วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอย...ล้มเหลวบอลไทย สู้ใหม่อีกครั้ง!

หลังจากที่ทัพ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ตกรอบคัดเลือกฟุตบอล เอเชียนคัพ 2015 วันนี้เรามาย้อนรอยดูความล้มเหลวบางส่วนของทีมชาติไทยกัน ทั้งนี้ไม่ได้เป็นการตอกย้ำแต่อย่างใด เพราะยังไงเราก็เกิดเป็นคนไทย ก็ต้องเป็นกำลังใจให้ทีมชาติไทยอยู่แล้ว ล้มวันนี้...เพื่อชนะในวันหน้า!

เริ่มต้นกันในปี 2515 ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอล เอเชียนคัพ 1972 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันเอเชียนคัพครั้งที่ 5 โดยในการแข่งขันนี้ ทีมชาติไทยได้อันดับที่ 3 โดยดวลจุดโทษชนะทีมชาติกัมพูชา 5 - 3 ภายหลังจากเสมอกันในเกม 2-2 ซึ่งในการแข่งขันนี้แชมป์ตกเป็นของ ทีมชาติอิหร่าน ในขณะที่ทีมชาติเกาหลีใต้ได้รางวัลรองชนะเลิศตามลำดับ

ในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552 ทัพ "ช้างศึก" มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อได้ ไบรอัน ร็อบสัน กุนซือชาวอังกฤษและอดีตกองกลางพันธุ์ดุของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทน ปีเตอร์ รีด โดยเซ็นสัญญาคุมทีมชาติไทยไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ร็อบสันสามารถนำทีมชาติไทยชนะนัดแรกในการคุมทีมในการแข่งขันเอเชียนคัพ 2011 รอบคัดเลือก ที่พบกับทีมชาติสิงคโปร์ ด้วยสกอร์ 3-1 แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน ร็อบสัน ก็นำทีมชาติไทยแพ้เป็นนัดแรก โดยถูกทีมชาติสิงคโปร์ล้างแค้นไปด้วยสกอร์ 1-0 ซึ่งเป็นการพ่ายคาบ้าน ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ทีมชาติไทยสามารถยันเสมอกับจอร์แดน และทีมชาติอิหร่าน ด้วยสกอร์ 0-0 ทั้งสองนัด ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ทีมชาติไทยได้เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันเอเชียนคัพ 2011 ที่ประเทศกาตาร์ได้

ศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย 2010...

จากการจับสลากสำหรับรอบที่ 1 และรอบที่ 2 ในการแข่งขันรอบคัดเลือกโซนเอเชีย เพื่อหาตัวแทนไปแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ โดยในรอบที่ 1 ทีมชาติไทยสามารถเอาชนะมาเก๊า ด้วยผลประตูรวม 13-2 และต้องพบกับเยเมนในรอบที่ 2 ซึ่งไทยก็สามารถเอาชนะด้วยผลประตูรวม 2-1 ก่อนจะถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับญี่ปุ่น, บาห์เรน, และโอมาน

ในรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก ผลปรากฏว่า ทีมชาติไทยลงเล่นไปทั้งหมด 6 เกม แพ้ 5 นัด เสมอ 1 นัด ยิงได้ทั้งหมด 5 ประตู เสียไปถึง 14 ประตู ตกรอบแบ่งกลุ่มรอบแรกไปอย่างชอกช้ำ

ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ร็อบสันนำทีมชาติไทยตกรอบ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม หลังจากการเสมอ 2 นัดกับทีมชาติลาว และทีมชาติมาเลเซีย และแพ้ให้กับทีมชาติอินโดนีเซีย ทำให้ ร็อบสัน ตัดสินใจชดใช้ด้วยการยกเลิกสัญญาที่เหลืออีก 2 ปี ในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2554

สำหรับในการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 ทีมชาติไทยสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ ซึ่งต้องไปพบกับทีมชาติสิงคโปร์ด้วยการเอาชนะทีมชาติมาเลเซีย ด้วยสกอร์ 3-1 ในรอบก่อนรอบชิงชนะเลิศ ในรอบชิงชนะเลิศนัดแรกทีมชาติไทยบุกไปแพ้ทีมชาติสิงคโปร์ก่อน 1-3 แต่ก็ได้ประตูทีมเยือน (อเวย์โกล์) จากอดุลย์ หละโสะ ขณะที่ในนัดที่สอง ซึ่งแข่งกันที่สนามศุภชลาศัย ไทย สามารถกลับมาเอาชนะ "ลอดช่อง" ด้วยสกอร์ 1-0 จากประตูของกีรติ เขียวสมบัติ แต่ก็ไม่เพียงพอ เมื่อ ผลรวมสกอร์ ทีมชาติไทย แพ้ไป 2-3 ทำให้ได้แค่รองแชมป์ในปีนั้น

จากการจับสลากสำหรับรอบที่ 2 ในการแข่งขันรอบคัดเลือกโซนเอเชีย เพื่อหาตัวแทนไปแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล โดยในรอบที่ 2 ทีมชาติไทย พบกับ ปาเลสไตน์ โดยเกมนัดแรก ไทย ลงเล่นในบ้าน ที่สนาม นิว ไอ-โมบาย สเตเดียม ผลปรากฏว่า ไทย เอาชนะไป 1-0 และบุกไปเยือนด้วยผลเสมอ 2-2 สามารถเอาชนะปาเลสไตน์ ด้วยผลประตูรวม 3-2 ทำให้ ทีมชาติไทย เข้ารอบ 20 ทีมสุดท้าย โดยถูกจับสลากให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับออสเตรเลีย, ซาอุดีอาระเบีย, และโอมาน ในเกมรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก

โดยทีมชาติไทยภายใต้การนำของ วินฟรีด เชเฟอร์ มีลุ้นกว่าทุกชุดของทีมชาติไทย ที่จะผ่านเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น โดยเชเฟอร์ทำสิ่งที่โค้ชทีมชาติคนก่อนๆ ไม่เคยทำ เช่น ความขยันในการไปสังเกตนักเตะในเกมฟุตบอลลีกในประเทศทุกคู่, ความอดทนวางรากฐานให้ทีมชาติไทย และอีกมากมาย

จากผลของการเข้มงวดกับการฝึกซ้อมเตรียมตัวลงแข่งขัน ทำให้ผลงานในการลงเล่นรอบคัดเลือกนัดแรก ที่บุกไปแพ้ ออสเตรเลีย ขาประจำบอลโลก 1-2 กลายเป็นเกมที่สุดจะสูสี ชนิดที่น่าจะเก็บคะแนนกลับบ้านได้ ก่อนที่ในเกมนัดต่อมาจะเอาชนะ โอมาน 3-0 เรียกศรัทธาจากแฟนบอลกลับคืนมา และในเกมนัดที่สาม ซึ่งทีมชาติไทยสามารถเปิดราชมังคลากีฬาสถาน ก็ยันเสมอ ซาอุดีอาระเบีย ได้สำเร็จ 0-0 แม้แฟนบอลจะผิดหวังกับสกอร์ที่ออกมา เนื่องจากตอนนั้นหลายกระแสต่างก็มองว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มตก แต่หากไปดูสถิติการพบกันก่อนหน้านี้ที่ ไทย แพ้ ซาอุดีอาระเบีย 10 จาก 11 นัด ย่อมแสดงให้เห็นว่าเกมนี้ ทีมชาติไทยทำผลงานได้ตามเป้าหมายแล้ว

การเก็บคะแนนได้ถึง 4 คะแนน จาก 3 นัด ในกลุ่มที่มีแต่ทีมเต็งเข้ารอบทั้งสิ้นนั้น ทำให้ทีมชาติไทยได้รับการจับตามองว่าจะสามารถสอดแทรกขึ้นมาแย่งตั๋วเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ในเกมนัดที่สี่ ซึ่งถือว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญต่อการผ่านเข้ารอบคัดเลือกต่อไป ไทย ดันพลาดบุกไปแพ้ ซาอุดีอาระเบีย 0-3 โดยในช่วงท้ายเกม นักฟุตบอลทั้งสองทีมมีเหตุกระทบกระทั่งกันด้วย ทำให้เกมนัดที่ห้า ซึ่ง ไทย กลับมาเปิดสนามศุภชลาศัย พบ ออสเตรเลีย จึงถือว่าเป็นศึกที่มีความหมายอย่างมาก

โดยเกมการแข่งขัน ทีมชาติไทยเล่นได้เหนือกว่าขุนพลซ็อคเกอร์รูน เล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถเจาะตาข่ายผู้มาเยือนได้ จนกระทั่งมาเสียประตูในครึ่งหลัง ส่งผลให้ ทีมชาติไทย แพ้ไปในที่สุด 0-1 โอกาสผ่านเข้าไปคัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายจึงเลือนรางเต็มที แต่หลังจบเกมนัดนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทีมชาติไทย ก็มีข่าวดีเมื่อ โอมาน สามารถบุกไปเสมอ ซาอุดีอาระเบีย 0-0 ทำให้ตารางคะแนนที่ออกมาหลังจบเกมนัดที่ห้า ออสเตรเลียผ่านเข้ารอบไปแล้ว แต่อีกสามทีมที่เหลือยังมีคะแนนเบียดกัน และยังมีโอกาสเข้ารอบด้วยกันทั้งหมด

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ทีมชาติไทย ลงดวลเกมชี้ชะตา แต่ก็เสียท่าแพ้ทีมชาติโอมาน ไป 2–0 ขณะที่ออสเตรเลีย ชนะ ซาอุดีอาระเบียไป 4-2 ทำให้ทีมชาติไทยตกรอบคัดเลือกโดยเป็นที่ 4 ของกลุ่ม

ภายหลังการแข่งขัน วินฟรีด เชเฟอร์ ผู้จัดการชาวเยอรมันของทีมชาติไทย ก็ได้ให้ข้อคิดของการเตรียมทีมโดยกล่าวว่า "ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จก็คือ การเตรียมทีมและการบริหารจัดการ ก่อนการมาเตะที่ โอมาน เราทราบกันดีแล้วว่า เราไม่พร้อมและนักเตะซ้อมกันน้อยมาก ผลจึงออกมาเป็นแบบนี้  เขามองเห็นศักยภาพว่าเราจะก้าวขึ้นไปสุดยอดแห่งเอเชียได้ แต่ต้องแก้ไขที่ระบบการบริหารจัดการทั้งหมด"

นอกจากนี้ก็ยังมีการแฉเบื้องหลังการทำงานที่ผิดพลาดของฝ่ายบริหาร โดยเผยว่าสมาคมฟุตบอลไม่ได้ส่งชื่อของ สมภพ นิลวงศ์ ให้กับฝ่ายจัดการแข่งขัน ทำให้นักเตะเดินทางไปฟรี เสียโอกาสที่จะลงช่วยทีม

และล่าสุดกับการแข่งขันฟุตบอล เอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก ทีมชาติไทยในอยู่ในกลุ่มบี ร่วมกับ อิหร่าน, คูเวต และเลบานอน โดยการแข่งขันครั้งนี้ทีมชาติไทยใช้ผู้จัดการทีมถึง 3 คน คือ วินฟรีด เชเฟอร์ ซึ่งเขานำทีมชาติไทยแพ้ทั้ง 2 นัด และทำให้เขายกเลิกสัญญาระหว่างเขากับทีมชาติไทยในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2556 และตั้ง "โค้ชง้วน" สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ เข้ามารับงานต่อ โดยพาทีมไทยไปดวลกับทีมชาติคูเวต ผลปรากฏว่า ทีมชาติไทย แพ้ คูเวต 1-3 ทำให้ตกรอบเป็นที่แน่นอน

และหลังจบเกม โค้ชง้วน ก็ประกาศยุติบทบาททำหน้าที่โค้ช และทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้ตั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลชาวไทยชื่อดังเป็นผู้จัดการทีมชาติชั่วคราว โดยพาทีมลงแข่งในเกมนัดสุดท้ายกับทีมชาติเลบานอน โดยเล่นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน พ่าย ทีมชาติเลบานอน ไป 2-5 เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งสรุปทีมชาติไทย ลงเตะไป 6 นัด แพ้ 6 นัดรวด ได้ 0 คะแนน ยิงได้ 7 ประตู และเสียไปถึง 21 ประตูด้วยกัน

ทั้งหมดนี้เป็นความล้มเหลวบางส่วนของทีมชาติไทยที่ได้รวบรวมมา ซึ่งพวกเราคนไทยทุกคนหวังว่า ทีมชาติของเราจะสามารถกลับมาประสบความสำเร็จได้ เพื่อสานฝันคนในชาติทุกคนที่อยากเห็นทีมชาติไทยไปเล่นฟุตบอลโลกในสักวัน ถึงแม้หลายๆ คนจะเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เชื่อเถอะ สักวันต้องเป็นของเรา ไทยแลนด์ ปู๊นๆ!!!

 

หลังจากที่ทัพ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ตกรอบคัดเลือกฟุตบอล เอเชียนคัพ 2015 วันนี้เรามาย้อนรอยดูความล้มเหลวบางส่วนของทีมชาติไทยกัน ทั้งนี้ไม่ได้เป็นการตอกย้ำแต่อย่างใด เพราะยังไงเราก็เกิดเป็นคนไทย ก็ต้องเป็นกำลังใจให้ทีมชาติไทยอยู่แล้ว ล้มวันนี้...เพื่อชนะในวันหน้า! 12 มี.ค. 2557 03:56 14 มี.ค. 2557 13:58 ไทยรัฐ