วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ดวงดาวแห่งความทรงจำ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์'MERCEDES BENZ' (ตอนที่2)

Mercedes Benz GmbH ร่วมกับ Mercedes Benz Thailand นำชมประวัติศาสตร์ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ที่มีอายุยืนยาวกว่า 126 ปี ดาวประดับใจกับการเดินชมรถยนต์ ที่ครั้งหนึ่งเคยโลดแล่นอยู่ในหน้าบันทึกแห่งความทรงจำ...

จากดวงดาวในห้วงดาราจักร ที่ถูกเรียงร้อยหล่อหลอมจนกลายเป็นดาวที่สุกสว่าง ผสานจินตนาการขับเคลื่อนความฝัน ไปบนเส้นทางที่งดงาม ดวงดาวสามแฉกกลายเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศ เชื่อมโยงกับความมีชื่อเสียง เป็นเครื่องหมายในวงการรถยนต์ที่สามารถจดจำได้ง่าย Mercedes Benz ยังเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่มีชื่อเสียงกว้างไกลไปทั่วโลก เป็นผู้ผลิตรถที่เน้นคุณภาพของงานประกอบกับวัสดุที่เลือกใช้ ที่ต้องสื่อให้เห็นถึงความงามในแทบจะทุกตำแหน่ง

Mercedes Benz GmbH ยังเดินหน้าคิดค้นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชั้นสูง ที่นำมาปรับใช้กับรถยนต์ของแบรนด์ตัวเองในทุกยุคสมัย ปัจจุบันนี้ Mercedes Benz GmbH กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมัน ที่เป็นผู้นำชั้นแนวหน้าของวงการยนตรกรรม เรื่องราวแห่งความมหัศจรรย์ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 126 ปีก่อนของบริษัทแห่งนี้ ถูกถ่ายทอดอย่างหมดจดและงดงาม ในพิพิธภัณฑ์ Mercedes Benz Museum Stuttgart Germany


Germany After World War II
ปี ค.ศ. 1930 Mercedes Benz เริ่มมีชื่อเสียงในด้านการเป็นรถยนต์ ที่มีทั้งความหรูและประสิทธิภาพ คุณภาพการผลิต ตลอดจนการขับขี่ควบคุมที่แปลกแยกออกไป ความสามารถในการออกแบบ ความยอดเยี่ยมในด้านเทคนิค หากมองย้อนกลับไปในห้วงเวลาช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ไล่เรียงไปจนถึงช่วงหลังสงคราม ที่เยอรมันทั้งชาติต้องเผชิญกับความยากลำบาก ในการกอบกู้ประเทศจากเศษซากที่หลงเหลืออยู่ในบั้นปลายของความพ่ายแพ้ แรงผลักดันกับความมุ่งมั่นของคนเยอรมันทั้งประเทศถูกท้าทายด้วยซากปรักหักพังของโรงงานและบ้านเรือนในยุคหลังสงคราม


1938 Daimler Benz Grosser Cabriolet


1934 Daimler Benz G4
ก่อนและหลังสงคราม Mercedes Benz ได้ผลิตรถยนต์ส่วนหนึ่งสำหรับบุคคลสำคัญ เช่น กษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ เจ้านายและชนชั้นสูง โดยทำการผลิตในรูปแบบที่มีความหรูหราของอุปกรณ์มากเป็นพิเศษและผลิตในจำนวนจำกัด รถยนต์เหล่านี้มีการตกแต่งอย่างประณีต ซึ่งได้กลายมาเป็นที่ต้องการของบุคคลระดับไกเซอร์ หรือแม้แต่จักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่น รถยนต์รุ่น Grosser ที่กล่าวถึงนี้ มีแซสซีส์ที่ออกแบบให้มีความคงทน แข็งแกร่ง ครอบด้วยตัวถังที่งดงามอ่อนช้อย วางเครื่องยนต์แบบแถวเรียง 8 สูบ 7.7 ลิตร 200 แรงม้า อัดอากาศด้วยซุปเปอร์ชาร์จ

 

รุ่นที่ได้รับความนิยมจากเหล่าบรรดาผู้นำและชนชั้นสูง ได้แก่ รุ่น Grosser Cabriolet ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1938 สำหรับรถตรวจการทางทหาร Mercedes Benz G4 ได้กลายมาเป็นยานยนต์ของกองทัพบกเยอรมัน รถรุ่นนี้มักถูกนำมาใช้งานในการตรวจพลสวนสนาม งานลาดตระเวณระยะไกล ที่ผู้นำของกองทัพต้องการเข้าไปสังเกตการณ์ในเขตแนวหน้า Benz G4 ยานพาหนะทางทหารแบบ 6 ล้อ ออกแบบให้สามารถบุกตะลุยไปในที่ทุรกันดารด้วยระบบขับเคลื่อนทุกล้อ ที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ


1935 Mercedes Benz 770 Grober Pullman Limousine
ถูกแนะนำเป็นครั้งแรกในช่วงปลายปี 1935 ด้วยแซสซีส์ทรงไม้กางเขน พร้อมกับระบบกันสะเทือนแบบเพลาสวิง เครื่องยนต์ถูกอัพขนาดให้มีความจุมากขึ้น เพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยน้ำหนักตัวที่มากถึง 2.3 ตัน รถ 770 Grober Pullman Limousine ได้กลายมาเป็นพาหนะชั้นดีของสมาชิกในพรรคนาซี โดยมีโครงการที่จะพัฒนาไปเป็นรถแข่งที่จะต้องวางเครื่องยนต์ V12 แต่ต้องล้มเลิกโครงการไปเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่สอง

 

รถ 770 Grober Pullman Limousine นับเป็นรถลีมูซีนคันโต ที่ได้รับความนิยมไปทั่ว เครื่องยนต์แบบแถวเรียง 8 สูบ ปริมาตรความจุรวม 7655 ซีซี พละกำลัง 150 แรงม้า หรือ 141 กิโลวัตต์ ที่ย่าน 2800 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 93 ไมล์ต่อชั่วโมง


1965 Mercedes Benz 600 Pullman Staats Limousine
ปี ค.ศ. 1965 Mercedes-Benz นำเสนอรถใหม่ที่กำลังกลายเป็นรถยนต์แห่งศักดิ์ศรี นี่คือ Mercedes-Benz 600 Pullman Staats Limousine รถลีมูซีนหุ้มเกราะที่คอยปกป้องผู้โดยสารระดับ VIP หลังคายกสูง เพื่อเพิ่มพื้นที่เหนือศีรษะ 600 Pullman ได้รับการผลิตโดยเริ่มต้นจากปี ค.ศ. 1965 นับเป็นตัวอย่างที่ไม่ซ้ำกันสำหรับรถยนต์รุ่นเรือธงของค่ายตราดาว

 

กว่า 30 ปีที่ 600 Pullman Staats Limousine รับใช้อย่างซื่อสัตย์ต่อกษัตริย์ นายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี รวมถึงบุคคลสำคัญของโลก รถ Benz 600 Pullman Staats Limousine วางเครื่องยนต์แบบ V8 ปริมาตรความจุ 6332 ซีซี ให้กำลัง 250 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อนุกรมการผลิตเริ่มจากปี ค.ศ. 1965 ไปจนถึงปี ค.ศ. 1980


1949 Benz Unimog 25 PS
หลายบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมัน ต้องเข้าร่วมในช่วงสงคราม กับการผลิตอากาศยาน พาหนะทางทหาร เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการรบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mercedes-Benz วิศวกร Mr. Friedrich รับผิดชอบในส่วนของการบูรณะโรงงาน หลังจากผ่านสงครามที่โหดร้าย เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง เยอรมนีตกอยู่ในสภาวะของผู้แพ้และโดนสั่งห้ามไม่ให้ทำการผลิตอาวุธยุทธภัณฑ์ โดยจำกัดจำนวนการผลิตอาวุธและอุปกรณ์ทางทหาร สำหรับการป้องกันตนเองเท่านั้น รถ Unimog ซึ่งในตอนแรกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานในกองทัพ

 

หลังจากนั้นมันถูกปรับปรุงเพื่อนำมาใช้งานในภาคเกษตรกรรม Unimog เป็นพาหนะทางทหารที่มีใต้ท้องสูงระบบสปริงที่สอดคล้องกันสำหรับทั้งสี่ล้อ รวมถึงระบบขับเคลื่อนที่สามารถวิ่งลุยท้องไร่ท้องนาในเยอรมันได้อย่างสบาย แม้ว่าล้อมีขนาดเล็ก แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วเมื่อขับในท้อง นา เกียร์แบบพิเศษส่งกำลังไปยังเพลาขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ โดยทั่วไปสำหรับ Unimog 45 PS ถูกออกแบบให้มีพื้นที่สำหรับขนส่งสินค้าทางการเกษตร มันมีความเร็วที่สูงกว่ารถไถแบบปกติ นับเป็นครั้งแรกที่เกษตรกรชาวไร่ของเยอรมันจะได้ควบรถที่วิ่งได้ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนทางเรียบ รถ Benz Unimog 25 PS วางเครื่องยนต์แบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 1697 ซีซี เครื่องยนต์ขนาดเล็กมีพละกำลัง 25 แรงม้า หรือ 18 กิโลวัตต์ ที่ 2350 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุดของรถคันนี้อยู่ที่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1949-1956 อนุกรมการผลิตทั้งสิ้นรวม 16850 คัน


1936 Mercedes Benz Grand-Prix Motor M25B
เครื่องยนต์ชั้นเยี่ยมที่สร้างประวัติศาสตร์ด้านมอเตอร์สปอร์ตให้กับแบรนด์ตราดาวในยุคแรกๆ นี่คือเครื่องยนต์รถแข่งฟอร์มูล่าวัน ที่ได้รับการเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี มันคือ เครื่องยนต์แบบเบนซินแถวเรียง 8 สูบ ปริมาตรความจุ 4740 ซีซี ให้กำลังมากถึง 433 แรงม้า หรือ 318 กิโลวัตต์ ที่ย่าน 5800 รอบต่อนาที ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องรอบจัดมากในยุคของรถแข่งช่วงก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สอง

 

Mercedes- Benz W25 คือ รถแข่งที่วางเครื่องรุ่นดังกล่าวและประสบความสำเร็จอย่างมาก การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ หรือรายการกรังด์ปรีซ์ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1934 เครื่อง Benz Grand-Prix Motor M25B ในรถแข่ง W25 คว้าชัยชนะเหนือรถแข่ง Alfa Romeo Tipo B เครื่องยนต์แบบ 8 สูบ กับระบบอัดอากาศแบบคอมเพรสเซอร์ที่ทันสมัยมากในยุคนั้น คอมเพรสเซอร์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า จ่ายเชื้อเพลิงเบนซินผ่านคาร์บูเรเตอร์คู่ ถังเก็บเชื้อเพลิงขนาด 215 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ธรรดาแบบ 4 สปีดบวกเกียร์ถอย ตัวถังผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอย น้ำหนักเบา


1955 Mercedes Benz SLR 722 Rac-car
ในปี ค.ศ. 1955 Mercedes Benz ส่งรถแข่งแบบเปิดหลังคาสไตล์ Roadster รุ่น SLR 300 โดยตั้งเป้าสำหรับการคว้าชัยในรายการแข่งขันรถยนต์ทางไกลของยุโรป Mille Miglia รายการแข่งรถที่โหดหินบนระยะทาง 1000 ไมล์ หรือ 1600 กิโลเมตร ซึ่งเป็นรายการที่รวบรวมรถแข่งสมรรถนะสูงอย่าง Ferrari, Maserati, Aston Martin นักขับรถแข่งชาวอังกฤษ เซอร์ สเตอร์ลิง มอสส์ ร่วมกับคนนำทาง เดนิส เจนกินสัน ควบเจ้า SLR 722 Rac-car ลากยาว 1600 กิโลเมตรและคว้าอันดับที่หนึ่งมาครองท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากที่ร่วมแสดงความยินดีกับชัยชนะดังกล่าว

 

รถ Mercedes Benz SLR 722 ได้รับการออกแบบโดยนักออกแบบชาวเยอรมัน Rudolf Uhlenhaut เป็นการออกแบบ โดยวางเครื่องยนต์ไว้ที่ด้านหน้า แล้วทำการร่นเครื่องยนต์ให้ใกล้กับตำแหน่งกึ่งกลางของตัวรถ (บล็อกเครื่องยนต์วางอยู่หลังเพลาหน้า) เพื่อที่จะให้การกระจายน้ำหนักที่เป็นกลางมากขึ้น ตัวถังแบบ Spaceframe ผลิตขึ้นจากวัสดุพวกแมกนีเซียมอัลลอย ตัวรถ 722 มีน้ำหนักเพียงแค่ 880 กิโลกรัม เครื่องยนต์แบบแถวเรียง 8 กระบอกสูบ M 196 ปริมาตรความจุ 2,981 ซีซี กระบอกสูบ 78.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 78.0 มิลลิเมตร ผลลัพธ์จากเครื่องยนต์สร้างพลัง 310 แรงม้า หรือ 230 กิโลวัตต์ ที่ 7,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 318 นิวตันเมตรที่ 5,950 รอบต่อนาที (1,337 กิโลปาสคาล)

เครื่องยนต์วางตามยาวเอียงทำมุม 33 องศา กลไกวาล์วแบบ Desmodromic รถ Mercedes Benz SLR 722 Rac-car มีความเร็วปลายที่ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 186 ไมล์ต่อชั่วโมง SLR เบอร์ 722 ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการแข่งขันรถยนต์ทางไกล โดยวิ่งผ่านธงตราหมากรุกด้วยการทำเวลาเฉลี่ย 10 ชั่วโมง 7 นาที 48 วินาที ด้วยความเร็วเฉลี่ย 157.65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดเส้นทางที่สุดอันตราย นักขับ เซอร์สเตอร์ลิง มอสส์ และคนนำทาง เดนิส เจนกินสัน ได้ขับรถที่สามารถทำเวลาเฉลี่ยเร็วที่สุด ในรายการ Mille Miglia และทำให้มันกลายเป็นรถสปอร์ตที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปี ค.ศ. 1955


1939 Mercedes Benz Weltrekordwagen T80
Mercedes Benz Weltrekordwagen T-80 เป็นความพยายามในการทำลายสถิติด้านความเร็วบนพื้นพิภพและแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าสูงสุดของวิศวกรรมยานยนต์จากเยอรมัน รถ Benz Weltrekordwagen T-80 ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการโดยพรรคนาซี มันถูกสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันโดยคำนึงถึงหลักด้านอากาศพลศาสตร์ แม้จะไม่เคยผ่านการทดสอบ เพราะการเริ่มต้นขึ้นของสงครามโลกครั้งที่สอง ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1939 มันถูกวางแผนไว้ว่า รถจะถูกขับเพื่อทำสถิติด้านความเร็วในปี ค.ศ. 1940 โดยคาดการณ์ไว้ที่ความเร็ว 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (373 ไมล์ต่อชั่วโมง)

 

รถ T-80 ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดของ Daimler Benz เป็นเครื่องยนต์อากาศยาน DB-603 กระบอกสูบรูปตัว V จำนวน 12 สูบ 44,522 ซีซี ซึ่งให้กำลังมหาศาลถึง 3,000 แรงม้า Dr Ferdinand Porsche ผู้ให้กำเนิดยนตรกรรม Porsche เป็นคนออกแบบ T-80 นับเป็นรถต้นแบบที่โชคดีมาก โดยถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีในช่วงสงคราม และรอดพ้นจากลูกระเบิดของเครื่องบินทิ้งระเบิดฝ่ายสัมพันธมิตร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง


1952 Mercedes Benz Rennsportwagen 300SL
รถ Benz Rennsportwagen 300SL คันนี้ มีชื่อเสียงมากที่สุด เมื่อคว้าชัยชนะที่งดงามในปี ค.ศ. 1952 ในรายการ Carrera Panamericana ซึ่งจัดการแข่งขันที่ประเทศเม็กซิโก ระหว่างการแข่งขัน Carrera Panamericana รถ 300SL Rennsportwagen กระจกหน้ารถถูกนกขนาดใหญ่บินตัดข้ามทางเข้ามาปะทะอย่างรุนแรง จนแตกกระจาย ทำให้วิศวกรของ Mercedes Benz ทำการคิดค้นชิ้นส่วนที่จะป้องกันกระจกบังลมบานหน้า โดยออกแบบโครงเหล็กให้ติดตั้งอยู่ตรงหน้าของกระจกบังลมหน้ารถเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก รถ Mercedes Benz Rennsportwagen 300SL วางเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 กระบอกสูบ กำลัง 170 แรงม้า เครื่องยนต์มีปริมาตรความจุ รวมทั้งสิ้น 2996 ซีซี สามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 239 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 143 ไมล์ต่อชั่วโมง


1969 Mercedes Benz C111 Concept
Mercedes Benz C111 คือ รถต้นแบบแนวคิดล้ำยุคในช่วงปี ค.ศ. 1968-1969 สไตล์ของมันประกอบขึ้นโดยใช้ความเพรียวบางของตัวถัง ซึ่งเน้นหนักไปที่ระบบอากาศพลศาสตร์ หรือแอร์โรไดนามิก Benz C111 Concept ถูกใช้ในการทดสอบวางเครื่องยนต์โรตารี่ เครื่องยนต์วางกลางลำตัว ให้กำลัง 350 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจากจุดหยุดนิ่งไปถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 4.7 วินาที

 

ผลงานการดีไซน์ที่สวยงามสำหรับรถต้นแบบในช่วงปลายยุค 60' นอกจากเรือนร่างที่ล้ำอนาคตแล้ว บานประตูแบบปีกนก หรือ Gullwing ทำให้เจ้า C111 ยังคงเป็นหนึ่งในรถยนต์ต้นแบบของแบรนด์ตราดาว ที่มีผู้คนชื่นชมมันมากที่สุด ในประวัติศาสตร์การสร้างรถยนต์สำหรับจัดเแสดงตามงานมอเตอร์โชว์สำคัญๆ ของโลก


1964 Mercedes Benz 230SL Pagoda Top
Mercedes Benz 230SL Pagoda (W113) รถสปอร์ตเปิดประทุนหลังคาผ้าและหลังคาแข็งแบบพิเศษที่สามารถถอดเก็บได้ เรือนร่างทรง Roadster 2 ที่นั่ง ขนาดกะทัดรัด เชื่อมโยงสภาพการขับพร้อมๆ ไปกับธรรมชาติรอบๆ ตัว ทั้งสายลมและแสงแดด มันปรากฏตัวพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบ ในรุ่น 230SL 250SL, 280SL เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 กระบอกสูบ วางตามยาวขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 4 สปีด หรือเกียร์ออโต 4 สปีด ปริมาตรความจุเครื่องยนต์ 2306 ซีซี ให้กำลัง 150 แรงม้า หรือ 110 กิโลวัตต์ ที่ 5500 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 124 ไมล์ต่อชั่วโมง ผลิตขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1963-1967 จำนวนการผลิตทั้งสิ้น 19831 คัน


1955 Mercedes Benz 300SL Gullwing
300SL Gullwing W198 i Series คือ ญาติผู้ใกล้ชิดกับ 300SL Roadster และรถแข่ง Uhlenhaut SLR โดยเฉพาะรุ่นประตูแบบปีกนกนางนวล ที่สร้างชื่อเสียงด้านงานออกแบบให้กับรถรุ่นนี้ ตั้งแต่เริ่มเปิดตัว เหล่าคนมีเงินและนักขับต่างนิยมชมชอบในความงามของรูปลักษณ์ ประตูแนวๆ ที่ใช้การเปิดแบบยกขึ้นคล้ายกับปีกของนกนางนวล คือ การปฏิวัติด้านงานดีไซน์บนเรือนร่างของสปอร์ตคาร์ยุคกลางทศวรรษที่ 50' รถสปอร์ตคูเป้สุดคลาสสิก 300SL Gullwing ในปัจจุบัน มีราคาค่าตัวน่าจะเกินกว่า 4.5 ล้านเหรียญ (US)

 

สำหรับเครื่องยนต์ของเจ้านกนางนวลคันนี้ วางเครื่องเบนซินแบบแถวเรียง 6 กระบอกสูบแบบซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮตแคมชาร์ป รหัสเครื่อง M198 เครื่องยนต์มีปริมาตรความจุ 2996 ซีซี ให้กำลัง 222 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 245 นิวตันเมตร ที่ 4600 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังวางเกียร์ธรรมดาแบบ 4 สปีด ตัวถังและชิ้นส่วนบางชิ้น ที่ผลิตขึ้นจากอัลลอย ทำให้ลดน้ำหนักลงไปได้ถึง 80 กิโลกรัม ซึ่งส่งผลไปถึงสมรรถนะด้านอัตราเร่งที่ดีขึ้น โดยเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 8.80 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 217 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 135 ไมล์ต่อชั่วโมง นับเป็นหนึ่งในสปอร์ตคาร์จากค่ายดาวสามแฉก ที่มีความคลาสสิกมากที่สุดในปัจจุบัน


1960 Mercedes Benz 300 Messwagen
รถคันนี้ถูกสร้างขึ้นโดยมีพื้นฐานของรุ่น 300 ปี 1950 วิศวกรของ Mercedes Benz ใช้รถคันนี้ในการเก็บบันทึกข้อมูลด้านประสิทธิภาพการทำงานและเทคนิคต่างๆ จากการใช้งานอุปกรณ์ภายใน รถ 300 Messwagen กลายเป็นยานยนต์สำหรับการวิจัยของค่ายตราดาว สายที่ระโยงระยางจากด้านหน้าต่อพ่วงกับอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ในยุค 60' ที่ค่อนข้างยุ่งยากและรกรุงรัง เนื่องจากยังไม่ได้มีการพัฒนาระบบส่งถ่ายข้อมูลแบบไร้สายเหมือนกับทุกวันนี้

 

Mercedes Benz 300 Messwagen วางเครื่องยนต์แถวเรียงแบบ 6 กระบอกสูบ 2996 ซีซี ให้กำลัง 160 แรงม้า หรือ 118 กิโลวัตต์ ที่ 5300 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุด 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 103 ไมล์ต่อชั่วโมง มันถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1960 โดยใช้เป็นรถเพื่อการวิจัยและพัฒนาเก็บข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ขณะวิ่งใช้งาน ของรถต้นแบบที่จะออกขายในอนาคต (ในยุค 60') และผลิตขึ้นมาเพียงแค่คันเดียวในโลกเท่านั้น


1960 Mercedes Benz LK338 Kipper
รถบรรทุกขนาดหนักคันนี้พบเห็นได้ทั่วไป เมื่อกว่า 50 ปีก่อนในประเทศไทย มันคือรถบรรทุกแบบอเนกประสงค์ขนาด 6 ล้อของแบรนด์ตราดาว Benz LK-388 Kipper มีรูปลักษณ์ที่สามารถจดจำได้ง่าย ด้านหน้ามีสันจมูกสั้นแบบรถบรรทุกโบราณ การออกแบบรถขนส่งคันนี้ คือ การปฏิวัติรถบรรทุกในยุคนั้น เครื่องยนต์ Kurzhauber 10,809 ซีซี เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 กระบอกสูบ กำลัง 180 แรงม้า หรือ 132 กิโลวัตต์ ที่ 2200 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุด 75 กิโลเมตร หรือ 47 ไมล์ต่อชั่วโมง

 

นับเป็นรถบรรทุกที่ส่งสินค้าไปยังร้านค้า ชักลากไม้ออกจากป่า ส่งกำลังบำรุงให้กับทหารราบ หรือแม้แต่ใช้เป็นรถดับเพลิง ฯลฯ เจ้ายักษ์คันนี้มีช่วงอายุของการผลิตยาวนานต่อเนื่องถึง 16 ปีอย่างไม่น่าเชื่อ รถ Benz LK338 Kipper สไตล์รถบรรทุก 6 ล้อ ผลิตขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1960-1976 น้ำหนักตัวที่มากถึง 7.5 ตัน ทำให้มันวิ่งได้แค่ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น


1954 Mercedes Benz 300 S Cabriolet
Mercedes Benz 300S แปลง Type (W188 I) มาเป็นรถหรูหราคันใหญ่ยักษ์แบบเปิดหลังคา มันถูกสร้างในจำนวนจำกัดและมีราคาแพงมหาศาล กษัตริย์ชาห์แห่งอิหร่าน เป็นหนึ่งในลูกค้าคนสำคัญ รวมถึงเหล่าศิลปินและดาราชื่อก้องของ Hollywood โดยถูกนำมาเข้าฉากในภาพยนตร์ยอดนิยม 300S Cabriolet ถูกผลิตเพียงสี่ปี โดยเริ่มต้นในปี 1951 มีเพียงแค่ 560 คันเท่านั้น ที่ถูกขับออกจากประตูโรงงาน มันใช้เครื่องยนต์รุ่นเดียวกันกับ 300SL Gullwing แต่ผลิตพลังงานน้อยกว่า เนื่องจากขนาดและน้ำหนักตัว เครื่องยนต์เบนซินแบบแถวเรียง 6 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 2996 ซีซี มีพละกำลังเพียแค่ 150 แรงม้า ซึ่งทำความเร็วสูงสุดได้แค่ 175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (108 ไมล์ต่อชั่วโมง) ศักดิ์ศรีที่เทียบเท่า CL-Class ในปัจจุบันทำให้มันเป็นรถยนต์ของผู้ดีที่นิยมรถเปิดประทุนคันโตไปโดยปริยาย


1984 Mercedes Benz 190E
ต้นตระกูลของ C-Class ในปัจจุบัน รถซีดานยอดนิยมของครอบครัวขนาดเล็กรุ่น 190E คันนี้ ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกแห่งยนตรกรรม เมื่อปี ค.ศ. 1982 ด้วยยอดผลิตทั้งสิ้น 638180 คัน บ่งบอกถึงความนิยมชมชอบและประสิทธิภาพของตัวรถได้เป็นอย่างดี เจ้า Baby Benz รุ่นนี้ มีทุกอย่างที่คุณต้องการ เปลือกตัวถังทรงเหลี่ยมที่เน้นความคงทน ความแข็งแกร่งของแซสซีส์ และระบบรองรับบวกเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนที่ทันสมัยมากในปี ค.ศ. 1984 รุ่น 190E วางเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 1997 ซีซี ให้กำลังในรูปแรงม้าที่ 122 แรงม้า หรือ 90 กิโลวัตต์ ที่ย่าน 5500 รอบต่อนาที

 

ส่วนความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 195 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 121 ไมล์ต่อชั่วโมง ขึ้นสู่สายการผลิตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ไปจนถึงปี ค.ศ. 1993 จำนวน 6.3 แสนคัน เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของ Baby Benz รุ่นแรงสุด 2.3 AMG กับพลังแรงม้าที่อัพเกรดโดยระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบถูกนำไปใช้ในสนามแข่งรถทั่วโลก


1979 Mercedes Benz O-303 Reise-Omnibus
Mercedes Benz O-303 Reise-Omnibus รถโดยสารระดับ VIP คันนี้ ปรากฏตัวขึ้นในปี ค.ศ. 1974 นักออกแบบของ Mercedes Benz กำหนดแนวทางใหม่ของความสะดวกสบายและความปลอดภัยในอุตสาหกรรมรถบัส มันถูกขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ดีเซลแบบ V8 ปริมาตรความจุ 12,763 ซีซี ซึ่งให้กำลังถึง 256 แรงม้า

 

แม้ว่าจะสามารถเข้าถึงความเร็วสูงสุด 123 กิโลเมตร (77 ไมล์ต่อชั่วโมง) แต่รถโดยสารทุกคันในทวีปยุโรป ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยมีการจำกัดความเร็วของรถบัสสาธารณะไว้ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (50 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในทุกประเภทของถนนที่ระบุไว้ ในปี 1981, O-303 กลายเป็นรถบัสคันแรกของโลกที่มีการติดตั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS ความนิยมของรถ Benz O-303 Reise-Omnibus สามารถเห็นได้จากยอดการผลิตทั้งสิ้นรวม 25,778 คัน โดยถูกผลิตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974-1992 สำหรับรับ-ส่งพนักงาน ทีมกีฬา การเดินทางระยะไกลด้วยการขนคนครั้งละ 48-50 ที่นั่ง


1991 Mercedes Benz 500SL Princess Diana
Sport-Roadster รุ่นใหญ่ตระกูล SL คันนี้ คือ รถยนต์ส่วนพระองค์ของ Princess Diana ความงดงามที่ควบคู่ไปกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ทำให้เศรษฐีจำนวนมากยอมควักกระเป๋า เพื่อแลกกับสปอร์ตเปิดหลังคารุ่นนี้ นอกจากรุ่น 500 SL ยังมีรุ่น 600 SL / 280SL / 350SL ซึ่งเป็นรุ่นที่มีเครื่องยนต์แยกย่อยลดหลั่นกันตามระดับของราคาค่าตัว

 

Mercedes Benz 500SL สีแดง คันที่จอดโชว์ตัวอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นรถยนต์ส่วนพระองค์ของเจ้าหญิง Diana รถ 500SL วางเครื่องยนต์แบบ V8 ปริมาตรความจุ 4973 ซีซี กำลังสูงสุด 326 แรงม้าที่ 5500 รอบต่อนาที ความเร็วปลายที่ทำได้ คือ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เริ่มต้นสายการผลิตในปี ค.ศ. 1989 และสิ้นสุดสายการผลิตลงในปี ค.ศ. 1998 โดยมีจำนวนการผลิตทั้งสิ้นรวม 70344 คัน หากสังเกตให้ดีๆ สปอร์ตคาร์ของเจ้าหญิงสุดสวยคันนี้ ยังคงมีรอยพระหัตถ์ประทับอยู่ที่บริเวณมือจับที่เปิดประตูฝั่งคนขับ (ฝั่งขวา) เนื่องจากเจ้าหญิง Diana ทรงไว้เล็บค่อนข้างยาวนั่นเอง


Mercedes Benz Museum Stuttgart Germany
จากส่วนจัดแสดงรถยนต์หรูหราของบุคคลสำคัญ ผมเดินมาถึงชั้นลอยที่จัดแสดงรถแข่งของแบรนด์ตราดาว ซึ่งเคยสร้างประวัติศาสตร์ในสนามแข่งรถทั่วโลก รถแข่งทุกคันถูกจัดแสดงในลักษณะที่ห้อเต็มกำลังอยู่ในแทรคของสนามแข่ง ไล่เรียงกันไปตามปีที่ผลิต ซึ่งทุกคันล้วนเป็นรถที่ผ่านการแข่งมาอย่างโชกโชน และคว้าถ้วยรางวัลมาครอบครอง เป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของแบรนด์ตราดาว

 

จากจุดนี้ไปผมเดินผ่าน 300SLR หรือแม้กระทั่งรถแข่ง F1 ในยุคแรกเริ่มของทีมธนูเงิน ถ้วยรางวัลตั้งเรียงรายราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วางอยู่บนแท่นบูชา ตู้กระจกที่ใส่เครื่องยนต์ของรถฟอร์มูล่าวัน ซึ่งเคยคำรามอยู่ในสนามแข่ง F1 ทั่วโลก ที่น่าทึ่งก็คือ ผู้ที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ สามารถสัมผัสกับรถยนต์ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ได้อย่างใกล้ชิด แบบทีี่ไม่เคยมีพิพิธภัณฑ์รถยนต์ที่ใดเหมือน

ทั้งนี้ คุณสามารถเดินเข้าไปดู Cockpit ที่ดุดันของ Mercedes Benz SLR 722 Rac-car สูดกลิ่นไอของชัยชนะที่ยังคงหลงเหลืออยู่ พร้อมๆ ไปกับการหลับตานึกภาพย้อนเวลากลับไปในวันที่รถคันนี้วิ่งฝ่าฝุ่นลูกรังในอิตาลี บนระยะทางยาวไกลถึง 1600 กิโลเมตร ก่อนที่จะวิ่งผ่านธงตราหมากรุกเป็นคันแรก ผมแทบจะเอื้อมมือไปสัมผัสกับพวงมาลัย ที่ครั้งหนึ่ง เซอร์ สเตอร์ลิ่ง มอสส์ เคยหมุนสาวอย่างรวดเร็ว เพื่อประคองรถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง มันใกล้จนคุณสามารถจินตนาการถึงความเร็วปลายเกือบๆ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนทางตรงที่เต็มไปด้วยอันตรายในรายการ Mille Miglia


Mercedes Benz Museum Stuttgart Germany
จากชั้นที่ 9 ลงมาถึงชั้นล่างๆ ก่อนจะสิ้นสุดการเยี่ยมชม ผมอยากจะใช้เวลาทั้งหมดที่เหลืออยู่ในส่วนจัดแสดงรถแข่ง โดยปล่อยให้เพื่อนๆ เดินลงไปก่อน ด้วยการเดินชมส่วนจัดแสดงอื่นๆ ผมกับ พี่แมน ทัศไนย ไรวา บก.ของแมกกาซีน CAR Thai-Edition เดินพล่านเหมือนเด็กที่หลุดเข้าไปในร้านขายของเล่น แต่ไม่มีเงินติดตัวมาด้วย

 

จากรถคันหนึ่งไปยังอีกคันหนึ่ง ใช้มือลูบเบาๆ ไปตามตัวถัง ส่วนจมูกก็สูดดมไปบนผิวของห้องโดยสารที่มีกลิ่นอับๆ และกลิ่นหนัง รวมถึงกลิ่นของน้ำมันเครื่อง มันเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากสำหรับคนบ้ารถ เมื่อคุณมายืนอยู่ตรงหน้ารถยนต์ ที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างความมหัศจรรย์และความตื่นตาตื่นใจในสนามแข่ง ห้องโดยสารของรถแข่งบางคันที่เปิดโล่ง สามารถบอกเรื่องราวที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี กลิ่นคราบเหนียวของน้ำมันหล่อลื่น ยางที่ครั้งหนึ่งเคยถูกบดจนไหม้ควันท่วม ตาที่เบิกโพลงของนักแข่งและไอของน้ำมันเชื้อเพลิงออกเทนสูง ผมมีเวลาไม่มากพอที่จะมานั่งจินตนาการถึงอดีตอันหอมหวานของดวงดาวชราเหล่านี้

สำหรับคนที่ดูแลรถยนต์ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ในนี้ คงจะมีงานล้นมือทั้งวันเมื่อพิพิธภัณฑ์ปิด เจ้าหน้าที่รับผิดชอบในส่วนของการดูแลทรัพย์สินที่ประเมินค่าไม่ได้ในนี้ คงต้องเช็ดทำความสะอาดตัวถังของรถบางคัน เนื่องจากไม่มีเชือกมาคอยกั้น อย่างที่บอกว่าใน Mercedes Benz Museum นั้น ไม่มีการนำเชือกมาปิดกั้นระหว่างผู้เข้าชมกับรถยนต์ที่จัดแสดง ทำให้การเข้าถึงประวัติศาสตร์เหล่านี้ทำได้อย่างใกล้ชิดมากๆ

Mercedes Benz Museum ให้อะไรๆ กับคนที่เข้าชมมากมาย แม้คนเหล่านั้นจะไม่ได้บ้ารถเหมือนกับผม ดวงดาวแห่งความทรงจำที่จอดอยู่ในนี้ ยังคงตราตรึงอยู่ในจิตวิญญาณของผู้คนทั่วโลก มันเหมือนกับการรอคอยเวลาที่จะได้ออกไปโลดแล่นอีกครั้งบนวิถีทาง ที่มันเคยทำมาอย่างยิ่งใหญ่ในอดีตนั่นเอง.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

Mercedes Benz GmbH ร่วมกับ Mercedes Benz Thailand นำชมประวัติศาสตร์ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ที่มีอายุยืนยาวกว่า 126 ปี ดาวประดับใจกับการเดินชมรถยนต์ ที่ครั้งหนึ่งเคยโลดแล่นอยู่ในหน้าบันทึกแห่งความทรงจำ... 12 มี.ค. 2557 12:50 12 มี.ค. 2557 14:12 ไทยรัฐ