วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ซ้ำรอยหนังม้วนเดิม 13 มี.ค. แดงทะลักเข้ากรุง บี้รัฐ 'ยุบสภา'

เมื่อเมืองหลวงอย่าง “กรุงเทพฯ” กลายเป็นศูนย์กลางการต่อสู้เรียกร้อง ทั้งกลุ่มก้อนทางการเมือง ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการประกอบอาชีพ ไปจนถึงเกษตรกร

ณ วันนี้ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ยังคงชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งประกาศยุบสภาแล้ว ลาออกจากรัฐบาลรักษาการ พร้อมคืนอำนาจให้ประชาชน และแม้จะยุบรวมเหลือเวทีสวนลุมพินี เพียงเวทีเดียว แต่ก็ยังมีมวลมหาประชาชนให้การสนับสนุน และพร้อมออกมาเดินขบวนทุกครั้งที่ "ลุงกำนัน" ประกาศรวมพล

เหมือนหนังเก่าที่ถูกนำมารีเมก!!

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2553 หรือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนั้นเป็นอีกวัน ที่กลุ่มก้อนทางการเมือง อย่าง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดงจากจังหวัดต่างๆ ออกเดินทางจากจุดนัดหมาย มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ จุดหมายปลายทางที่สะพานผ่านฟ้าฯ เวทีหลักของการชุมนุม เพื่อขับไล่รัฐบาล กดดันให้ยุบสภา โดยอ้างว่ารัฐบาลมีการกระทำสองมาตรฐาน ทำให้บ้านเมืองแตกแยก ประชาชนเดือดร้อนจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำอย่างรุนแรง ฯลฯ

แม้จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นการชุมนุมในครั้งนั้นได้ โดยแกนนำอย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ แถลงว่า แม้จะมีการสั่งการให้ทหาร ออกมาสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมตามพื้นที่รอบกรุงเทพฯ แต่ยืนยัน จะเคลื่อนเข้าไปชุมนุมในกรุงเทพฯ ให้ได้ เพราะถือเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ และแม้รัฐบาลมีความพยายามที่จะจับตัวแกนนำ จนไม่เหลือผู้นำ แต่ม็อบคนเสื้อแดง ก็เหมือนรถไฟเครื่องดีเซลราง ไม่มีผู้นำก็เคลื่อนได้ และพร้อมที่จะยกระดับการต่อสู้ จนกว่ารัฐบาละยุบสภา

ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 มีนาคม ทีมงานและหน่วยรักษาความปลอดภัยของ นปช. ได้ลงพื้นที่จัดเตรียมสถานที่การชุมนุม โดยมีการตั้งเวทีขนาดใหญ่ติดหลังคาโดม วางระบบเครื่องเสียง ติดตั้งจอโปรเจกเตอร์ ตลอดถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่แยก จปร. ยาวไปจนถึงแยะสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และจากแยกสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ไปจนถึงหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์
 จากนั้น ตลอดทั้งวัน ได้มีแกนนำสลับกันขึ้นปราศรัย

ตกดึก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามายังเวที โดยกล่าวขอบคุณผู้ที่มาเข้าร่วมชุมนุม พร้อมปฏิเสธข่าวที่ถูกยูเออี ขับออกจากประเทศ ทั้งยังสัญญาว่าจะกลับมาตอบแทนบุญคุณพี่น้องคนไทยที่ช่วยเหลือประเทศ และไม่ทิ้งกัน

ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดง ประกาศขีดเส้นตาย ภายในวันที่ 15 มีนาคม หากรัฐบาลยังไม่ยุบสภา ก็พร้อมเคลื่อนมวลชน 1 ล้านคน ไปทั่ว กทม.

สวนทางกับ นายปลอดประสพ สุรัสวดี นายพีรพันธุ์ พาลุสุข นายไพจิต ศรีวรขาน สามเกลอจากพรรคเพื่อไทย ที่เรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 เปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อให้มีการอภิปราย โดยไม่มีการลงมติ เพราะเชื่อว่า เวทีรัฐสภาจะช่วยคลี่คลายปัญหา และเพื่อไม่ให้รัฐใช้อำนาจจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหาทางออกให้ประเทศไทย

ฟากท่าทีของรัฐบาล ที่เปลี่ยนไปใช้กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) บางเขน เป็นที่ประชุมประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหวของม็อบเสื้อแดง แทนทำเนียบรัฐบาล อ้างว่าจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยนายอภิสิทธิ์ ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.)  มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ทำหน้าที่เป็น ผอ.ศอ.รส.

โดย นายอภิสิทธิ์ ยืนยันหนักแน่นจะ "ไม่ยุบสภา" ตามข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดง อ้างมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่จะอยู่จนครบเทอม และเสนอว่าจะต้องมีการเจรจา ให้ทราบข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ  ไม่ใช่ยื่นคำขาด

ขณะที่ นายสุเทพ ระบุ รัฐบาลจะไม่เพิ่มมาตรการในการจัดการม็อบเสื้อแดง หากเป็นการชุมนุมโดยสงบ และอยู่ในกรอบของกฎหมาย พร้อมยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ที่ยืนรักษาการอยู่ตามถนนต่างๆ นั้น ไม่มีอาวุธ จะมีอาวุธเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นสายตรวจลาดตระเวนเท่านั้น ส่วนถ้าในการชุมนุม มีผู้เข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ ก็ต้องมีตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ หรือหน่วยสวาทอาวุธครบมือ ไว้จัดการกับคนร้ายโดยเฉพาะ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง

ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เอง ก็มีการตั้งวอร์รูม เพื่อประเมินสถานการณ์ในครั้งนั้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าจะมีการพยายามทำให้เกิดความรุนแรง เพราะหากมีผู้ร่วมชุมนุมมาก จะทำให้ยืดเยื้อ และส่งผลต่อการใช้เงินในการจัดชุมชุนมากขึ้น จึงเป็นไปได้ที่แกนนำบางกลุ่มพยายามจะเร่งเกมเร็ว และรีบปิดเกม เพื่อลดต้นทุน

รวมถึงยังมีสัญญาณที่เอื้อต่อการเร่งปิดเกม จากกรณีที่บุคคลในครอบครัวชินวัตร พากันเดินทางออกนอกประเทศ แม้ภายหลังจะมีการยืนยันว่า เป็นการเดินทางไปพักผ่อนเท่านั้น และมีกำหนดที่จะเดินทางกลับ

ขณะที่สื่อนอกอย่าง รอยเตอร์ เสนอรายงานสถานการณ์การเมืองไทย จากการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า  มีความเป็นไปได้ 4 แบบ คือ 1. รัฐบาลสามารถฟันฝ่าเหตุประท้วงไปได้ 2. เกิดเหตุรุนแรง แต่สุดท้ายรัฐบาลก็เอาอยู่ 3. รัฐบาลเกิดความระส่ำระส่าย และ 4. เกิดการประท้วงบานปลายจนกลายเป็นความรุนแรง และนำไปสู่การยุบสภา

ไม่ว่าหนังเรื่องเก่าเล่าใหม่นี้ จะถูกวางตอนจบไว้อย่างไร แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังไทย ก็ต้องเชียร์ให้จบแบบ "แฮปปี้เอนดิ้ง".

 

เมื่อเมืองหลวงอย่าง “กรุงเทพฯ” กลายเป็นศูนย์กลางการต่อสู้เรียกร้อง ทั้งกลุ่มก้อนทางการเมือง ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการประกอบอาชีพ ไปจนถึงเกษตรกร ... 12 มี.ค. 2557 14:49 12 มี.ค. 2557 15:43 ไทยรัฐ