการโอนงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวกับเงินคงคลัง และกฎหมายงบประมาณรายจ่าย จึงขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาประเทศ เพราะสามารถใช้เงินจากงบประมาณปกติได้ แต่รัฐบาลไม่ทำ

ซ้ำดาบสองยื่นถอด ครม.ทั้งยวง

นายวิรัตน์กล่าวต่อว่า หลังจากนี้พรรคจะยื่นถอดถอนบุคคลที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ทั้งหมดไปที่ ป.ป.ช. หากพบมีกรณีทุจริตผิดกฎหมายก็ฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่นเดียวกับกรณีการแก้รัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. ที่ ป.ป.ช.จะชี้มูลในเดือน มี.ค.นี้ และยังสามารถยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมการไต่สวนอิสระของศาลฎีกาฯ ได้ด้วย แต่ขอรอผลคำวินิจฉัยฉบับเต็มมาพิจารณาก่อน กฎหมายนี้เสนอโดย ครม. ดังนั้นจะยื่นถอดถอนทั้งรัฐมนตรีและ ส.ส.ทั้งหมดที่ร่วมโหวตหนุนกฎหมายฉบับนี้ และเห็นว่ารัฐบาลต้องลาออกแม้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ ในเมื่อกฎหมายการเงินไม่ผ่านสภาฯ หรือออกโดยผิดกฎหมาย รัฐบาลนั้นต้องรับผิดชอบ

มัด “ยิ่งลักษณ์” ลงนามด้วยตัวเอง

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากคำวินิจฉัยเห็นได้ว่ารัฐบาลและเสียงข้างมาก ไม่เคยสนใจไยดีต่อหลักเกณฑ์ความถูกต้องของบ้านเมือง มุ่งแต่ใช้อำนาจ สนองความต้องการของพวกตน นายกฯและรัฐมนตรีทั้งคณะต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก จะปัดความรับผิดชอบโดยบอกว่าเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้ เพราะนายกฯเป็นผู้ลงนามกฎหมายฉบับนี้เอง

ลั่นรัฐบาลต้องรับผิดชอบลาออก

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยทางใดทางหนึ่ง จะเป็นบรรทัดฐานการดำเนินการด้านงบประมาณและการกู้เงิน แต่รัฐบาลยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม คือปฏิเสธความรับผิดชอบยิ่งสะท้อนการขาดจิตสำนึก การออกกฎหมายที่มีจุดบกพร่อง ขัดหลักการบริหารงบประมาณแผ่นดิน ขาดความโปร่งใส เปิดช่องทุจริต ไม่มีการศึกษารายละเอียด เป็นการบริหารประเทศแบบมักง่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องลาออกแม้จะอยู่ในสถานะปฏิบัติหน้าที่ไม่ใช่นายกฯตัวจริงก็ตาม ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยดำเนินคดีกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ขัดรัฐธรรมนูญนั้น เป็นยุทธศาสตร์เดิมๆ เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและลดความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ ทำลายความน่าเชื่อถือของ ป.ป.ช. หวังปลุกมวลชนขึ้นมาต่อต้าน พรรคเพื่อไทยพร้อมห้ำหั่นกับองค์กรอิสระในทุกรูปแบบ

“ปู” รอลุ้นผล ก.ม.กู้เงิน 2 ลล.ที่อีสาน

ก่อนหน้านี้เวลา 09.25 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม นายพีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ รมช.มหาดไทย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ และ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางโดยเครื่องบินแอร์บัส 310 ของกองทัพอากาศ ไปยังท่าอากาศยานจังหวัดขอนแก่น เพื่อปฏิบัติภารกิจตรวจราชการ จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น และเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 12-15 มี.ค. โดยผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ 2 ล้านล้านบาท ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบเพียงสั้นๆว่า “เดี๋ยวรอผลดีกว่าค่ะ”

ครวญเสียดายอนาคตชาติถูกตีตก

จากนั้นเวลา 14.00 น.ที่ จ.ชัยภูมิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ต้องรอเนื้อหาคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการก่อน เสียดายรัฐบาลทำอย่างเต็มที่แล้ว อยากเห็นประเทศพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะขีดความสามารถการแข่งขันประเทศเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเป็นรองเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เสียดายที่เราควรได้พัฒนาเพื่อให้ก้าวนำในการเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนเป็นศูนย์กลางการลงทุน เมื่อถามว่ามีการถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้เสนอต่อรัฐสภา มีการพิจารณาในชั้นรัฐสภาตามขั้นตอน ซึ่งจะหารือกฤษฎีกาในการดำเนินการต่อไป

หวังรัฐบาลใหม่เข้ามาสานต่อ

เมื่อถามว่า จะเดินหน้าโครงการนี้โดยทำให้ถูกตามระเบียบหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ต้องดูผลศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่าจะมีทางออกให้ทำต่ออย่างไร เป็นส่วนที่รัฐบาลใหม่จะรับไป หวังว่ารัฐบาลใหม่จะนำความต้องการและปัญหาเรื่องโครงสร้างประเทศไปสานต่อ เพราะที่จริงเป็นโครงการของทุกคน ไม่ได้เป็นของรัฐบาลคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นโอกาสของประเทศ โครงสร้างพื้นฐานนั้นถ้าจะรองบประมาณแต่ละปี ลำพังงบใช้จ่ายทั้งด้านพัฒนาสังคม การศึกษา ถนนที่ชำรุด และอุทกภัยต่างๆยังมีปัญหา จะใช้งบปกติในการเชื่อมโยงโครงสร้างต่างๆให้เสร็จก็ต้องล่าช้าออกไป อยู่ที่รัฐบาลใหม่นำไปพิจารณาว่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างความเจริญให้กับชุมชนอย่างไร การลดความเหลื่อมล้ำของสังคมก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ต้องช่วยลด

เสียงสั่นขอความยุติธรรมบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นถอดถอนนายกฯ รู้สึกกังวลหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือและมีน้ำตาคลอว่า ตนเจอมาทุกรูปแบบแล้ว อยากขอว่าอย่างน้อยให้เรามีความยุติธรรมอยู่ในสังคม เรามีหลักเมตตาธรรมที่ให้ทุกคนที่คิดว่าเราทำเพื่อประเทศ อยากให้มองที่เจตนา อย่ามองการใช้ข้อกฎหมายเพื่อที่จะลิดรอน หรือไปตัดสิทธิของทุกคนเลย แล้วอย่างนี้เราจะไปกันลำบาก พัฒนาประเทศก็ลำบาก เพราะถ้าเรามุ่งแต่ทำทุกอย่างใช้ข้อกฎหมายในการตัดสิทธิโดยไม่มองถึงเจตนารมณ์เบื้องต้น เราหวังว่าจะได้รับความเข้าใจ จะได้รับความยุติธรรมและความเห็นใจ

“ชัชชาติ” หันใช้ช่อง ก.ม.หนี้สาธารณะ

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ผลจะออกมาอย่างไรขอน้อมรับคำวินิจฉัย ซึ่งน่าจะเป็นผลกับรัฐบาลชุดหน้ามากกว่า เพราะรัฐบาลนี้เป็นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. โดยผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาถือว่าหมดภาระไปแล้ว เราทำดี ที่สุดแล้ว ไม่ว่าศาลจะตัดสินอย่างไรคงต้องเดินหน้าต่อได้ คำวินิจฉัยไม่มีอะไรเป็นลบ แค่ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ ก็อาจใช้ พ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ โดยใช้งบประมาณ 3 ส่วน คืองบฯขาดดุลเข้ามาดำเนินการในส่วนของกระทรวงคมนาคม ใช้กู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้เงินตราต่างประเทศเป็นหลักและให้รัฐวิสาหกิจไปกู้ยืมต่อ โดยจัดลำดับความสำคัญของโครงการ

ชี้ขัด รธน.คนละเรื่องกับโครงการ

นายชัชชาติกล่าวว่า คำวินิจฉัยที่ออกมาไม่ส่งผลต่อความมั่นใจของรัฐบาล แต่นักลงทุนอาจขาดความมั่นใจ ที่จริง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ไม่ว่าใครมาก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ ส่วนที่ตุลาการฯบางท่านบอกว่าบางโครงการรัฐบาลไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการนั้น ไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เพราะทั้ง 2 สภาดูมาแล้ว เรื่องพร้อมหรือไม่พร้อมต้องให้ฝ่ายวิชาการดู พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ใช่การอนุมัติโครงการแค่เป็นการเตรียมกรอบวงเงินเอาไว้เท่านั้น เพื่อให้รู้ว่าในอนาคตต้องเตรียมกรอบวงเงินอย่างไร ไม่ใช่นำเงินไปใช้ในเรื่องอื่นหมดแต่ถึงเวลาจำเป็นไม่มีเงินใช้ ส่วนข้อถกเถียงว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ต้องนำเข้าเป็นเงินแผ่นดินผ่านการจัดทำงบประมาณปกตินั้น เป็นเรื่องของเทคนิคมากกว่า ควรแยกกับประเด็นการขัดรัฐธรรมนูญ

“โต้ง” ย้ำไทยต้องวางโครงสร้างใหม่

ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการลงทุนที่ลดลงมาก มีสัดส่วนเพียง 20-23% ของจีดีพี ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ล่าสุดสถาบัน World Economic Forum จัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในปี 2556 อยู่อันดับที่ 37 ต่ำกว่าสิงคโปร์ที่อยู่อันดับ 2 และมาเลเซียอยู่อันดับ 24 เพราะไทยมีจุดอ่อนอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง รัฐบาลจึงวางแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งวงเงิน 2 ล้านล้านบาท โดยประเมินว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง ขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยในช่วง 7 ปีข้างหน้าปีละ 1% และเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 500,000 ตำแหน่ง

โอดเสียดายทิ้งประโยชน์ชาติ

นายกิตติรัตน์ระบุด้วยว่า ยังช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีไม่น้อยกว่า 2% และประหยัดการใช้น้ำมันกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี หากเริ่มแผนลงทุนได้ในปีนี้ จะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัวจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศได้ หากมีเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้สูงกว่า 3% และขยายตัวมีเสถียรภาพต่อเนื่องไปอีกหลายทศวรรษ
ยันรัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบ

ที่พรรคเพื่อไทย นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทถือว่าตกไป ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่โครงการต่างๆต้องถูกพับไปก่อนคงต้องวิเคราะห์ว่าแตกต่างจากสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ออก พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็งอย่างไร เพราะตอนนั้นก็มีคนไปยื่นร้องเหมือนกัน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสามารถกู้ได้ หลังจากนี้กระทรวงคมนาคมต้องกลับไปแก้แผนโครงการเร่งด่วนที่จำเป็น อย่างรถไฟฟ้าที่มีแผนก่อสร้างไว้ต้องพิจารณาหาเงินกู้เอง เพื่อไม่ให้โครงการหยุดชะงัก ส่วนเรื่องรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูงคงต้องช้าออกไป เพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก ทั้งนี้รัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ก่อนที่รัฐบาลจะดำเนินการได้ให้กฤษฎีกาตรวจสอบก่อนแล้ว เห็นว่า พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็งทำได้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทก็ทำได้ เพราะจากตอนนั้นถึงตอนนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 169 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร

“เหลิม” ขู่ตัดสินค้านสายตามีเรื่อง

ที่ บช.ปส. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน กล่าวว่า กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ถ้าไม่ได้ก็ไม่มีเงินมาพัฒนาประเทศ รัฐบาลไม่เห็นต้องรับผิดชอบอะไร สำคัญที่สุดประมาณกลางเดือน เม.ย. ที่ ป.ป.ช.จะชี้มูลคดีรับจำนำข้าว ผลจะออกมาอย่างไรไม่ทราบ แต่เป็นห่วงนายกฯ เรื่องนี้ เมื่อถามว่า แสดงว่าหลังสงกรานต์มีเรื่องแน่ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า มองว่าอย่างนั้น เมื่อถามว่า หากผลออกมานายกฯต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จะมีผลกระทบกับรัฐบาลหรือไม่ เพราะรองนายกฯ ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ผลกระทบมี เพราะนายกฯ ได้รับการยอมรับจากประชาชนสูง ถ้าเอาคนอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน รัฐบาลจะเซและทรุด ซึ่งอันตราย ถึงบอกว่าถ้า ป.ป.ช.ตัดสินมีเหตุผลความรุนแรงจะไม่เกิด แต่ถ้าตัดสินค้านสายตาคนดูมีเรื่องแน่ เพราะผู้รักความเป็นธรรมเขามี ไม่ใช่คนเสื้อแดงอย่างเดียว คนทั้งประเทศเขาดูอยู่ เรื่องนี้ในทางปฏิบัติ นายกฯไม่เกี่ยว

“สมชัย” จ่อฟันผู้สมัคร พท.จ้อช่อง 11

อีกเรื่องกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ใบเหลือง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กรณีมีการปราศรัยใส่ร้ายป้ายสีผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามนั้น นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า คาดว่า กกต.จะลงนามร่างคำวินิจฉัยกรณีให้ใบเหลือง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เพื่อส่งให้ศาลอุทธรณ์ได้วันที่ 21 มี.ค. ขั้นตอนต่อไปอยู่ที่ศาลจะรับพิจารณาหรือไม่ หากศาลรับไว้พิจารณาผู้ว่าฯ ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ โดยให้รองผู้ว่าฯ ทำหน้าที่แทน แล้วทั้ง 2 ฝ่ายคือ กกต.กับผู้ว่าฯ กทม.จะต้องนำข้อมูลส่งต่อศาล ซึ่งเชื่อว่าจะใช้เวลาต่อสู้คดีประมาณ 6 เดือน หากศาลเห็นตาม กกต.ก็จะสามารถจัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน นับตั้งแต่มีคำวินิจฉัยราวๆ เดือน พ.ย.-ธ.ค. นอกจากนี้วันที่ 13 มี.ค. กกต.จะมีมติอะไรบางอย่างจากกรณีที่ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยไปออกรายการโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อของรัฐในช่วงที่มี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย ที่สื่อของรัฐนำผู้สมัครพรรคการเมืองมาออกรายกการอย่างเปิดเผย

ปชป.ยันพร้อมสู้คดี “ชายหมู”

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบในชั้นศาลอุทธรณ์ และพร้อมปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 239 เตรียมประเด็นแก้ข้อกล่าวหา โดยตนในฐานะเป็น ผอ.เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่าระมัดระวังไม่ให้มีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เชื่อมั่นว่าเมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับฟังข้อมูลจากพรรคแล้ว จะเห็นเจตนาและเข้าใจการปราศรัยว่าไม่ใช่การป้ายสี ขณะที่การใช้ดุลพินิจของ กกต.กลาง ขัดกับ กกต. กทม.ที่เห็นว่าไม่เป็นการใส่ร้ายป้ายสี จึงถือเป็นเรื่องดุลพินิจและมุมมอง แต่พรรคเราน้อมรับคำวินิจฉัยของ กกต.กลาง และขอใช้สิทธิต่อสู้คดีในศาลอุทธรณ์

ทีมกฎหมายเตรียมข้อมูลสู้คดี

ขณะที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยังคงเข้าทำงานที่ศาลาว่าการ กทม.ตามปกติ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยและปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ได้แต่ยิ้มทักทายก่อนเดินขึ้นห้องทำงานชั้น 2 โดยนายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกประจำตัวผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ยังไม่ได้เรียกประชุมหรือพูดคุยกับข้าราชการ หรือทีมงานรองผู้ว่าฯ และฝ่ายการเมือง ผู้ว่าฯ กทม.ยังคงปฏิบัติงานตามปกติ โดยให้ทีมงานฝ่ายกฎหมายเตรียมเอกสารต่อสู้ในชั้นศาลอุทธรณ์แล้ว น่าจะต้องใช้เวลาสักระยะ แต่ผลคำวินิจฉัยออกมาก็พร้อมน้อมรับคำตัดสินทุกประการ อย่างไรก็ตาม หากศาลอุทธรณ์รับเรื่องไว้พิจารณา ผู้ว่าฯ กทม.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และต้องหยุดรับเงินเดือน

ปลัด กทม.ยันไม่มีผลกระทบ

นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่กระทบกับการทำงานของ กทม. ข้าราชการและลูกจ้างยังทำงานตามปกติ และไม่กระทบกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำปี 2556 หากศาลอุทธรณ์มีมติรับคำร้องของ กกต. จะส่งผลให้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ แต่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าฯ กทม.สามารถลงนามในการแต่งตั้งโยกย้ายได้ตามปกติ

“พงศพัศ” แทงกั๊กรอดูทางลม

ที่ บช.ปส. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวว่า เรื่องนี้ยังใช้เวลาอีกนาน คิดว่าศาลอุทธรณ์น่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 6 เดือน หากตัดสินให้มีการเลือกตั้งใหม่ ใครจะมาสมัครก็ได้ทั้งคนเก่า คนใหม่ ส่วนตัวดีใจว่าตอนหาเสียงทั้งตน และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์คุยกันบ่อย ว่าเราจะสนับสนุนการปราศรัยที่ไม่ใส่ร้ายกัน และก็เป็นเรื่องที่ดีที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เองก็ยอมรับมติ กกต. เมื่อถามว่าหากศาลตัดสินให้เลือกตั้งใหม่จะลงสมัครอีกครั้งหรือไม่ พล.ต.อ.พงศพัศตอบว่า เป็นเรื่องของอนาคตที่ยังอีกไกล พรรคเพื่อไทยจะส่งอีกหรือไม่ยังไม่ทราบ ต้องถามทางพรรคเพราะปัจจุบันตนเป็นข้าราชการประจำ ไม่มีสิทธิไปพูดเรื่องการเมือง ขอให้ถึงเวลาจะรู้เอง

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน กล่าวว่า เรื่องนี้ยังอีกไกล กรณีลูกชายตน กกต.มีมติ 5-0 ศาลยังยกได้ กรณีนี้แค่มติ 3-2 ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือมีนอกมีในอะไร

ยื่นหลักฐานเอาผิด “เทือก” เพิ่ม

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทางพรรคยังไม่ได้หารือถึงการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งอีกครั้ง ต้องรอการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ แต่ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่พรรคเพื่อไทยในฐานะผู้เล่น พร้อมลงไปเล่นในเกมการแข่งขันทุกสนาม อย่างไรก็ตามฝ่ายกฎหมายพรรคได้ติดตามการปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ช่วงที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่อาจมีลักษณะใส่ร้าย เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส.ฯ โดยจะรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมให้ กกต.ตรวจสอบเอาผิดในวันที่ 17 มี.ค. หากพบความผิดนอกจากมีโทษเกี่ยวกับการเลือกตั้งแล้ว ยังมีโทษทางอาญาและถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองด้วย

ถามหาความรับผิดชอบ “มาร์ค”

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยบอกว่าความรับผิดชอบทาง การเมืองสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แล้วกรณีนี้ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ถูกใบเหลือง จะรับผิดชอบอย่างไร จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อมผู้ว่าฯหรือไม่ เพราะกระบวนการปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้น หรือจะประกาศบอยคอตต่อไป

ไม่เกิน 15 วันถึงมือศาลอุทธรณ์

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างร่างคำวินิจฉัยเพื่อส่งให้ กกต.ลงนาม เพื่อยื่นต่อศาลอุทธรณ์ คาดว่าภายใน 15 วัน กกต.จะส่งให้ศาลอุทธรณ์ได้ ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้ดำเนินล่าช้า แต่มีการยื่นคำร้องจำนวนมาก ต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวน

ชี้ขอบข่ายอำนาจศาลอุทธรณ์รัชดา

ขณะที่นายวิชัย เอื้ออังคณากุล ประธานศาล อุทธรณ์ภาค 1 กล่าวว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นความคลาดเคลื่อนของข่าว ความจริงแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจพิจารณาคดีในส่วนของพื้นที่จังหวัดภาคกลาง หรือพื้นที่บริเวณรอบๆ กทม.เท่านั้น ส่วนอำนาจในการพิจารณาคดีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ (ถนนรัชดาภิเษก)

พท.ชงศาลรัฐธรรมนูญยุบ ปชป.

เมื่อเวลา 10.30 น. นายสิงห์ทอง บัวชุม คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาวินิจฉัยยกคำร้อง 3 คำร้อง ได้แก่ 1. กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นให้วินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะหรือไม่ 2. กรณี กกต.ขอให้วินิจฉัยกรณีปัญหา 28 เขตเลือกตั้ง ว่าควรออกเป็น พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ ทั้งที่ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งเดิมยังมีผลใช้บังคับอยู่ การกระทำของ กกต.ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ และ 3.กรณีนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยการสิ้นสุดสถานะของรัฐบาลและให้มีนายกฯ คนกลางตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ โดยนอกจากให้ยกคำร้องแล้ว ยังขอให้วินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี

ผู้สมัคร ส.ส.พท.โร่พึ่งศาล ปค.

เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานศาลปกครอง นายจเร ตันฑ์พรชัย ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 สระบุรี พรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำฟ้องเป็นคดีหมายเลขที่ 343/2557 เพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งและออกเอกสารรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส. หาก กกต.ทราบคำสั่งของศาลปกครองแล้ว ให้ถือเอาคำสั่งศาลปกครองเป็นการแสดงเจตนา และให้ผู้ฟ้องนำสำเนาคำสั่งศาลปกครองไปรายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรได้ โดยนายจเรกล่าวว่า มาฟ้องในฐานะผู้มีส่วนเสียหายจากการเลือกตั้งที่ยังไม่มีการประกาศรับรองผล ความจริงที่ปรากฏพบว่า กกต.ทำหน้าที่อย่างล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ ส่อว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.มาตรา 20 หวังว่าศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะหรือไม่นั้น ได้ตระหนักว่าผู้เสียหายจากการเลือกตั้งอย่างตน ได้รับผลกระทบจาก กกต. ไม่ใช่รัฐบาล

จัด จนท.แสนนายคุมเลือก ส.ว.

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรรมการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) แถลงว่า ที่ประชุม ศรส. ได้รับแจ้งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า ได้กำหนดมาตรการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัย การเลือกตั้ง ส.ว.ล่วงหน้า วันที่ 23 มี.ค. และเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 30 มี.ค. โดยจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้งขึ้นในทุกระดับ จัดชุดรักษาความปลอดภัยสถานที่เลือกตั้ง สถานที่พิมพ์บัตรเลือกตั้ง และสถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง รวมถึงสนับสนุนการเลือกตั้งตามที่ กกต.ร้องขอ โดยเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 1 แสนนาย เพื่อให้การเลือกตั้ง ส.ว.เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

กกต.ไฟเขียวโผโยกย้ายทหาร–ตร.

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่สำนักงาน กกต. นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือและลงมติในหลายประเด็น จากนั้นนายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีนี้ จำนวน 203 นาย ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ นอกจากนี้ยังเห็นชอบแต่งตั้งนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ตั้งแต่นายร้อยตำรวจถึงพันตำรวจเอก 175 ตำแหน่ง ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอมา นอกจากนี้ได้ยกคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ยื่นเอาผิดนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กรณีให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการไต่สวนคำร้องสมาชิกรัฐสภา 383 คน ที่อาจเข้าข่ายจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด เพราะ กกต.เห็นว่าไม่เข้าข่ายความผิด เป็นเพียงการชี้แจงความคืบหน้าการทำงานของ ป.ป.ช.เท่านั้น นอกจากนี้ กกต.มีมติ 3 ต่อ 1 ให้ปลดนางศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ จากตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษากรณีกระทำผิดวินัยร้ายแรง ในการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์อาชีวศึกษาภายใต้โครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 (เอสพี 2)

ทนาย “ปู” ยื้อ 45 วันแจงจำนำข้าว

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. จ.นนทบุรี นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รับผิดชอบคดีรับจำนำข้าว เข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอขยายเวลาการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยนายนรวิชญ์กล่าวว่า ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปอีก 45 วัน จากเดิมจะครบกำหนดชี้แจงวันที่ 14 มี.ค. เชื่อว่า ป.ป.ช.คงไม่ขัดข้อง เพราะเป็นครั้งแรกที่ขอขยายเวลา ต้องดูว่า ป.ป.ช.จะขยายเวลาให้หรือไม่ ยืนยันว่าไม่ได้ยื้อเวลา

ข้องใจ ป.ป.ช.ตุกติกกั๊กข้อมูล

นายนรวิชญ์กล่าวว่า คณะทำงานผู้รับผิดชอบคดีได้ตรวจสอบสำเนาหลักฐานที่คัดลอกไปเบื้องต้น 12 รายการ เอกสาร 49 แผ่น อาทิ หนังสือที่ ป.ป.ช. คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่งคำเตือนถึงรัฐบาล ซึ่งเอกสารเหล่านี้กว้างมาก อยากให้ ป.ป.ช.เจาะจงเลยว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายกฯคือส่วนใด เพราะการกล่าวหาว่าบิดเบือนกลไกการตลาด ข้าวเสื่อมราคา และมีการทุจริตทุกขั้นตอน แต่กลับไม่มีเอกสารเหล่านี้ประกอบ หากเป็นเช่นนี้คงต้องขอตรวจพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อนำไปประกอบการแก้ข้อกล่าวหา ซึ่ง ป.ป.ช.ไม่ได้ให้เอกสารทั้งหมดน่าจะมีเอกสารมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่ 49 แผ่น แต่เท่าที่สอบถาม ป.ป.ช.ชี้แจงว่าให้ได้เฉพาะ 12 รายการ 49 แผ่นนี้เท่านั้น จึงมองว่ามีความแตกต่างจากคดีประกันราคาข้าวสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ ป.ป.ช.บอกว่ามีเอกสารจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับ

สวดยับแจ้งข้อหาคลุมเครือ

นายนรวิชญ์กล่าวว่า นายกฯไม่มีความกังวลยินดีจะชี้แจง แต่ขอให้รู้ประเด็นชัดๆจะได้มีข้อมูลมาชี้แจง ไม่ใช่กล่าวหาแบบกว้างๆ การที่ ป.ป.ช.อ้างว่านายกฯต้องรับผิดชอบในฐานะเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินมาตรา 11 นั้น ก็ต้องอธิบายให้ชัดว่าสั่งการตรงไหน เจาะจงให้ชัดเจน เพราะโครงการนี้มีหลายระดับตั้งแต่ระดับนโยบายมาถึงระดับปฏิบัติการ นายกฯเป็นหัวหน้ารัฐบาลในระดับนโยบาย ส่วนการปฏิบัติหากมีการทุจริตต้องไปว่ากันในจุดๆนั้น นายกฯไม่ปกป้องคนทุจริตอยู่แล้ว

เริ่มเชือดคดีแก้ รธน.ปลาย มี.ค.

ขณะที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีถอดถอน ส.ส.และ ส.ว. 308 คน กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบว่า ขณะนี้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 308 คน ทยอยเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่มีบางส่วนขอเลื่อนและขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติม อาทิ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ที่ขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนพยานเพิ่มเติมบางส่วน ซึ่ง ป.ป.ช.ก็อนุญาตตามที่ร้องขอมา คาดว่าปลายเดือน มี.ค. จะเริ่มทยอยชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาได้ ไต่สวนใครเสร็จก่อนจะสรุปทันที ไม่ต้องรอชี้มูลความผิดพร้อมกันทั้ง 308 คน โดยการพิจารณาว่าใครมีความผิดหรือไม่ จะดูจากเจตนาของผู้ถูกกล่าวหาประกอบกับรัฐธรรมนูญเป็นหลัก

13 มี.ค. 2557 07:23 13 มี.ค. 2557 07:23 ไทยรัฐ