วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แรงงานข้ามชาติในอีสาน ผิดกฎหมายแน่แต่จำเป็น

โดย

ปัญหาแรงงานต่างด้าวยังมีอยู่ในประเทศไทย แรงงานที่หลั่งไหลเข้ามานั้น มาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า ลาว กัมพูชา และไกลออกไปอย่างจีนและเวียดนาม
แรงงานเหล่านั้น มิเพียงเข้ามาขายแรงในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ หากยังกระจายตัวอยู่ตามภาคต่างๆ ทำงานในด้านบริการ ในโรงงานอุตสาหกรรม ในบ้านเรือน และในไร่นา ลักษณะการรับจ้างมีทั้งรายวัน รายเดือน และรับเหมาเป็นงานๆไป

ในภาคอีสานเดิมเป็นแหล่งแรงงานขนาดใหญ่ ปัจจุบันกลับเป็นแหล่งงานของแรงงานข้ามชาติหลั่งไหลเข้ามา ผศ.ดร.บัญญัติ สาลี อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หนึ่งในผู้วิจัยแรงงานข้ามชาติ บอกในงานเสวนาเรื่องแรงงานข้ามชาติในอีสาน จัดโดยมูลนิธิโตโยต้า ประเทศไทย ที่ ม.อุบลราชธานี ว่า แรงงานจากกัมพูชาเป็นหนึ่งในแรงงานข้ามชาติในภาคอีสาน

สาเหตุที่หลั่งไหลเข้ามามากเพราะว่าชายแดนของเราติดกัน เส้นข้ามแดนชาวบ้านใช้กันมาก่อนเก่า แม้จะมีการขีดเส้นเขตแดน แต่ก็ไม่สามารถกั้นความเป็นเครือญาติของผู้คนเอาไว้ได้

“มีการหลั่งไหลของผู้คน อันเป็นไปตามวิถีชีวิตอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับหน้าตาชาวกัมพูชากับไทยคล้ายกันมาก ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ถ้ามองในแง่ไม่ดีคือ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐในเรื่องการจัดเก็บภาษี บางคนก็เข้ามาก่ออาชญากรรม ส่วนแรงงานนั้น ถ้าเข้ามาอย่างผิดกฎหมายก็ได้ค่าแรงน้อย เพราะไม่มีอำนาจต่อรอง” อาจารย์บัญญัติบอก

และยกตัวอย่างว่า “บางรายไม่ได้เข้ามาทำงาน แต่เข้ามาตัดไม้พะยูงไปทำครก แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจจับเพราะความไม่รู้กฎหมาย และที่น่าขำ แต่ผู้ถูกจับขำไม่ออกก็คือ รายที่เข้ามาจับกิ้งก่า เขาไม่รู้หรอกว่ากิ้งก่าเป็นสัตว์สงวนของไทย เขาจึงถูกจับอย่างนี้ เป็นต้น”

อาจารย์บัญญัติสรุปว่า แม้แรงงานกัมพูชาจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ แต่ก็มีผลดีตรงสามารถขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆให้ดำเนินไปได้ เพราะแรงงานไทยส่วนหนึ่งไม่ทำงานอย่างที่แรงงานต่างด้าวทำแล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องใคร่ครวญในการออกมาตรการต่างๆมาดูแล

ผศ.ดร.ชูพักตร์ สุทธิสา อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ฉายภาพแรงงานข้ามชาติลาวในภาคอีสานว่า ชาวลาวหลั่งไหลมาอยู่ตามจังหวัดต่างๆ อย่างจังหวัดหนองคาย ขอนแก่น มุกดาหาร นครราชสีมา แรงดึงดูดให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาคือ แหล่งทุนในประเทศไทย ค่าแรงสูง และมีโรงงานต่างๆมากมาย

แรงงานลาวที่เข้ามาประมาณ 2-3 ล้านคน ในจำนวนนั้นเข้ามาอย่างผิดกฎหมายค่อนข้างมาก และมือกฎหมายก็ยากที่จะเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างทั่วถึง
แรงงานลาวมีทั้งมาเดี่ยว และมากันทั้งครอบครัว บางครอบครัวขณะทำงานก็มีลูกเล็กๆ อยู่ใกล้ๆด้วย เนื่องจากไม่มีคนเลี้ยงดู และผลที่ตามมาคือ แรงงานเหล่านั้นเข้ามาแย่งงานคนงานไทยทำโดยมีสภาพเศรษฐกิจในประเทศลาวเป็นตัวผลักดัน มีค่าแรงในประเทศไทยที่แพงกว่าเป็นตัวดึงดูด

การเข้ามามีทั้งผ่านจุดผ่านแดนต่างๆ ทั้งจุดผ่านแดนสากล จุดผ่อนปรน และช่องธรรมชาติ แต่ละวันชาวลาวจะหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนการเข้ามาทำงานในเมืองไทย อาจารย์บอกว่าขั้นแรกนายหน้าจะเข้าไปติดต่อในหมู่บ้านก่อน แรงงานต้องเสียเงินค่านายหน้าในราคาต่างๆ กันไป บางบริษัทต้องเสียเงินมากถึง 35,000 บาท แต่เงินจำนวนนี้ เมื่อแรงงานเข้ามาทำงานนายจ้างก็หักเงินค่าแรงเป็นรายๆไป จนครบจำนวน

อาจารย์เล่าประสบการณ์ลงพื้นที่ว่า พบแรงงานที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น เบี้ยว อพยพเข้ามาทำงานโรงงานอิฐตั้งแต่เป็นเด็กอายุ 10 ขวบ ทำให้ไม่ได้เรียนหนังสือ ปัจจุบันอายุ 26 ปีแล้ว ก็ยังทำงานอยู่ในโรงงานอิฐกับพ่อแม่ แต่ละวันช่วยพ่อแม่เข็นอิฐเข้าเตาเผา

ค่าแรงเริ่มทำงานได้ใหม่ๆ เบี้ยวได้วันละ 100 บาท เมื่อโตขึ้นได้ค่าแรงวันละ 200 บาท ขยับมาเป็น 300 บาท ในปัจจุบันเบี้ยวแต่งงานแล้วกับแรงงานข้ามชาติด้วยกัน และทำงานอยู่ในโรงอิฐนั่นเอง

แรงงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีแรงงานจีน เรื่องนี้ ดร.อภิรดี จันทร์แสง บอกว่า การเข้ามาของแรงงานจีนแผ่นดินใหญ่ สมัยก่อนล่องเรือมา แต่เดี๋ยวมีมาทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ นอกจากมาอยู่กระจัดกระจายตามแหล่งงานต่างๆแล้ว ยังมีชาวจีนมาตั้งเป็นชุมชนอยู่ที่ตลาดโบ๊เบ๊อุดรธานี ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดเสื้อผ้าและข้าวของขนาดใหญ่ ขายทั้งปลีกและส่ง เจ้าของกิจการเป็นคนจีนมากันเป็น 100 ครอบครัว

แต่ละครอบครัวพยายามนำเอาวัฒนธรรม ประเพณีของตนเองเข้ามา เด็กๆ เมื่อเติบโตขึ้นมาก็ให้เข้าโรงเรียนของไทย คนจีนนอกระบบของชุมชนแห่งนี้เคยมีปัญหากัน เจ้าหน้าที่ทูตจีนลงมาแก้ไขด้วยตนเอง

บริเวณจังหวัดอุดรธานี เป็นจุดการเคลื่อนไหวแรงงานจีน ลาว และใกล้เคียงมาแต่เก่าก่อน เพราะสามารถเข้ามาได้ทั้งทางบกและทางน้ำ คนจีนสามารถเดินทางเข้ามาทางแม่น้ำโขง เช่นเดียวกับลาว

ขณะที่ ดร.กนกพร รัตนสุธีระกุล อีกหนึ่งในคณะผู้วิจัยบอกว่า ตะเข็บชายแดนระหว่างประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน เรามีช่องทางธรรมชาติไปมาหาสู่กันตั้งแต่ยังไม่มีเส้นพรมแดน อย่างเรามีด่านประเพณี เป็นเสมือนพื้นที่ยืนของชุมชนระหว่างไทยกับลาว ช่องนี้เกิดมาตั้งแต่บรรพกาลแล้ว แต่มาระยะหลังต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างสองประเทศ ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม มองในแง่ของการพัฒนา ช่องทางธรรมชาติที่มีอยู่เราใช้กันมานาน สมัยก่อนไม่มีหน่วยงานรัฐใดๆ เข้าไปควบคุม เราข้ามไปมากันอย่างเครือญาติ ปัจจุบันมีการพัฒนามาเรียกว่า จุดรวมเรือ

“จริงๆ แล้วเป็นการเริ่มเข้ามาร่วมจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยให้ชุมชนจัดการพื้นที่ของตนเอง สร้างระบบจัดการแบบหลวมๆ ทำให้หน่วยงานรัฐทราบจำนวนการเข้าออกของผู้คน”

อาจารย์บอกว่า จุดนี้มีการเอื้อกัน เป็นต้นว่า คนไทยต้องการแรงงานลาว 20 คน ก็สามารถติดต่อหาเข้ามาใช้แรงงานได้ จะเข้ามาชนิดมาเช้าเย็นกลับหรืออย่างไรก็ตาม แต่ละวันคนเข้ามามากน้อยเพียงใด คนดูแลจะจดใส่บัญชีไว้ อาจจะมีหายไปบ้าง แต่ก็ทำให้ทราบจำนวนเข้าออก จุดรวมเรือนี้ ชาวบ้านเป็นผู้ดูแล

แรงงานในภาคอีสานมีทั้งจากจีน เวียดนาม ลาว และกัมพูชา

รัฐบาลไทยพยายามบริหารจัดการแรงงานอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มเมื่อ พ.ศ.2535 เริ่มให้แรงงานหลบหนีเข้าเมืองมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ในปี พ.ศ.2547 ให้แรงงานต่างชาติเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อให้บริหารจัดการแรงงานให้เป็นระบบมากขึ้นระหว่างปี พ.ศ.2552-2555 รัฐได้อนุญาตให้แรงงานที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมายจดทะเบียนเป็นแรงงานต่างด้าว

แม้ว่ารัฐจะพยายามอย่างไร ก็เหมือนไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากผู้ประกอบการบางแห่งไม่ให้ความร่วมมือและหน่วยงานของรัฐเองบางแห่งก็ไม่เอาจริงเอาจัง

ปัญหาแรงงานข้ามชาติในอีสานในปัจจุบัน มองอีกนัยหนึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับส่วนย่อของปัญหาแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย.

12 มี.ค. 2557 08:56 12 มี.ค. 2557 08:59 ไทยรัฐ