วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดวงดาวแห่งความทรงจำ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์'MERCEDES BENZ' (ตอนที่1)

Mercedes Benz GmbH ร่วมกับ Mercedes Benz Thailand นำชมประวัติศาสตร์ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีอายุยืนยาวกว่า 126 ปี ดาวประดับใจกับการเดินชมรถยนต์ ที่ครั้งหนึ่งเคยโลดแล่นอยู่ในหน้าบันทึกแห่งความทรงจำ...

Mercedes Benz GmbH ร่วมกับ Mercedes Benz Thailand โดย คมกริช นงสวัสดิ์ ผู้อำนวยการแผนกประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร กับ เยาวเรศ เลิศลือชาชัย ผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์ นำสื่อมวลชนสายรถยนต์จากประเทศไทย เดินทางไปยังประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส เพื่อขับทดสอบรถยนต์ซีดานพรีเมี่ยม รุ่นล่าสุด Mercedes Benz New C-Class 2014 รหัสตัวถัง W205 นับเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมอีกหนึ่งรุ่นของ Mercedes Benz ซึ่งมีการปรับปรุงในทุกด้าน เพื่อเพิ่มเติมประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัย

ก่อนที่จะมีการลงทำการขับทดสอบที่ประเทศฝรั่งเศส ทาง Mercedes Benz GmbH และ Mercedes Benz Thailand ได้นำสื่อมวลชนไทยทั้งหมด เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่ใช้เก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของการก่อตั้งรถยนต์รุ่นประวัติศาสตร์ รถแข่งและเครื่องยนต์ ตลอดจนความเป็นมาของการพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงความมุ่งมั่นในการที่จะเอาชนะอุปสรรคในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ความทุ่มเททั้งกำลังความรู้ ความสามารถ ในการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ที่มีความเหมาะสมกับการเคลื่อนที่เดินทางของมนุษย์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 


Mercedes- Benz Museum in Stuttgart
พิพิธภัณฑ์ "Mercedes Benz" ตั้งอยู่ในเมือง Stuttgart บนถนน Mercedesstraße เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวในโลก ที่สามารถรวบรวมรถยนต์ของค่ายตราดาว ตั้งแต่ยุคก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน ในระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานกว่า 125 ปี ของประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก จากจุดเริ่มต้นในการก่อตั้งจวบจนถึงปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ Mercedes Benz ประกอบไปด้วย อาคาร 9 ชั้น ที่มีความทันสมัยและสวยงาม ออกแบบโดยสถาปนิกชั้นนำของฮอลแลนด์ ตัวอาคารตั้งอยู่บนพื้นที่ ครอบคลุมกว้าง 16,500 ตารางเมตร

 

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีการจัดแสดงยานพาหนะในแต่ละยุคสมัยของแบรนด์ตราดาว กว่า 160 คัน รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก เป็นสถานที่ของนวัตกรรม เทคโนโลยี และวิวัฒนาการของยานยนต์ โดยที่การตั้งแสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของประวัติศาสตร์รถยนต์ ตั้งแต่ยุคเริ่ม ต้นจวบจนทุกวันนี้

 


Mercedes- Benz Museum in Stuttgart
การจัดแสดงรถยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ รวมถึงนวัตกรรมในแต่ละยุคสมัย ไม่เพียงแต่นำเสนอประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของแบรนด์ Mercedes Benz เท่านั้น แต่ค่ายตราดาวยังมีการให้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับความเป็นไปในอนาคตของรถยนต์ อะไหล่ชิ้นส่วน ระบบควบคุมการขับขี่ที่ก้าวไกลและประหยัดพลังงาน สถาปัตยกรรมของอาคารพิพิธภัณฑ์ Mercedes- Benz เกิดจากแนวคิดของการออกแบบอาคารที่มีความทันสมัย ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ได้รับการดีไซน์ โดยสถาบันออกแบบชั้นนำของประเทศฮอลแลนด์ UN Studio of Dutch Architects ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองอัมสเตอร์ดัม

 

การตกแต่งภายในของอาคารพิพิธภัณฑ์ เป็นแรงบันดาลใจจากแนวคิดโครงสร้างแบบเกลียวคู่ของ DNA ในมนุษย์ เป็นการเปิดมุมมองใหม่ของอาคารที่มีความก้าวหน้าจากการออกแบบ และแสดงให้เห็นถึงปรัชญาของแบรนด์ Mercedes- Benz ด้วยความคิดริเริ่มเพื่อสร้างสรรค์ยนตรกรรมสำหรับการเดินทาง เพื่อความก้าวหน้าสำหรับการเคลื่อนที่ของมนุษย์ ภายในโถงกลางมีการนำเอาระบบอากาศพลศาสตร์มาปรับใช้งานการระบายอากาศ โดยออกแบบให้มีรูจำนวนมากสำหรับนำอากาศเข้ามาถ่ายเท รวมถึงช่องรับแสงธรรมชาติ เพื่อลดการใช้พลังงานในตัวอาคาร

ระหว่างการทัวร์ 2 ชั่วโมง ของผู้ที่เข้ามาชมการจัดแสดงนิทรรศการ เป็นการสัมผัสกับการเดินทางผ่านกาลเวลาที่ไม่ซ้ำกัน เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ยานยนต์ โดยใช้ลิฟต์ 3 ตัว นำผู้เข้าชมขึ้นไปยังชั้นบนสุดของตัวพิพิธภัณฑ์ โดยชั้นบนสุดนั้นจะเป็นการย้อนเวลากลับไปในปี 1886 ซึ่งเป็นห้วงเวลาของการก่อตั้ง ไล่เรียงลงมาจนถึงชั้นล่างไปตามปีต่างๆ ที่เป็นจุดกำเนิดของรถยนต์รุ่นสำคัญ จาก Mercedes Benz

 


Daimler Motoren Gesellschaft
พิพิธภัณฑ์ Mercedes- Benz ในเมือง Stuttgart จัดแบ่งขั้นตอนของการพัฒนารถยนต์จากจุดเริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นบริษัทผลิตรถยนต์เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การจัดแสดงภายในของตัวพิพิธภัณฑ์ จึงมีการรักษาแนวอนุรักษ์นิยม บวกกับงานดีไซน์ของสถาปนิก เพื่อทำให้มีความแตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์รถยนต์แห่งอื่น Mercedes- Benz Museum ทำการรวบรวมประวัติศาสตร์และพัฒนาการด้านรถยนต์ไว้ในที่แห่งเดียวกัน

 

ทั้งนี้ อันดับแรกในชั้นสูงสุด ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดกับความสำเร็จในการพัฒนารถยนต์ในแต่ละยุค เริ่มต้นจากรถสามล้อ Benz Three Wheeler และ Motor Carriage ในปี ค.ศ. 1886 ไล่เรียงคาบเวลามาจนถึงรถยนต์ในปัจจุบัน รวมถึงการก่อตั้งบริษัท Daimler-Benz AG มาจนถึง Mercedes Benz GmbH การจัดแสดงรถยนต์ในแต่ละยุคสมัยของพิพิธภัณฑ์ Mercedes- Benz ไม่สามารถทำสำเร็จในชั่วข้ามคืน เริ่มจากการเก็บรักษาดูแลรถยนต์รุ่นแรก ซึ่งเคยเก็บไว้ที่ Daimler Motoren Gesellschaft และ Benz And CIE ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1893

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1903 ทำให้รถยนต์ที่เก็บรักษาไว้จำนวนหนึ่งถูกไฟไหม้เสียหายไปด้วย ในปี ค.ศ. 1911 Daimler Motoren Gesellschaft สามารถเก็บรวบรวมผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ของบริษัทไว้เป็นจำนวนมาก โดยเก็บไว้ที่โรงงาน Unterturkheim หลังจากนั้นจึงเป็นการเก็บรถยนต์ที่ใช้สำหรับการแข่งขัน รถบรรทุก รถราง อากาศยาน และเครื่องยนต์ของอากาศยาน ในปี ค.ศ. 1936 Daimler-Benz AG ได้ทำการขยายสถานที่จัดแสดงรถยนต์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของการผลิตรถยนต์ในค่าย โดยรถยนต์รุ่นต่างๆ สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัท เทียบเคียงรถยนต์จากค่ายคู่แข่ง

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 Daimler-Benz AG ได้มีการหาสถานที่ในการจัดเก็บรักษาสิ่งของที่เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของบริษัท จากการรบพุ่งอย่างรุนแรงในช่วงสงครามโลก ทำให้มีสิ่งของบางอย่างสูญหายไป อย่างไรก็ตาม ในห้วงระยะเวลาต่อมา มีรถยนต์และชิ้นส่วนเพิ่มข้ามาให้เก็บรักษา มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีรถยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ ทยอยเข้ามาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทุกปี

 


Nicolaus Otto
ตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ มนุษย์ชาติพยายามหาหนทางที่จะลดภารกรรมในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น ลมและน้ำนับเป็นรูปแบบอันดับแรกของพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนที่เดินทาง แต่พลังงานจากธรรมชาติเหล่านี้มิได้มีอยู่ทุกหนทุกแห่งและควบคุมไม่ได้ทั้งหมด จึงยากที่จะหาความเหมาะสมลงตัวในการนำมาใช้งาน การคิดค้นพลังงานจากไอน้ำ ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะสร้างเครื่องจักรให้ เคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ อันนำมาซึ่งการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมของยุคกลาง

 

นับเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นจากมันสมองของมนุษย์ ในการที่จะเอาชนะกฎเกณฑ์ต่างๆ ของธรรมชาติ เพื่อการเคลื่อนที่เดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เครื่องจักรไอน้ำในยุคแรกมาในรูปของการนำเอาแรงดันมาใช้สร้างสุญญากาศ ที่ด้านหนึ่งของลูกสูบ แล้วนำเอาแรงดันอากาศดังกล่าวไปอยู่ที่ตำแหน่งสตาร์ท ซึ่งเป็นจังหวะแรกของการเริ่มต้นทำงานในเครื่องยนต์ลูกสูบที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำ ต่อมาได้มีการประดิษฐเครื่องจักรที่ใช้แก๊สจากบรรยากาศขึ้นในประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1860 ซึ่งเครื่องยนต์ดังกล่าวมีหลักการทำงานที่ใช้แรงดันอากาศโดยใช้ลูกสูบ เคลื่อนที่อยู่ในกระบอกสูบและเสื้อสูบที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ จะถูกเอาส่วนผสมของอากาศและแก๊ซถ่านหิน ซึ่งถูกจุดประกายไฟโดยกระแสไฟจากแบตเตอรี่เข้ามาทำการผลักดัน

ในยุคแรกนั้น เครื่องจักรกลชนิดนี้ยังมีความเร็วรอบไม่ถึง 100 รอบต่อนาที จึงทำให้มันสามารถทำงานได้เฉพาะทางเท่านั้น จากการทดลองกับเครื่องยนต์ชนิดนี้ วิศวกร Nicolaus Otto ตรวจพบปัญหาในเรื่องของแรงดัน และพยายามแก้ใขพัฒนาปัญหาดังกล่าวจนมาประสบความสำเร็จเมื่อปี ค.ศ. 1876 โดย Otto ได้ทำการสร้างเครื่องยนต์ขนาดเล็กแบบ 4 จังหวะ การค้นพบของ Nicolaus Otto ทำให้มนุษย์สามารถสร้างเครื่องยนต์ที่มีขนาดกะทัดรัดมากกว่าเครื่องยนต์ที่ ใช้แก๊สถ่านหิน ซึ่งก่อนหน้านี้มีขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารและหนักเกินไป ในการที่จะนำมาติดตั้งในรถยนต์ เนื่องจากต้องมีการเผาถ่านหินเป็นหลัก หลังจากที่ Nicolaus Otto สามารถแก้ปัญหาดังกล่าว โดยพัฒนาเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะขนาดเล็กขึ้นเป็นผลสำเร็จ ทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงจากฟอสซิลกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานยานพาหนะของมนุษย์แทนที่ถ่านหินแบบเก่า


Gottlieb Dailer


Karl Benz


1885 Daimler Reitwagen

 

เมื่อเวลาผ่านไปการพัฒนาเครื่องยนต์ แบบ 4 จังหวะรุ่นใหม่ๆ จึงเริ่มถือกำเนิดขึ้น ในช่วงเวลานั้น Gottlieb Daimler และ Karl Benz เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างเครื่องยนต์แบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนมีความคิดเห็นเดียวกัน ในการพัฒนาเครื่องยนต์สำหรับการใช้งาน แต่มุมมองของการออกแบบ ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปได้สักระยะ ความแตกต่างด้านความคิดเริ่มจางหายไปในปี ค.ศ. 1883 Gottlieb Daimler ทำการสร้างเครื่องยนต์ที่มีน้ำหนักเบาทั้งแบบ 2 และ 4 จังหวะ เครื่องยนต์รุ่นแรกของ Gottlieb Dailer และ Karl Benz ได้รับการจดสิทธิบัตรทางการค้าใน DRP 28022 และ 28043 เมื่อวันที่ 16 และ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1883

เครื่องยนต์แบบดังกล่าว สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้งถ่านหิน หรือน้ำมัน ในขั้นแรก Gottlieb Daimler เน้นเฉพาะเชื้อเพลิงแบบเหลว หรือนาฟธาลีนเท่านั้น ด้วยการใช้ลวดร้อนในการสันดาปตามที่ได้ทำการจดสิทธิบัตรเอาไว้ Gottlieb Dailer ประสบความสำเร็จในการทำให้เครื่องยนต์มีความเร็วรอบเพิ่มขึ้น 450-900 รอบต่อนาที นับว่ามากกว่าเครื่องยนต์แบบอื่นๆ ในห้วงเวลานั้น ที่มีความเร็วรอบเพียงแค่ 180 รอบต่อนาทีเท่านั้น เครื่องยนต์ของ Daimler เครื่องแรกเป็นเครื่องยนต์แบบกระบอกสูบวางตามแนวนอน มีลูกสูบขนาด 70 มิลลิเมตร และมีช่วงชัก 120 มิลลิเมตร ต่อมาจึงมีการพัฒนาระบบระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านความคงทนมากยิ่งขึ้น

ในช่วงระยะเวลาเดียวกันนั้น Karl Benz ก็กำลังค้นคว้าเครื่องยนต์ 2 จังหวะอยู่เหมือนกัน โดยในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1883 Karl Benz ได้ก่อตั้งบริษัท Benz And CIE, Rheinische Gasmotoren Fabrik ในเมือง Mannheim ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิด ผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์ของ Karl Benz ในขณะนั้น ได้แก่ เครื่องยนต์ใช้แก๊สแบบติดตั้งถาวร นอกเหนือไปจากธุรกิจทางด้านเครื่องยนต์กลไกแล้ว Karl Benz ยังมุ่งไปที่การพัฒนารถยนต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากปี 1884 Karl Benz ใช้ความพยายามในการพัฒนาเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ ให้มีความก้าวหน้า โดยใช้หลักการของเครื่องยนต์แบบ 2 จังหวะมาปรับปรุงแก้ใข

สายการพัฒนาเครื่องยนต์ทั้งสองแบบ ได้ดำเนินการควบคู่กันไป ทางหนึ่งเพื่อพัฒนาเครื่องยนต์สำหรับงานอุตสาหกรรม ส่วนอีกทางหนึ่งเป็นการพัฒนายานพาหนะในรูปของรถยนต์ ซึ่งต่อมาแนวความคิดของทั้งสองคน ได้กลายมาสิ่งประดิษฐที่มีผลต่อมนุษย์ชาติ สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่ทำให้ Benz แตกต่างจาก Daimler ก็คือ การที่ Benz เริ่มใช้แบตเตอรี่ ระบบจุดระเบิดและหัวเทียนกับเครื่องยนต์ ซึ่งในยุคนั้นนับเป็นพัฒนาการ ที่มีความก้าวไกลมาก


1885 Daimler Reitwagen
รถจักรยานยนต์คันแรกของโลก ที่สร้างโดย Daimler ใช้กระบอกสูบแบบตั้ง 1 กระบอกสูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ลูกสูบกว้าง 85 มิลลิเมตร ช่วงชักกระบอกสูบ 100 มิลลิเมตร ปริมาตรความจุ 264 ซีซี ความเร็วรอบสูงสุด 700 รอบ/นาที ให้กำลัง 0.5 แรงม้า หรือ 0.37 กิโลวัตต์ ทำความเร็วได้ 8 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 12 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

รถจักรยานยนต์ Daimler Reitwagen ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1885 โดยทำการติดตั้งลวดทำความร้อนที่ใช้ในการสันดาป ส่งไอดีด้วยคาร์บูเรเตอร์ ซึ่งติดตั้งอยู่ภายในเครื่องยนต์ วงล้อทำจากไม้ทั้งสองล้อ สำหรับการขับขี่ เนื่องจากระบบระบายความร้อนยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ทำให้เบาะนั่ง ซึ่งด้านล่างมีกระบอกสูบติดตั้งอยู่ เกิดความร้อนแพร่กระจาย จนทำให้ผู้ขับรู้สึกร้อนที่ก้นมากๆ


1886 Daimler Motor Kutsche
ย้อนเวลากลับสู่อดีต กับรถยนต์ 4 ล้อ Daimler Motor Kutsche พาหนะขับเคลื่อน ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติด้านการขนส่ง เครื่องยนต์ 1 กระบอกสูบแบบตั้ง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความกว้างกระบอกสูบ 70 มิลลิเมตร ช่วงชัก 122 มิลลิเมตร ปริมาตรความจุ รวม 469 ซีซี มีความเร็วรอบสูงสุด 700 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ของ Daimler Motor Kutsche สร้างกำลังได้ 1.5 แรงม้า หรือ 1.1 กิโลวัตต์ โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังที่ได้จากเครื่องยนต์ของ Gottlieb Daimler และ Maybach กลายเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นอัจฉริยะ ในการประดิษฐ์ของ Gottlieb Dailer ยนตรกรรม Daimler Motor Kutsche นับเป็นพื้นฐานของการพัฒนารถยนต์ในยุคแรกอีกด้วย


1889 Daimler Motor Quadricycle Stahlradwagen
รถยนต์ล้อแบบซี่ลวดคันแรกของโลก วางเครื่องยนต์แบบ 2 กระบอกสูบแนวตั้งรูปตัว V โดยวางทำมุม 17 องศา รถ Daimler คันนี้ ใช้โครงล้อแบบซี่ลวด คล้ายกับล้อของรถจักรยาน โดยได้เปิดแสดงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่กรุงปารีส ในปี ค.ศ. 1890 หลังจากนั้นจึงถูกเก็บเอาไว้ที่ฝรั่งเศส เพื่อที่จะให้บริษัทในฝรั่งเศสที่ได้รับสิทธิบัตรทำการผลิตออกขายต่อไป รถ Daimler Motor Quadricycle Stahlradwagen มีเครื่องยนต์แบบ 2 กระบอกสูบ ความกว้างของลูกสูบ 60 มิลลิเมตร ช่วงชัก 100 มิลลิเมตร ปริมาตรความจุเครื่องยนต์ 565 ซีซี ความเร็วรอบสูงสุดที่ 920 รอบต่อนาที กำลังสูงสุด 1.5 แรงม้า หรือ 1.1 กิโลวัตต์ ทำความเร็วได้ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


1893 Daimler Motor Lokomotive
หัวรถจักรที่สร้างโดย Daimler วางเครื่องยนต์แบบ 2 กระบอกสูบรูปตัว V เป็นเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนรถรางที่ต้องวิ่งรับ-ส่ง ผู้เข้าชมงานในนิทรรศการแสดงเทคโนโลยีในกรุงเวียนนา หัวรถราง Daimler Motor Lokomotive ถูกใช้งานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1893 จนถึงปี ค.ศ. 1918 เครื่องยนต์รูปตัว V แบบ 2 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 1,902 ซีซี ให้กำลัง 4.6 แรงม้าที่ 580 รอบต่อนาที โดยทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


1895 Benz Omnibus
ปี ค.ศ. 1895 การขนส่งผู้โดยสารสาธารณะเริ่มต้นขึ้น โดยบริษัท Benz and CIE ทำการออกแบบและสร้างรถเมล์โดยสารแบบแรกของโลก และใช้บรรทุกผู้โดยสารได้ครั้งละ 8 คน รถเมล์ Benz Omnibus สร้างขึ้นในวันที่ 19 เดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1894 วางเครื่องยนต์แบบ 1 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 2651 ซีซี เครื่องยนต์มีกำลัง 5 แรงม้า หรือ 3.7 กิโลวัตต์ ความเร็วรอบสูงสุด 600 รอบต่อนาที ทำความเร็วได้ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 12 ไมล์ต่อชั่วโมง ความยากลำบากจะเกิดขึ้นทันทีที่ฝนตกและทำให้ถนนหนทางในยุคนั้น ที่เจ้า Benz Omnibus ต้องวิ่งผ่านเต็มไปด้วยอุปสรรคจากหลุมบ่อและความขรุขระของเส้นทางในอดีตเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ทำให้รถเมล์ 8 ที่นั่งคันนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร


1898 Daimler Motor-Lastwagen
รถบรรทุกของ Daimler คันนี้ คือ รถยนต์ที่ใช้ขนส่งสัมภาระและผู้โดยสารสาธารณะเป็นครั้งแรก มันถูกสร้างขึ้นในปี 1895 นับเป็นจุดเริ่มต้นของรถบรรทุกจาก Daimler โดยมีการส่งออกไปยังประเทศอังกฤษ รถบรรทุก Daimler Motor-Lastwagen วางเครื่องยนต์แบบ 2 กระบอกสูบแนวตั้ง เครื่องยนต์มีปริมาตรความจุรวม 1527 ซีซี ให้กำลัง 5.6 แรงม้า หรือ 4.1 กิโลวัตต์ รอบเครื่องยนต์สูงสุดที่ 730 รอบต่อนาที ทำความเร็วได้ 7 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 12 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แซสซีสที่ทำจากเหล็กกล้าและเปลือกตัวถังที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง ทำให้น้ำหนักของเจ้ารถบรรทุก Daimler Motor-Lastwagen อยู่ที่ 1250 กิโลกรัม


1899 Benz Dos-a-Dos
ถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ต้านแรงดึงดูดแบบแรก เครื่องยนต์ลูกสูบ พัฒนาโดย Benz ทำให้ชื่อรถ Dos-a-Dos ที่ได้มา เป็นชื่อจากข้อเท็จจริงที่ว่าผู้โดยสารต้องนั่งแบบหันหลังชนกัน จากการออกแบบ อันชาญฉลาดในยุคนั้น รถ Benz Dos-a-Dos วางเครื่องยนต์แบบ 2 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 1728 ซีซี มีกำลัง 5 แรงม้า หรือ 3.7 กิโลวัตต์ ที่ 940 รอบต่อนาที สามารถทำความเร็วได้ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 22 ไมล์ต่อชั่วโมง


1902 Mercedes Simplex 40 PS
ความงดงามจากการออกแบบ เริ่มปราฏกขึ้นในโมเดลนี้ นี่คือ รถยนต์ Mercedes Simplex 40 PS เป็นยนตรกรรมจากแบรนด์ตราดาว ที่เปลี่ยนมาใช้ชื่อ Mercedes เป็นครั้งแรก มันมีความแตกต่างจากรถยนต์รุ่นก่อนหน้านี้ ตรงที่จุดศูนย์กลางของความถ่วงที่ต่ำกว่า ฐานล้อได้รับการออกแบบให้ยาวกว่าโดยมีระบบหล่อลื่นเครื่องยนต์ ที่ควบคุมโดยผู้ขับขี่ รถ Mercedes Simplex 40 PS กลายเป็นยานยนต์ของแบรนด์ตราดาว ที่ประสบความสำเร็จมาก ทั้งในด้านประสิทธิภาพและความสวยงามที่มาคู่กัน เครื่องยนต์แบบ 4 กระบอกสูบ มีความกว้างของลูกสูบที่ 110 มิลลิเมตร กับช่วงชัก 140 มิลลิเมตร เครื่องยนต์ของ Mercedes Simplex 40 PS มีปริมาตรความจุรวม 5320 ซีซี กำลังสูงสุด 28 แรงม้าหรือ 21 กิโลวัตต์ที่ 1200 รอบต่อนาที ทำความเร็วได้ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งนับว่าเร็วมากในยุคนั้น


1904 Mercedes Simplex 60 PS Reiselimousine
แต่เดิมนั้น Emil Jellinek เป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes Simplex และเป็นคนที่ชื่นชอบการแข่งขันรถยนต์ชนิดหาตัวจับได้ยาก ในปี ค.ศ. 1899 Emil Jellinek ได้เข้าร่วมกับทีมรถแข่งของ Daimler ภายใต้ชื่อทีม Mercedes ในการแข่งขันรายการ Tour De Nice โดยรถยนต์ที่ทำการลงแข่งขันได้รับรางวัลชนะเลิศ ทำให้ Emil Jellinek มีความมั่นใจในสมรรถนะของตัวรถ และคิดว่าจะต้องขายได้ดีอย่างแน่นอน หากนำมาปรับปรุงอีกเล็กน้อย

 

Emil Jellinek จึงทำการสร้างรถยนต์ Simplex จำนวน 36 คัน โดยบริษัท Daimler ตกลงที่จะทำตามข้อเสนอดังกล่าว ที่จะต้องเรียกรถยนต์รุ่นนี้ด้วยชื่อนำหน้า ว่า Mercedes จึงทำให้ชื่อนี้กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นในปี 1902 ชื่อ Mercedes ได้รับการจดสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการนับจากนั้นเป็นต้นมา สำหรับ Mercedes Simplex 60 PS Reiselimousine นั้น วางเครื่องยนต์แบบ 4 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุรวม 9236 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบที่ 140 มิลลิเมตร ช่วงชัก 150 มิลลิเมตร แรงม้าสูงสุด 60 แรงม้า หรือ 44 กิโลวัตต์ ที่ 1400 รอบต่อนาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ตัวเลข 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


1935 Mercedes Benz Flug Motor DB600
นี่คือเครื่องยนต์ของอากาศยานในกองทัพอากาศเยอรมัน เครื่องยนต์ Mercedes Benz Flug Motor DB600 เป็นเครื่องยนต์แบบ V12 มีปริมาตรความจุรวม 33,929 ซีซี ให้กำลังในรูปของแรงม้ามากถึง 1,000 แรงม้า หรือ 735 กิโลวัตต์ ที่ 2,400 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ Flug Motor DB600 ถูกนำไปใช้งานสำหรับอากาศยานทางทหาร ทั้งเครื่องบินลำเลียงและโจมตีทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1935-1938 ตัวเครื่องมีน้ำหนักมากถึง 545 กิโลกรัม

 

นับเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ของอากาศยานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในขณะนั้น และถูกนำไปใช้งานในเครื่องบินทหาร รวมถึงเครื่องบินของพลเรือน การออกแบบชิ้นส่วนภายในทั้งหมดจากมันสมองของวิศวกรในบริษัท Mercedes-Benz เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจด้านการบิน ที่ต้องการความเชื่อมั่นสูงและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องยนต์อากาศยานของคู่แข่งอย่างชัดเจน ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง


1937 Mercedes Benz Flug Motor DB601 A-1
DB 601A-1 คือ การพัฒนาต่อยอดจากเครื่องยนต์อากาศยานในรุ่นก่อนหน้า นั่นก็คือ DB 600 ด้วยการใช้ระบบฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบตรง หรือไดเรคอินเจคชั่น เช่นเดียวกับ DB 601S มันมีปริมาตรความจุ 33.9 ลิตร นับเป็นครั้งแรกกับการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง ในส่วนของอากาศยาน สำหรับอากาศยานในกองทัพอากาศเยอรมันและญี่ปุ่น ที่ใช้เครื่องยนต์รุ่นนี้ ได้แก่ CANSA FC.20 / Dornier Do 215 / Heinkel He 100 / Henschel Hs 130A-0 / Kawasaki Ki-60 / Messerschmitt Bf 109 / Messerschmitt Bf 110 / Messerschmitt Me 210 / Savoia-Marchetti SM.88

 

การทดสอบการทำงานเริ่มดำเนินการในปี ค.ศ. 1935 เพื่อให้เสร็จทันกับการใช้งานในอากาศยานรุ่นต่างๆ ดังกล่าว โดยทำการผลิตเป็นครั้งแรก จำนวน 150 เครื่อง เครื่องยนต์ Mercedes Benz Flug Motor DB601 มีปริมาตรความจุทั้งสิ้น 33,929 ซีซี กระบอกสูบรูปตัว V แบบ V12 มีกำลังสูงสุดที่ 1100 แรงม้า ในย่าน 2400 รอบต่อนาที และมีน้ำหนักทั้งเครื่องอยู่ที่ 610 กิโลกรัม อนุกรรมการผลิตเครื่องยนต์รุ่นนี้เริ่มในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1937 และจบลงในปี ค.ศ. 1943 หลังจากผลิตออกมาจำนวน 19,000 เครื่อง


1944 Mercedes Benz Flug Motor DB603
เครื่องยนต์อากาศยาน DB603 มีชิ้นส่วนจำนวนมาก มาจากการพัฒนาเครื่องยนต์ รุ่น DB600 และ DB601 ใช้การออกแบบ โดยขยายสัดส่วนของความจุ (ซีซี) เพื่อเพิ่มกำลังและสมรรถนะทางการบินสำหรับเครื่องบินรบ ทั้งเครื่องบินแบบเครื่องยนต์เดี่ยว และเครื่องบินทิ้งระเบิด 2-4 เครื่องยนต์ Mercedes Benz Flug Motor DB603 ได้รับการติดตั้งให้กับเครื่องบินทหารแบบต่างๆ ที่ต้องการประสิทธิภาพทางการบินที่เหนือกว่า การผลิตในจำนวนมากโดย Daimler-Benz AG ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

 

เครื่องยนต์ DB603 เป็นเครื่องแบบ V12 ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 44,522 ซีซี มีกำลังสูงสุดถึง 1800 แรงม้าที่ 2700 รอบต่อนาที โดยมีน้ำหนักเครื่องรวม 910 กิโลกรัม ผลิตขึ้นในปี ค.ศ. 1941-1944 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

 


1923 Mercedes Benz 10/40 Sport-Zweisitzer
สปอร์ต โรสเตอร์ หลังคาผ้าใบแบบพับเก็บได้ กลายเป็นรถยนต์ของกลุ่มคนมีเงินในยุโรป ที่ชื่นชอบรถยนต์แบบกีฬา เจ้า Mercedes Benz 10/40 Sport-Zweisitzer ใช้ระบบอัดอากาศแบบซุปเปอร์ชาร์จเป็นครั้งแรกในโลกยนตรกรรม โดยระบบอัดอากาศของรถรุ่นนี้ จะทำงานก็ต่อเมื่อผู้ขับลงคันเร่งเท่านั้น

 

รถ Mercedes Benz 10/40 Sport-Zweisitzer วางเครื่องยนต์แบบ 4 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 2614 ซีซี กระบอกสูบขนาด 80 มิลลิเมตร กับช่วงชักที่ 130 มิลลิเมตร มีแรงม้าสูงสุด 65 แรงม้าที่ 2800 รอบต่อนาที สำหรับความเร็วสูงสุดของโรสเตอร์รุ่นเก๋าคันนี้อยู่ที่ 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สร้างขึ้นในปี 1922-1924 โดยมีจำนวนการผลิตทั้งสิ้นเพียงแค่ 851 คันเท่านั้น


1936 Mercedes Benz 500K Spezial-Roadster
500K สุดยอดรถยนต์คลาสสิกแห่งยุค ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1927 ด้วยตัวรถสไตล์เปิดประทุนหลังคาผ้าสุดงาม ที่มีความประณีตบรรจงในการประกอบสูงสุด รถ Benz 500K Spezial-Roadster กลายเป็นรถยนต์สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวของเหล่าผู้ดีมีตระกูล รวมถึงราชวงศ์ในยุโรป มันมีความซับซ้อนสูงมาก จากรายละเอียดของตัวรถที่ผ่านการออกแบบโดยเชื่อมโยง กับประสิทธิภาพของการขับเคลื่อน บวกกับความงดงามเกินจิตนาการ

 

เครื่องยนต์แบบ 8 สูบ OHV (โอเวอร์เฮตวาล์ว) เครื่องยนต์มีระบบกันสะเทือนอิสระ ที่ให้ความสมดุลสูงสุดในขณะขับเคลื่อน ความโดดเด่นของการออกแบบตัวถังกับงานตกแต่งภายในที่ทำออกมาเพื่อเอาใจกลุ่มคนชั้นสูงทั่วโลก มันถูกผลิตขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1934 -1936 ในวันนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการออกแบบที่มีชื่อเสียง coachbuilder ร่างกายของรถหรู แต่ในกรณีนี้ Mercedes-Benz ได้ตัวถังที่โรงงานของ Sindelfingen เครื่องยนต์ V8 แบบโอเวอร์เฮตวาล์ว มีปริมาตรความจุรวมทั้งสิ้น 5118 ซีซี ระบบอัดอากาศแบบซุปเปอร์ชาร์จ ให้กำลังมากถึง 160 แรงม้า หรือ 118 กิโลวัตต์ ที่ 3400 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถ 500K Spezial-Roadster ถูกผลิตในจำนวนจำกัด เพียงแค่ 342 คันเท่านั้น


1938 Mercedes Benz 260D Pullman - Limousine
รายละเอียด ของ Mercedes- Benz 260D Pullman - Limousine ที่ผลิตขายในปี 1939 รุ่น 4 ประตูลีมูซีน ตัวถังยาว เครื่องยนต์วางตามยาวด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ธรรมดา 4 สปีด เครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 กระบอกสูบ ปริมาตรความจุ 2545 ซีซี กำลัง 33 กิโลวัตต์ หรือ 44 แรงม้าที่ 3000 รอบต่อนาที แรงบิด 120 นิวตันเมตร/88 ปอนด์ ฟุต ที่ 1500 รอบต่อนาที

 

ฐานล้อ 3050 มิลลิเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่วางเท้าให้กับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งมักเป็นบุคคลสำคัญในยุค นั้น ส่วนน้ำหนักของตัวรถอยู่ที่ 2125 กิโลกรัม ความเร็วสูงสุดของ Mercedes Benz 260D Pullman - Limousine ทำได้ 94 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 58 ไมล์ ต่อชั่วโมง เนื่องจากมีน้ำหนักตัวมากขนาดน้องๆ รถบรรทุก อัตราเร่งของลีมูซีนหรูคันนี้ จึงอยู่ที่ 14.2 วินาที เมื่อเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง.

ติดตามอ่าน "ดวงดาวแห่งความทรงจำ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ MERCEDES BENZ" ได้ในตอนต่อไป....

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

Mercedes Benz GmbH ร่วมกับ Mercedes Benz Thailand นำชมประวัติศาสตร์ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีอายุยืนยาวกว่า 126 ปี ดาวประดับใจกับการเดินชมรถยนต์ ที่ครั้งหนึ่งเคยโลดแล่นอยู่ในหน้าบันทึกแห่งความทรงจำ... 11 มี.ค. 2557 11:39 ไทยรัฐ