วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เพชฌฆาต..หัวใจ แชมป์ตายเบอร์3

โดย


วันก่อนสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ จัดสัมมนาและเปิดตัวโครงการ “วิกฤติโรคหัวใจ ปลอดภัยทั่วประเทศ” มีการอัพเดตข้อมูลความรู้ใหม่ๆให้แพทย์ พยาบาล สามารถตรวจวินิจฉัย รักษา และช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โรคหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เป็นอาการที่เกิดจากการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอต่อความต้องการของหัวใจในขณะนั้น

ผู้ป่วยโรคนี้ แต่ละราย อาจมีอาการต่างกัน บางรายเจ็บกลางหน้าอกบริเวณเหนือลิ้นปี่ขึ้นมาเล็กน้อย เจ็บแบบจุกแน่น คล้ายมีอะไรมาบีบ หรือกดทับ อาการเจ็บอาจลามไปที่คอ ขากรรไกร หรือไหล่ซ้าย มักจะ เป็นมากขณะที่ออกกำลังกาย หรือทำงาน เช่น วิ่งเหยาะ เดินขึ้นสะพานลอย ยกของหนัก หรือช่วงที่เกิดความเครียดจัด

บางรายอาจมีอาการปวดท้อง เหมือนอาหารไม่ย่อย ใจสั่น เจ็บหน้าอกร้าวไปที่ลิ้นปี่ หายใจไม่ออก เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ เป็นผลมาจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย และต้องการเลือด ซึ่งมีทั้งออกซิเจนและสารอาหาร ที่เพียงพอต่อการทำหน้าที่ของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ผ่านทางหลอดเลือดแดงไปเลี้ยงหัวใจ

แต่เมื่อหลอดเลือดแดงที่หัวใจตีบ จนเลือดไม่สามารถถูกส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ ในขณะที่หัวใจเต้นเร็วขึ้น หรือความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งมักเกิดในช่วงที่เราออกแรง หิว อิ่ม โกรธ โมโห ตกใจ หรือฝันร้าย เป็นช่วงที่หัวใจต้องการเลือดมาก จึงเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ถ้าร่างกายไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ทันและเพียงพอ เรียกกันว่า หัวใจวาย นั่นเอง

กลุ่มเสี่ยง ที่นับว่าน่ากลัว และต้องเฝ้าระวังมากที่สุด คือ ผู้ที่ไม่เคยมีอาการเตือนมาก่อน บางคนเป็นผู้ชายวัยทำงาน มองผิวเผินร่างกายแข็งแรงดี แต่เมื่อเล่นกีฬาหักโหม กลับเสียชีวิตกะทันหัน

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้ที่มีอาการเตือนมาก่อน ส่วนใหญ่มักจะทราบและดูแลตัวเองดีอยู่แล้ว แต่ในผู้ที่ไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน ดูผิวเผินภายนอกเหมือนเป็นคนแข็งแรงดี มักจะไม่ค่อยรู้ หรือไม่ได้สังเกตตัวเอง ทำให้มักเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเสียชีวิตกะทันหันมากที่สุด

กลุ่มถัดมา คือ พวกที่เหนื่อยง่าย หายใจไม่สะดวก เวลาออกแรง มักมีการบวมบริเวณปลายเท้าหรือข้อเท้าทั้งสองข้าง มีภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวได้เบาลง เพราะขาดเลือด

อีกกลุ่ม จัดอยู่ในพวกกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดจากมีการอุดตันอย่างกะทันหันภายในหลอดเลือดแดงที่หัวใจ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการมีลิ่มเลือดไปอุดตัน ในบริเวณที่มีรอยตีบ กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ถูกเลี้ยงด้วยหลอดเลือดเส้นนั้นจึงตายไป ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง และนานกว่าปกติ

เป็นที่สังเกต ผู้ป่วยส่วนใหญ่ซึ่งมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบมักจะไม่ทราบมาก่อนว่า ตนเองมีความผิดปกติ เพราะจะเกิดอาการขึ้นอย่างช้าๆ เป็นระยะเวลานาน กระทั่งมีความผิดปกติ และมีอาการจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ในระดับที่เป็นมากแล้ว หรือมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จึงจะรู้ตัว

ปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ มีทั้งที่ควบคุมได้และไม่ได้ ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้พบว่าในเพศชายมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค มากกว่าเพศหญิงอย่างไร ก็ตามความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในเพศหญิง จะเพิ่มขึ้นในหญิงวัยหมดประจำเดือน

นอกจากนั้น หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดแดงหัวใจตีบตัน หรือกรรมพันธุ์ ก็มักจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูงกว่าคนทั่วไป ซึ่งไม่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้มาก่อน

ในอดีตเพศชาย จะมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้ ตั้งอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันแค่ 35 ปีขึ้นไป ก็เริ่มเสี่ยงกันแล้ว เพราะมีปัจจัยแวดล้อมเสริม เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ อดนอน กินอาหารไขมันมาก ส่วนผู้หญิงมักจะเป็นโรคนี้ เมื่อมีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป เพราะมักจะดูแลตัวเองดีกว่าเพศชาย และมักเลือกกินอาหาร เพราะกลัวอ้วนและยังมีฮอร์โมนเพศหญิงที่เป็นคุณ ช่วยควบคุมไขมัน

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง การงดสูบบุหรี่ หมั่นออกกำลังกาย ไม่ปล่อยตัวเองให้อ้วน หรือมีความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ
พญ.สุวรรณี  ตั้งวีระพรพงศ์  ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ บอกว่า ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ระบุเมื่อปี 2553 หรือ 4 ปีที่แล้ว ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจทั้งสิ้นประมาณ 7,200,000 ราย

เทียบกับเมืองไทย สถิติการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ ประมาณ 37,000 ราย ซึ่ง อัตราการตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ถือว่าสูงเป็นอันดับ 3 รองลงมาจากสาเหตุการตายของคนไทย อันดับ 1 คือ โรคมะเร็ง และอันดับ 2 ตายจากอุบัติเหตุ

ช่วงปี 2548-2552 คนไทยป่วยเป็นโรคหัวใจ และต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลเฉลี่ยวันละ 1,185 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ประมาณ 450 รายต่อวัน เฉลี่ยมีอัตราเสียชีวิต ชั่วโมงละ 2 ราย

“ในเมืองไทยผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน มีอัตราการเสียชีวิต ประมาณ 15–17% เทียบกับฝรั่ง แถบยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา มีอัตราเสียชีวิตแค่ 3–4% เราจึงอยากลดสถิติการตายจากโรคนี้ลงให้เหลือน้อยกว่า 10% ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยสามารถลดอัตราตายลงได้ เหลือเพียง 9.7% หรือใน 100 คน ถ้าสามารถลดอัตราตายลงได้สัก 5 คน ก็ถือว่าคุ้มแล้ว”

พญ.สุวรรณีบอกว่า ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เป็นโรคที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศและของโลก การพัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพ ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงเป็นสิ่งจำเป็น

เธอว่า สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งเป้าให้แต่ละโรงพยาบาลพยายามควบคุมโรคหรือภาวะ ในกลุ่มที่เกี่ยวกับหลอดเลือดทั้งหมด ซึ่งมีทั้งแบบอาการเฉียบพลัน และไม่เฉียบพลัน ให้อยู่ในระดับไม่ควรเกิน 23 ราย ในประชากร 1 แสนราย หรือประมาณ 0.23% เท่านั้น
ในแง่การเตรียมความพร้อมให้แก่แพทย์และพยาบาล พญ.สุวรรณี บอกว่า มีการอัพเดต หรืออบรมสัมมนาให้ความรู้ หาวิธีการคัดกรองโรค และวินิจฉัยโรครูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ สามารถช่วยเหลือชีวิตผู้ที่มีอาการดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมการแพทย์ กรมอนามัย กรมควบคุมโรค และกรมสุขภาพจิต

แต่ในแง่ประชาชนเอง ก็ต้องหมั่นสำรวจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และดูแลตัวเองด้วย เช่น การรับประทานอาหาร ควรทานแค่พออิ่ม ควรลดหรืองดกินของหวาน ของมัน และเค็มจัด หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายที่ดีที่สุด คือการเดิน อาจเริ่มจากเดินช้าๆก่อน แล้วค่อยเพิ่มระยะทาง แต่อย่าให้เกินกำลังตนเอง

นอกจากนี้ ควรทำจิตใจให้สงบ หาโอกาสพักผ่อน และหาวิธีลดความเครียด หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น เร้าใจ งดดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงงานหนัก งานรีบเร่ง และงานที่ต้องทำต่อเนื่องยาวนาน

“อย่างน้อยที่สุด จำง่ายๆ ที่ควรทำ คือ 3 อ. ได้แก่ อารมณ์ อาหาร และออกกำลังกาย กับอีก 2 ส. ที่ไม่ควรทำ คือ ไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มสุรา ถ้าดูแลทั้ง 5 ปัจจัยเสี่ยงนี้ได้ดี ก็ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงความตายจากโรคนี้ไปได้เยอะแล้ว” ผอ.สถาบันโรคทรวงอก ทิ้งท้าย.

11 มี.ค. 2557 08:54 11 มี.ค. 2557 08:59 ไทยรัฐ