วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถล่มบ้านกำนันเทพ ยิงเอ็ม79 2ลูกซ้อนระเบิดด้าน


ตกห่างจากรั้วเพียง30เมตร ด่านตร.รวบทหารขนอาวุธ พยาบาลมีเสื้อเกราะถูกจับ

คนร้ายลอบยิงระเบิดเอ็ม 79 ตกใกล้บ้าน “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. ชาวบ้านใกล้เคียงผวารีบแจ้งตำรวจเข้าเก็บกู้พบระเบิด 2 ลูก ตกอยู่ในลานดิน ห่างตัวบ้านแค่ 30 เมตร แต่ โชคดีระเบิดเสื่อมสภาพไม่ทำงาน ต้องรีบทำลาย ขณะที่ “สุเทพ” เผยไม่ได้กังวลใจกับเหตุระเบิดบ้าน   เพราะไม่มีใครอยู่ ด้าน ศรส. เตรียมเสนอ ครม. ยกเลิกประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน “เหลิม” โวย มีก็เหมือนไม่มี ขืนต่ออายุไปโดยมีข้อห้ามเยอะ ก็ไร้ประโยชน์ เปรียบเหมือนเศษกระดาษ สตช.เผยจับกุม 2 ทหารสังกัด ร.31 พัน.2 รอ. ขนอาวุธสงครามพร้อมกระสุนป้วนเปี้ยนใกล้กลุ่ม กปปส. ด้าน ผบ.พล.1 รอ. ยันกองทัพไม่ปกป้องกำลังพลกระทำผิด กปปส.นำร่องระดมสมองปฏิรูปประเทศเสนอ 6 ข้อ ต้องแก้ไขเร่งด่วน
หลังจากศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กำลังจะพิจารณายกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาในคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 18 มี.ค. แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ความรุนแรงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคนร้ายลอบยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่บริเวณใกล้บ้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.

ยิงเอ็ม 79 ตกข้างรั้วบ้าน “สุเทพ”

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 10 มี.ค. พ.ต.ท.จำนง วงศ์คุณัญญา สว.สส.สน.ธรรมศาลา รับแจ้งพบหัวระเบิด M 79 ตกบริเวณข้างบ้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. บ้านเลขที่ 151 ซอยพุทธมณฑลสาย 2 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบพร้อมประสานเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.สปพ.บช.น.รุดมาตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นลานดินกว้างเท่าสนามฟุตบอล ซึ่งกำลังถมที่เพื่อเตรียมสร้างลานจอดรถทัวร์ของบริษัทเอกชน จากการตรวจสอบจุดแรกระเบิดตกอยู่บนลานดินห่างรั้วคอนกรีตบ้านของนายสุเทพ ประมาณ 30 เมตร พบหัวระเบิดชนิด M 79 ตกอยู่ในสภาพบี้แบน 1 ลูก แต่ระเบิดไม่ทำงาน และห่างไปอีกประมาณ 30 เมตรบริเวณคันดินริมขอบสนามพบหัวระเบิด M 79 ตกอยู่บนพื้นดินโคลนอีก 1 ลูก แต่ระเบิดไม่ทำงานเช่นกัน

จากการสอบถามชาวบ้านรายหนึ่งอายุ 38 ปี เล่าถึงเหตุการณ์ว่า เมื่อช่วงเช้า ญาติของตนได้วิ่งออกกำลังกายพบลูกระเบิดหัวสีทอง ซึ่งตกอยู่ตรงลานดินห่างรั้วบ้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประมาณ 30 เมตร จึงรีบแจ้งให้ทหารที่รักษาการณ์ภายในบ้านนำยางรถยนต์มาครอบไว้ ซึ่งระหว่างตรวจหัวระเบิดลูกแรกอยู่นั้น ปรากฏว่ามีชาวบ้านพบเห็นหัวระเบิดอีกลูกตกอยู่บริเวณคันดิน ซึ่งรู้สึกหวาดกลัวไม่แน่ใจว่าจะมีระเบิดตกอยู่อีกหรือไม่ จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งคาดว่าคนร้ายน่าจะยิงลูกระเบิดดังกล่าวมาจากบนสะพานคู่ขนานลอยฟ้า ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่พบประมาณ 400 เมตร ในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา

ตร.เร่งส่งชุดเก็บกู้ฯเคลียร์ระเบิด

ต่อมาเมื่อเวลา 14.30 น. พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผบช.สพฐ. พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผกก. กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.สปพ.บช.น. พ.ต.อ.ธวัช วงศ์สง่า ผกก.สน.ธรรมศาลา ตรวจสอบที่เกิดเหตุ กรณีมีการพบหัวระเบิด M 79 ตกอยู่ในพื้นที่ลานดินข้างบ้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เลขที่ 151 ซอยพุทธมณฑล สาย 2 ที่ 27 แยก 7 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม. จำนวน 2 ลูก โดยเจ้าหน้าที่กั้นพื้นที่ปลอดภัยไม่ให้ประชาชนและผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ ห่างจากจุดเกิดเหตุไกลกว่า 200 เมตร ก่อนใช้เวลาเดินตรวจตรา และวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของคนร้ายนาน 1 ชั่วโมง พร้อมมอบหมายให้ชุดเก็บกู้ฯ ดำเนินการทำลายตามหลักยุทธวิธีสากล

คาดระเบิดเสื่อมสภาพไม่ทำงาน

พ.ต.อ.กำธรกล่าวว่า จากการตรวจสอบหัวระเบิดทั้ง 2 ลูก พบว่าเป็นลูกระเบิด M 79 ขนาด 40 มม. ถูกยิงจากเครื่องยิงมาตกอยู่ในลานดินจนพื้นยุบลงไปเห็นร่อยรอยหลุมตกกระทบ แต่ระเบิดไม่ทำงาน เบื้องต้นคาดการณ์สาเหตุที่ระเบิดไม่ทำงานได้เป็น 3 ประเด็น คือ 1. เป็นระเบิดเสื่อมสภาพเพราะเก่าเก็บไว้นาน 2. วิถีการยิงผิดพลาดทำให้ระเบิดทั้ง 2 ลูก เอาด้านข้างกระทบพื้นแทนที่จะเป็นส่วนหัวลง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเข็มแทงชนวนจะทำงานได้อย่างสมบูรณ์ และ 3. ระยะการยิงใกล้เกินไปซึ่งตามปกติแล้ว M 79 จะต้องใช้ระยะพ้นปากกระบอกเครื่องยิง ประมาณ 38-50 เมตร และต้องใช้ระยะหน่วงเวลาประมาณ 12 วินาที จากนั้นเมื่อหัวระเบิดกระทบกับสิ่งใดแม้จะเป็นแค่ใบไม้ก็จะทำงานตามปกติ ต้องถือเป็นความโชคดีที่ระเบิดไม่ทำงาน เนื่องจากระเบิด M 79 สามารถยิงจากเครื่องยิงได้ในระยะไกลถึง 400 เมตร ส่วนระยะหวังผลอยู่ที่ 200 เมตร มีรัศมีอยู่ที่ 5 เมตร ถ้าหากคนร้ายยิง ขณะที่มีคนอยู่ในลานดินก็จะส่งผลอันตรายถึงชีวิตได้

เร่งทำลายก่อนระเบิดทำงาน

“ชุดเก็บกู้ฯ จะใช้ดินระเบิดซี 4 หนัก 300 กรัม ประดิษฐ์เป็นเครื่องทำลายนำไปวางไว้ใกล้หัวระเบิดเอ็ม 79 ใช้ยางรถยนต์วางครอบกดชนวน
ให้ระเบิดทั้ง 2 ลูก ให้ถูกทำลายไปพร้อมกันตามหลักสากล เนื่องจากหัวระเบิดเอ็ม 79 หากถูกยิงจากเครื่องยิงแล้วไม่ทำงานอาจเกิดการระเบิดได้ หากมีการกระทบกระเทือนขึ้น ตนเชื่อว่าการพบหัวระเบิดตกอยู่ลักษณะเช่นนี้ คงไม่มีใครกล้านำมาสร้างสถานการณ์ เนื่องจากการแกะหัวระเบิดออกจากปลอกมาวางไว้เป็นเรื่องที่เสี่ยงมากเกินไป” พ.ต.อ.กำธรกล่าว

เผยเจ้าที่แรง–เก็บกู้ยากลำบาก

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การทำลายหัวระเบิดเอ็ม 79 เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ต้องทำการวางระเบิดประดิษฐ์ เพื่อกดทำลายถึงลูกละ 2 ครั้ง ขณะที่ พ.ต.อ.กำธร ได้เปรยว่า “เจ้าที่ที่นี่แรงจริงๆ” แต่เมื่อเจ้าตัวในฐานะหัวหน้าชุดเก็บกู้ได้พนมมือไหว้ ขอเจ้าที่ให้ทำงานสำเร็จไปด้วยดี โดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที

ส่วนความคืบหน้าด้านการสอบสวนหาตัวคนร้ายทางฝ่ายสืบสวน สน.ธรรมศาลา ร่วมกับ กก.สส.บก.น.7 ได้ลงพื้นที่หาตัวพยานที่อาจพบเห็นและเช็กกล้องวงจรปิดในละแวกใกล้เคียงเร่งหาเบาะแสจับกุมตัวมาดำเนินคดี โดยทราบว่าปัจจุบันบ้านหลังนี้นายสุเทพมอบให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส.ลูกบุญธรรมอยู่กับมารดา

“กำนันเทือก” ไม่สนใจถูกลูบคม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสวนลุมพินีว่า บรรยากาศการชุมนุมกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ตลอดทั้งวันผู้ชุมนุมนั่งพักผ่อนอยู่ในภายในเต็นท์ที่พักและบางส่วนจับกลุ่มพูดคุยสถานการณ์การเมือง พร้อมติดตามกิจกรรมบนเวทีอย่างต่อเนื่องทั้งการแสดงดนตรีและการปราศรัยของบุคคลต่างๆ โดยมีผู้คนบางส่วนได้ร่วมกิจกรรมพับกระทงลดโลกร้อน เพื่อใช้ใส่อาหาร และเข้าร่วมกิจกรรมเวทีระดมความคิดเห็นปฏิรูปประเทศไทยที่จัดขึ้นภายในอาคารศูนย์เยาวชนสวนลุมพินี ทั้งนี้ ระหว่างการจัดเวทีดังกล่าว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขา กปปส. ได้เดินเข้ามาดูแลความเรียบร้อยการจัดงาน พร้อมตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีเหตุคนร้ายใช้เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักย่านพุทธมณฑลสาย 2 โดยนายสุเทพมีสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมตอบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่คืนวันที่ 8 มี.ค. แต่ไม่ได้สนใจเพราะจุดเกิดเหตุห่างจากบ้านประมาณ 30 เมตร และวันที่ 10 มี.ค.เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่งพบหัวกระสุนตกอยู่ จึงเป็นข่าวออกไป ไม่รู้สึกกังวลแต่อย่างใด

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. กล่าวว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านของนางศรีสกุล พร้อมพันธุ์ มารดาตน ไม่ใช่บ้านนายสุเทพ และช่วงนี้ไม่มีใครพักอาศัยอยู่

รวบ 2 ทหารขนอาวุธสงคราม

อีกเรื่องหนึ่ง ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก สตช.กล่าวว่าเมื่อคืนวันที่ 9 มี.ค. เวลา 23.05 น. ด่านความมั่นคงบริเวณกลางซอยหลังสวน ถนนหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน จับกุม ส.ต.ณัฐวุฒิ เชิดสูงเนิน อายุ 23 ปี และ ส.อ.พิษณุ เฟื่องรุ้ง อายุ 25 ปี ทหารสังกัด ร.31 พัน 2 รอ. พร้อมของกลาง 15 รายการ คือ 1. อาวุธปืนเล็กยาว เอ็ม 16 เอ 1 จำนวน 1 กระบอก 2. ซองกระสุนปืน เอ็ม 16 ขนาด 20 นัด 1 ซอง 3. ซองกระสุนปืน เอ็ม 16 ขนาด 30 นัด 1 ซอง 4. แก๊สน้ำตา 2 ลูก 5. ปืนขนาด.45 ยี่ห้อคิมเบอร์ 1 กระบอก 6. กระสุนปืน. 45 มม. 7 นัด 7. มีดพก 1 เล่ม 8. สนับมือ 1 อัน 9. อุปกรณ์ปืนยี่ห้อคิมเบอร์ จำนวน 1 อัน 10. กระสุนขนาด 5.56 มม. แบบธรรมดา 1,022 นัด 11. กระสุนขนาด 5.56 มม. แบบส่องวิถี 954 นัด 12. กระเป๋าสะพาย 1 ใบ 13. ชุดลูกเลื่อนปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 ชุด 14. ซองกระสุนปืน .45 มม. 3 อัน 15. รถยนต์ปิกอัพ ยี่ห้อฟอร์ด 4 ประตู สีดำ ทะเบียน 2 กน 5117 กรุงเทพมหานคร 1 คัน โดยแจ้ง ข้อหาร่วมกันมียุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต มีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ ร่วมกันพาอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ตร.แจ้งต้นสังกัดรับทราบเหตุ

โฆษก ตร.กล่าวถึงการจับกุมครั้งนี้ว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านความมั่นคง ตรวจค้นคัดกรองเพื่อตรวจค้นผู้กระทำความผิด บริเวณกลางซอยหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน มีรถยนต์ปิกอัพ ยี่ห้อฟอร์ด สีดำ ทะเบียน 2กน 5117 กรุงเทพมหานคร ผ่านมามีลักษณะพิรุธ ได้เรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบพบ ส.อ.พิษณุ เป็นผู้ขับ และ ส.ต.ณัฐวุฒิ เป็นผู้นั่งมาบริเวณเบาะนั่งข้างคนขับ ตรวจค้นพบของกลางตามรายการดังกล่าวอยู่ภายในรถยนต์ได้แจ้งข้อกล่าวหาและนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมได้แจ้งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาและต้นสังกัดของทั้ง 2 นาย

2 ทหารรับสารภาพขนอาวุธจริง

ต่อมาเวลา 10.30 น. ที่ สน.ลุมพินี ร.ต.ภูเทพ การงาน นายทหารพระธรรมนูญ เข้าพบ พ.ต.อ.เดชา พรมสุวรรณ์ พงส.ผทค.สน.ลุมพินี เพื่อขอรับมอบตัว ส.อ.พิษณุ เฟื่องรุ้ง และ ส.ต.ณัฐวุฒิ เชิดสูงเนิน สังกัด ร.31 พัน 2 รอ.รบพิเศษ ลพบุรี หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.5 ตั้งจุดตรวจด่านความมั่นคง จับกุมขณะขับรถกระบะ ยี่ห้อฟอร์ด เรนเจอร์ สีดำ 4 ประตู หมายเลขทะเบียน 2 กน 5117 กรุงเทพมหานคร โดยขนอาวุธสงครามจำนวนมาก ได้ที่บริเวณถนนหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ได้นำตัวทหารทั้งสองนายขึ้นรถกระบะไปส่งยังศาลทหารกรุงเทพ ทั้งคู่มีสีหน้าที่เรียบเฉย ขณะที่ พ.ต.อ.เดชาเปิดเผยว่า ทหารทั้งสองนายให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้นำอาวุธมาจริง และจะนำเอาไปให้เพื่อน แต่ในส่วนรายละเอียดขอให้การในชั้นศาล หลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะทำการรวบรวมสำนวนคดีเพื่อทำตามกระบวนการในชั้นศาลทหารต่อไป

“แจ๊ด” ยัน ตร.ให้ความเป็นธรรม

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านความมั่นคง บริเวณซอยหลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.ได้จับ ส.อ.พิษณุ เฟื่องรุ้ง และส.ต.ณัฐวุฒิ เชิดสูงเนิน ทหารสังกัด ร.31 พัน 2 รอ.พร้อมอาวุธปืนพกสั้น 11 มม. และปืน M-16 ปืน M-4 A1 กระสุนปืน 1,976 นัด ซุกซ้อนอยู่ในรถกระบะ ฟอร์ดเรนเจอร์ สีดำ ทะเบียน 2 กน 5117 กรุงเทพมหานครว่า ได้นำผู้ต้องหาไปสอบปากคำที่ สน.ลุมพินี และแจ้งให้นายทหารพระธรรมนูญรับทราบแล้วซึ่งผู้ต้องหาขอให้การในชั้นศาล ส่วนรถที่ใช้นั้นมอบหมายให้ พล.ต.ต.ชาญเทพ เสสะเวช รอง ผบช.น.ทำการตรวจสอบ แต่ที่น่าแปลกใจคือยึดกระสุนปืนสงครามได้จำนวนมาก ยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมแน่นอนและทุกครั้งที่จับปืนได้จะสอบสวนว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือไม่ โดยเราไม่เหมารวมว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุม

เผยผู้ต้องหาขอให้การชั้นศาล

พล.ต.ต.สืบศักดิ์ พันธุ์สุระ ผบก.น.5 กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ส.อ.พิษณุ เฟื่องรุ้ง และ ส.ต.ณัฐวุฒิ เชิดสูงเนิน สังกัด ร.31 พัน. 2 รอ.พร้อมอาวุธสงครามว่า นายทหารพระธรรมนูญมารับตัวทหาร 2 นายจาก สน.ลุมพินีไปฝากขังแล้ว เบื้องต้นทหารทั้ง 2 นายให้การรับสารภาพว่า เป็นเจ้าของอาวุธปืนพร้อมกระสุนจริง แต่จะขอให้การในชั้นศาล โดยมีการสอบสวนเบื้องต้นแล้ว ส่วนของกลางจะนำไปตรวจพิสูจน์หลักฐานที่กองพลาธิการและสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งฟ้องและตั้งข้อหาต่อไป

โชเฟอร์แท็กซี่แจ้ง ตร.ถูกไล่ยิง

พล.ต.ต.สืบศักดิ์กล่าวถึงกรณีคนร้ายยิงรถแท็กซี่ โตโยต้า ลิโม่ สีส้ม ของสหกรณ์บวรแท็กซี่ จำกัด ป้ายเหลือง หมายเลขทะเบียน ทร 6715 กรุงเทพมหานคร ทำให้นายนราศักดิ์ พูลมา อายุ 30 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ บาดเจ็บเล็กน้อยถูกสะเก็ดกระสุนถากที่หน้าผากด้านซ้ายบริเวณใกล้ประตู 1 สวนลุมพินี ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน เมื่อเวลา 02.45 น. วันที่ 9 มี.ค. เบื้องต้นนายนราศักดิ์เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินีแล้ว ก่อนเกิดเหตุไปรับผู้โดยสารชายเป็นคนเมาจากย่านพระราม 2 เข้ามายังสวนลุมพินี เนื่องจากต้องการมาเที่ยวผู้หญิง แต่ทางการ์ดได้ออกมาพบ และมีการด่าทอกัน จากนั้นผู้โดยสารได้ให้ของลับทางการ์ดผู้ชุมนุม ก่อนมีการยิงปืนจากภายในสวนลุมพินี ทำให้รถยางแตก โดยนายนราศักดิ์วิ่งเข้าไปหาด่านตรวจของตำรวจ ส่วนผู้โดยสารน่าจะวิ่งและโบกรถแท็กซี่คันอื่นหลบหนีไป ขณะนี้ตำรวจเร่งหาภาพจากกล้องวงจรปิด พร้อมสั่งการให้จราจรตั้งกรวยจราจร ให้รถที่วิ่งผ่านถนนวิทยุออกเลนข้างนอกไม่ติดกับสวนลุมฯเพื่อป้องกันเหตุแล้วเช่นกัน ผบก.น.5 กล่าว

ผบ.พล.1 รอ.ยันไม่ปกป้องกำลังพล

พล.ต.วราห์ บุญญะสิทธิ์ ผบ.พล. 1 รอ.กล่าวถึงกรณีการจับกุม ส.อ.พิษณุ เฟื่องรุ้ง และ ส.ต.ณัฐวุฒิ เชิดสูงเนิน ทหารสังกัด ร.31 พัน. 2 รอ.พร้อมอาวุธสงครามว่า ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน ไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่จะเป็นการรับจ้างส่วนตัวหรือไม่ ต้องรอผลการสอบสวน ยอมรับหนักใจมีทหารไปรับงานแบบนี้ ที่ผ่านมามีการกวดขันเรื่องการปฏิบัติของทหารมาตลอด ขอยืนยันว่า หากทำผิดจริงก็จะไม่ปกป้อง ซึ่งได้ส่งนายทหารพระธรรมนูญไปร่วมสอบสวนกับตำรวจตามระเบียบของกระทรวงกลาโหม

“จากการตรวจสอบเบื้องต้นอาวุธปืนที่เห็นน่าจะเป็นปืน M 16 A1 ตัดพานท้ายปืนสั้น ไม่มีใช้ในกองทัพซึ่งต้องตรวจสอบเพราะอาจลักลอบนำเข้ามาตามแนวชายแดนก็เป็นได้ โดยจะสืบสวนประวัติของทหารทั้ง 2 นายว่ามีพฤติกรรมอย่างไร โดยได้รายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ทราบแล้ว พร้อมสั่งให้ดำเนินการไปตามกฎหมายผิดก็ว่าไปตามผิด แต่ขออย่าได้โยงกองทัพไปเกี่ยวข้องทางการเมือง” พล.ต.วราห์กล่าว

จับพยาบาลอาสาพกเสื้อเกราะ

ขณะที่ พ.ต.ท.วัฒนา เบ้าศิริ สวป.สน.ทองหล่อ พร้อมกำลังสายตรวจชุดเคลื่อนที่เร็วตรวจพื้นที่อยู่บริเวณแยกทองหล่อ ปากซอย ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา พบรถตู้ยี่ห้อฮุนได สตาร์เร็กซ์ สีขาว ทะเบียน 2 กณ 2509 กรุงเทพมหานคร จอดกีดขวางการจราจรอยู่หัวมุมแยกดังกล่าว ต่อมา น.ส.รัฐฐาน์ ฐิติชัยสิทธิ์ อายุ 37 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของ ตำรวจขอเปิดรถตรวจค้น พบเสื้อเกราะสีดำ 1 ตัว เสื้อเกราะสีเขียวติดตราพยาบาลอีก 1 ตัว จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน และคุมตัวมาสอบปากคำโดย น.ส.รัฐฐาน์ให้การว่า เป็นพยาบาลอาสาอยู่เวที กปปส.แจ้งวัฒนะ มาประมาณ 1 เดือน ได้รับแจกเสื้อเกราะจากเวทีดังกล่าว และเก็บติดไว้ในรถ ก่อนหน้านี้เพิ่งนำข้าวไปให้ผู้ชุมนุมที่เวทีลุมพินี จากนั้นขับรถมานั่งทานข้าวกับเพื่อน ก่อนถูกตำรวจเรียกค้น เบื้องต้นแจ้งข้อหามีเครื่องยุทธภัณฑ์ (เสื้อเกราะกันกระสุน) ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดำเนินคดีตามกฎหมาย

บช.น.เร่งคดีฆ่าปริศนา 2 ศพ

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. เรียกประชุมชุดสืบสวน บก.น.2 และ บก.น.7 ในพื้นที่ที่พบศพชายถูกยิงเสียชีวิตบริเวณถนนกำแพงเพชร 6 ห่างจากวัดเสมียน-นารี 500 เมตร ท้องที่ สน.ประชาชื่น และพื้นที่ที่พบศพชายนิรนามถูกฆ่ายัดกระสอบป่านลอยน้ำไปติดใกล้โรงแรมริเวอร์ไซด์ ท้องที่ สน.บวรมงคล ทั้ง 2 คดี ผู้ตายแต่งกายคล้ายกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.โดยผลความคืบหน้าทั้ง 2 คดีพบว่า ศพถูกฆ่าจากที่อื่นแล้วนำมาทิ้งในลักษณะอำพรางคดี อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบตัวบุคคล โดยศพชายสวมเสื้อยืดสีดำ สวมกางเกงขายาวสีดำ ถูกยิงหน้าอกด้านซ้าย 3 นัด ที่บริเวณถนนกำแพงเพชร 6 มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ จ.ชัยภูมิ เคยถูกควบคุมในเรือนจำ และเคยเป็นการ์ด นปช. เมื่อปี พ.ศ.2553 ส่วนกรณีฆ่าถ่วงน้ำยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งคดีฆ่าและทิ้งอำพรางทั้ง 2 ศพ มีการตั้งข้อสังเกตว่า คล้ายกับกรณีพบศพชายนิรนามที่ห้องเก็บของชั้น 2 อาคารตัวแทนรับส่งสินค้าทางอากาศขั้นที่ 1 ท่าอากาศยานดอนเมืองเมื่อปลายปี พ.ศ.2551 ช่วงมีการชุมนุมปิด 2 สนามบินของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

“ปึ้ง” ชี้ยังมีเวลาพิจารณาเลิก พ.ร.ก.

เวลา 09.45 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) นายสุรพงษ์ โตวิ-จักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวถึงการพิจารณายกเลิกประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ก่อน พ.ร.ก.จะหมดอายุยังมีเวลาพิจารณาจนถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 18 มี.ค. ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สรุปข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่าถึงเวลาจะยกเลิกหรือยัง หากเหตุการณ์ยังรุนแรง มีการใช้อาวุธสงครามก็ไม่ควรยกเลิก อย่างกรณีการยิงใส่รถแท็กซี่บริเวณสวนลุมพินีที่คนขับแท็กซี่ระบุชัดเจนว่าเป็นการ์ด กปปส. และโดยเฉพาะการจับทหารจากสังกัด กรมทหารราบที่ 31 กองพันทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ หรือ ร.31 พัน. 2 รอ.หรือหน่วยรบพิเศษ จ.ลพบุรี ที่มีอาวุธปืนเอ็ม 16 พร้อมกระสุนใกล้กับพื้นที่ชุมนุมกปปส. เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ขอให้ผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยงานตรวจสอบกำลังพลของตนเอง อย่านำอาวุธสงครามเข้ามาในพื้นที่ ปกติการเบิกจ่ายอาวุธต้องรัดกุมรอบคอบ เรื่องนี้อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้

“เฉลิม” ฟันธงการเมืองถึงขั้นแตกหัก

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส.กล่าวว่า ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาตนไปประเทศสิงคโปร์ เยี่ยมพ่อเพื่อนสนิทที่ป่วย ได้รับรายงานข่าวว่า มีคาราวานจาก จ.กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ชุมพร เข้ามาที่ กทม. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ยืนยันว่าจะล้มรัฐบาล ไล่นายกฯตระกูลชินวัตร ปฏิรูปการเมือง แล้วนายสุเทพประกาศชัดว่า รอ ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ตนเป็นห่วง พรรคเพื่อไทยเองไม่ยอมเพราะมาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ อยู่ๆมีคนมาล้มล้างมันไม่ชอบธรรม แต่ถ้าองค์กรอิสระตัดสินน่ากลัวเหมือนกัน ถ้าปรากฏออกมาไม่เป็นธรรมก็ปัญหาก็เกิด เชื่อว่านายสุเทพไม่ได้มาคนเดียวมาเป็นหมู่คณะ และสงครามเพิ่งเริ่มต้น เหตุการณ์ตรงนี้ไม่มีสงบต้องแตกหักกันไปข้าง ขอฟันธงว่าน่ากลัว อย่าไปใช้คำว่าสงครามกลางเมือง แต่ทะเลาะกันแน่ ทั้งนี้ไม่อยากเห็นการเผชิญหน้า จึงบอกไปว่าอยากพบนายสุเทพ เมื่อนายสุเทพไม่พบ แสดงว่าอยากแตกหัก

โวยต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไร้ประโยชน์

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวถึงการพิจารณาต่อหรือยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า วันนี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีเหมือนไม่มี เพราะมีแต่ชื่อ ถ้าต่ออายุไปโดยมีข้อห้ามก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนเศษกระดาษ รัฐบาลอยู่ในภาวะลำบาก ส่วนจะปรับไปใช้ พ.ร.บ.มั่นคงหรือไม่ ต้องแล้วแต่นายกฯ อย่างไรก็ตาม คิดว่าเหตุการณ์จะไม่ซ้ำรอยปี 2553 เนื่องจากครั้งนั้นรัฐบาลมีอำนาจเต็ม แต่ครั้งนี้รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม ออก พ.ร.ก.ไปก็ใช้ไม่ได้

ยื่นศาล รธน.สั่ง กปปส.ยุติชุมนุม

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่-บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) มอบหมายให้ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ เจ้าหน้าที่ประจำ ศรส. เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสั่งให้กลุ่ม กปปส.ยุติการชุมนุม เนื่องจากไม่ได้เป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 แต่เป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 โดยคำร้องไม่ได้ขอให้มีการยุบพรรคการเมือง ทั้งนี้คำร้องที่ ศรส. ยื่นมา เป็นเอกสารคำร้อง 30 หน้า พร้อมสำเนา 9 ชุด และมีเอกสารประกอบเป็นเอกสารการสอบปากคำประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ วีดิโอ และเอกสารถอดเทปการปราศรัย ภาพเหตุการณ์ความรุนแรง ที่ปรากฏทางสื่อต่างๆ รวม 930 แฟ้ม ใส่กล่องพลาสติกขนาดใหญ่ 60 กล่อง นำส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้ประกอบพิจารณาคำร้อง

นายกฯถกเครียดม็อบยืดเยื้อฉุด ศก.

เวลา 10.15 น. ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ต.สามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและ รมว.คลัง นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและ รมช.เกษตรฯนายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง นางเบญจา หลุย–เจริญ รมช.คลัง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายสุรนันทน์ เวชาชาชีวะ เลขาธิการนายกฯ และนายอําพน กิตติอําพน เลขาธิการ ครม.  เข้าร่วมประชุมประเมินภาวะเศรษฐกิจ ข้อกังวลของนักธุรกิจเอกชนจากการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำและข้อเรียกร้องรัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อ มั่นเตรียมย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น

รอ ศรส.เคาะต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) ให้นายกฯเป็นผู้ตัดสินใจยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ไม่ใช่ ต้องมาจากขั้นตอนของผู้ปฏิบัติงานก่อนในฝ่ายความมั่นคง ซึ่งคงต้องฟังความชัดเจนจากฝ่ายต่างๆที่อยู่ในคณะกรรมการ ศรส.ก่อนแล้วถึงจะพิจารณาได้ เมื่อถามว่า ในส่วนนักธุรกิจมองว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  ทำให้การลงทุนชะงัก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลคำนึงถึงภาพลักษณ์ประเทศ ภาคเอกชน เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้ แต่อย่างไรก็ต้องถามเจ้าหน้าที่ด้วยเพราะหากเราคำนึงถึงภาพนั้น แต่ขณะเดียวกัน เกิดปัญหาความวุ่นวาย ความรุนแรงในประเทศก็จะเป็นผลร้ายมากกว่า ก็ขอให้มีการชั่งน้ำหนักดูให้รอบคอบ

วอนเชื่อมั่นรัฐบาลที่มาจาก ลต.

เมื่อถามว่า การประชุม ครม.เศรษฐกิจ มีการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจจากการชุมนุมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โดยภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว สิ่งที่เห็นได้ชัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมถึงผลกระทบทั้งด้านการขอใบอนุญาตสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่จะมีความล่าช้า ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจซึมไปมากกว่านี้ เมื่อถามว่า จากสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ รัฐบาลจะเอาอะไรไปเรียกความเชื่อมั่นให้กับประเทศ นายกรัฐมนตรีหยุดไปสักพักก่อนตอบว่า สื่อมวลชนก็ต้องช่วยกัน หากสื่อมวลชนตั้งคำถามแบบนี้แล้วไม่เชื่อมั่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วเราจะเชื่อมั่นอะไร ถ้าทุกคนตั้งคำถามว่ารัฐบาลนี้ไม่มีความเชื่อมั่น ขาดความเชื่อมั่น แล้วเราจะกลับไปสู่ระบอบที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ นี้คือคำถาม

รบ.พร้อมเปิดประตูรอเจรจา

ด้านนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังอยู่ในจุดที่พูดคุยกันได้ เพราะความรุนแรงไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ วันนี้เศรษฐกิจตกต่ำพอสมควร ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปก็จะเกิดปัญหาขึ้นอีกมาก จึงเชื่อว่าการเจรจาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งและประชาธิปไตยถือเป็นหนทางที่ดีที่สุด ขณะนี้รัฐบาลยังเปิดช่องให้มีการเจรจาอยู่ ถ้าไม่ไว้ใจรัฐบาลจะใช้เวทีกลางหารือกันได้ เพราะถ้าต่างคนต่างเปิดเวที อีกฝ่ายก็ไม่ยอมรับอยู่ดี ส่วนกระบวนการเลือกตั้งที่ยังค้างอยู่ควรจะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น จะได้มีสภาและมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม เพื่อจะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้น ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะมีการวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะหรือไม่นั้น ไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งออกมาในทิศทางใดขอให้อยู่ในวิถีทางประชาธิปไตยและนักการเมืองทุกคนในรัฐบาลพร้อมที่จะปฏิบัติตาม

ร้องศาลถอนประกัน “หมอระวี”

เวลา 10.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงานในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.) เป็นประธานการประชุม ศรส.โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นเวลา 13.00 น. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการ ศรส.แถลงว่า ศรส.รับทราบว่า พนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแพ่งและขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลแพ่งตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว เพื่อยืนยันถึงอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของฝ่ายบริหารในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และในวันที่ 10 มี.ค. ศรส.ได้สั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการยื่นคำร้องขอถอนการประกันตัว นพ.ระวี มาศฉมาดล กับพวก ซึ่งเป็นผู้ต้องหามีหมายจับในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากพบว่า วันที่ 6 มี.ค.ได้กระทำการปลุกปั่นนำกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อมอาคารสำนักงานใหญ่ เอ็นโก ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงพลังงานจนได้รับความเสียหายถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่งของศาลอย่างชัดแจ้ง

ส่งอัยการแก้ต่างคดี “ถาวร” ฟ้อง

นายธาริตกล่าวว่า นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม จะได้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดีที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้จับกุมหรือคุมขังนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการ ศรส. และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากกระทำการฝ่าฝืนคำพิพากษาและคำบังคับของศาลแพ่ง หลังจากร.ต.อ.เฉลิมลงนามเห็นชอบเนรเทศนายสาธิต เซกัล นักธุรกิจเชื้อสายอินเดีย โดย ศรส.ขอยืนยันว่า การดำเนินการในเรื่องนี้เป็นไปตามกรอบของกฎหมายทุกประการ

อัยการยื่นอุทธรณ์คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ร.ต.อ.ชลายุทธ วรราช อัยการประจำกอง สำนักงานคดีคดีแพ่ง 1 เปิดเผยความคืบหน้าการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและคำขอทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง ที่ห้าม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กับพวกรวม 3 คน ใช้ประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวม 9 ข้อ ในคดีที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ยื่นฟ้องต่อศาลกรณีการออกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ชอบว่าได้มอบหมายให้ตัวแทนไปยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและคำขอทุเลา คำร้องมีรายละเอียดเนื้อหา 66 หน้า เป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลในทุกประเด็นทั้งข้อเท็จจริง รวมถึงคำสั่งที่ห้าม น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ ศรส.ใช้ประกาศและข้อกำหนดที่ออกจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วย ทั้งนี้ ศาลรับคำร้องไว้เพื่อดำเนินการส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป

กปปส.นำร่องปฏิรูปเร่งด่วน 6 ข้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสวนลุมพินีว่า เมื่อเวลา 10.00 น. คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) จัดเวทีระดมความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศครั้งที่ 1 ที่อาคารศูนย์เยาวชนสวนลุมพินี ภายใต้ชื่อ “มวลมหา ประชาชน เปลี่ยนประเทศไทย” เพื่อระดมความคิดเรื่องแก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมเข้มแข็ง โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวเปิดงานว่า วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวหน้า กปปส.จึงเริ่มต้นระดมความคิดจากปราชญ์ผู้รู้ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญที่ค้นคว้าศึกษาวิจัยปัญหาต่างๆของประเทศ ซึ่งการที่บางส่วนกังวลว่าทำเพียง 6 ข้อเท่านั้น ตนยืนยันว่าจะทำทุกเรื่อง แต่ที่เลือก 6 ข้อ เพราะจำเป็นเร่งด่วนและมีเวลาจำกัด เมื่อทำ 6 ข้อสำเร็จก็ส่งภารกิจให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งบริสุทธิ์ของประชาชนจะทำให้เสร็จภายใน 1-1 ปีครึ่ง เชื่อว่าภายใน 2 สัปดาห์นี้ จะได้ผลสรุปที่ทำให้ประชาชนเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทย

ฉะทุนสามานย์บ่อเกิดคนยากจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายสุเทพเปิดงานเสร็จมีกิจกรรมสาธิตการประชุมสมัชชาประชาชน เรื่องแก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมเข้มแข็ง โดยมี นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ อดีตกรรมการสมัชชา ปฏิรูปประเทศไทย เป็นประธานการดำเนินการ โดยมีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง อาทิ นาย เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ อดีต ส.ส.ร. บรรยายหัว ข้อ “การปฏิรูปประเทศ ลดความยากจน” ว่าความยากจนความแตกต่างเรื่องรายได้ สิทธิ และความยุติธรรม ทำให้ลดลงได้ ความยากจนเกิดจากหลายสาเหตุ อาทิ สุขอนามัย หรือเศรษฐกิจจากการบริหารของรัฐบาลที่ล้มเหลว เห็นได้ชัดจากโครงการรับจำนำข้าว

นายภิญโญ ทองชัย อดีตเลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวในหัวข้อ “แก้วิกฤติสังคม ด้วยชุมชนเข้มแข็ง” ว่า ปัญหาของประเทศคือโง่ จน เจ็บมาชั่วชีวิต การเมืองสามานย์ทำให้คนไทยยากจน มี 3 องค์ประกอบ คือ การเมืองสามานย์ ทุนสามานย์ สองสิ่งนี้สร้างระบบราชการสามานย์ ชุมชนเข้มแข็งแก้ปัญหาได้ทุกปัญหาและยั่งยืนถาวร ยุทธศาสตร์นี้จะทำลายล้างเครือข่ายระบอบทักษิณได้ เมื่อเกิดความเข้มแข็งก็ไม่มีใครซื้อเสียง ทำนโยบายประชานิยมหรือทุจริตได้ ด้าน นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บรรยายหัวข้อ “พลังพลเมือง พลังฟื้นฟูชาติ” ว่า การพัฒนาประเทศลุ่มๆ ดอนๆ แต่ตื่นรู้มาตั้งแต่ปี 2500 ลุกขึ้นต่อต้านการทุจริตเลือกตั้ง แต่ประสบปัญหากับทุนเสรีนิยมใหม่ ช่องว่างคน 20% อยู่บนสุด และ 20% ล่างสุดแตกต่างกันอย่างมาก ไม่เท่าเทียมเหลื่อมล้ำ

“อภิสิทธิ์” หนุนทุกฝ่ายร่วมปฏิรูป

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ กปปส.จัดการเสวนาการปฏิรูปการเมืองว่า ตนสนับสนุนทุก กลุ่มที่จะเร่งปฏิรูปประเทศเพราะอนาคตข้างหน้าจะหนีเรื่องการปฏิรูปไม่พ้น ทั้ง กปปส.และหลายองค์กร หรือสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ในส่วนของการปฏิรูป 7 ด้าน ตามพิมพ์เขียวปฏิรูป ประเทศไทยของพรรคก็เป็นทางเลือกให้สังคมซึ่งใกล้จะเสร็จแล้ว และพร้อมจะทำสมัชชาในช่วงการประชุมใหญ่ปลายเดือน มี.ค.นี้ โดยมีรายละเอียดลงลึกในแต่ละด้านทั้งการต้านคอร์รัปชัน การกระจายอำนาจ การศึกษา ตำรวจ สื่อ หรืออื่นๆ ยืนยันว่า ไม่มีการปฏิรูปไหนที่ยั่งยืนได้ ถ้าพรรคการเมืองและนักการเมืองไม่เข้ามาสนับสนุน แต่ขณะนี้ที่เริ่มไม่ได้เพราะติดขัดที่รัฐบาลยังขวางทางอยู่ ถ้าต่างฝ่ายต่างมาลุ้นกันว่าจะสู้กันไปจนกระทั่งไปไม่ไหวก็จะทำให้เสียโอกาสเดินหน้าประเทศ

หนุนนายกฯคนกลางช่วงเปลี่ยนผ่าน

ส่วนการปฏิรูปจะเดินหน้าพร้อมการเลือกตั้งได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่บอกว่าจะรอให้เสร็จสิ้นก่อน ถึงจะไปเลือกตั้งนั้น เพราะงานปฏิรูปต้องใช้เวลาด้วย และจะมีปัญหาว่าใครจะมีอำนาจทางนิติบัญญัติ ที่จะผลักดันเรื่องนี้ด้วย เมื่อถามว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ต้องมีนายกรัฐมนตรีคนกลางที่เหมาะสมที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ใช่เพราะคงยากที่จะเป็นคนที่มีฝ่ายหรือพรรคการเมืองมาเป็น แต่ทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ และคนที่เข้ามาต้องสร้างความมั่นใจว่า การปฏิรูปต้องเดินหน้า ได้แน่ ไม่มีใครเบี้ยวใคร และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นต่อไปจะต้องเป็นธรรม สุจริต และตนยังเชื่อว่าประเทศ ไทยมีคนที่พร้อมที่จะเป็น เราไม่ขาดคนดีแน่

ปชป.จัดสัมมนาต้านแยกดินแดน

นายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และกิจกรรมพิเศษ เปิดเผยว่า หลังจากที่คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคอีสาน ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเครือข่ายและอดีต ส.ส.ภาคอีสาน พบว่า มีการปลุกปั่นเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่ส่อเค้าอันตรายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเห็นควรต้องให้ข้อมูลเชิงกว้างกับประชาชนให้เห็นถึงภัยคุกคามเทียบเท่าภัยคอมมิวนิสต์ ดังนั้นในวันที่ 12 มี.ค. เวลา 10.00-12.00 น.พรรคประชาธิปัตย์จะจัดเสวนาเรื่อง ใคร?...แบ่งแยกดินแดนขวานทอง “รัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้” ที่ลานพระแม่ธรณี บีบมวยผม พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีวิทยากร เช่น พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ นายคมสัน โพธิ์คง นายไทกร พลสุวรรณ และ ทพ.ศุภผล เอี่ยมเมธาวี และจะมีชาวอีสานในกรุงเทพฯเข้าร่วมการเสวนาด้วย

“สมชัย”กระตุก รบ.จริงใจเริ่มเจรจา

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงความคืบหน้าการเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีตอบรับการเจรจารอบที่ 2 จากทั้ง 2 ฝ่าย อาจเพราะสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป ตัวแปรที่ทำให้การเจรจาครั้งนี้สะดุด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายคิดว่าฝ่ายตัวเองได้เปรียบและนำไปสู่ชัยชนะ จึงไม่ปรารถนาจะนำไปสู่การเจรจา จากการประเมินไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ รัฐบาลยังคงเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไป แต่จะมีปัญหาอีกมากมายที่แก้ไม่ได้ ส่วนการชุมนุมแม้ลดระดับลงเป็นเชิงวิชาการมากขึ้น แต่ไม่สำเร็จได้โดยเร็ววัน ดังนั้นรัฐบาลควรเป็นผู้เริ่มต้นเจรจา และควรจะจริงใจในการเจรจา ไม่ใช่ดีแต่พูด แต่สุดท้ายไม่มีการประสานขอเจรจา ฝ่ายผู้ชุมนุมขอให้ส่งตัวแทนเข้าเจรจา เพื่อหาทางออกให้ประเทศ กกต.จะเดินหน้าการประสานทุกฝ่ายต่อไป

สกน.ชงปฏิรูปเก็บภาษีที่ดินก้าวหน้า

ต่อมาเวลา 13.00 น. ได้มีการเปิดเวทีระดม ความคิดโดยนำเสนอผลการวิจัยและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูป โดยนายประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เสนอประเด็น “นโยบายที่ดินกับความเป็นธรรมทางสังคม” ว่าเรื่องที่ดินไม่เหมือนแก้วแหวนเงินทองที่มีเท่าไหร่ก็ไม่กระทบผู้อื่น แต่ที่ดินถ้าถือครองไม่กี่คนจะมีปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยที่ทำกิน โดยที่ดินประเทศไทยมี 130 ล้านไร่ จากผลการศึกษาปี 55 มีโฉนด 26 ล้านฉบับ ผู้ครอบครอง 15 ล้านคน คนที่มีมากสุด 6 แสนกว่าไร่ ส่วนนักการเมือง 2 พรรคใหญ่มีที่ดินคนละหลักพันไร่ ขณะที่ ส.ส.ทั้งสภามีมูลค่าที่ดินรวม 15,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ถ้าเอาที่ดิน 30 ล้านไร่ให้ประชาชนทำกินก็จะมีรายได้ ประมาณ 127,000 ล้านบาท ส่วนที่ดินชาวนามีแค่ 29% ที่ยังไม่จำนำ ทางออกมี 3 เรื่องคือ ให้เกิดการกระจายที่ดิน ให้เสียภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า มีที่ดินเยอะจ่ายเยอะ รวมทั้งพอได้ภาษีที่ดินมาก็ให้จัดตั้งธนาคารที่ดิน และให้มีกรรมสิทธิ์ชุมชนเพื่อป้องกันไม่ให้มีการขายหรือหลุดไป ทั้งนี้ต้องออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน และ พ.ร.บ.สิทธิชุมชน

แรงงานแจง 5 ปมหลักทำเร่งด่วน

น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย กรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เสนอประเด็น “ร่างพ.ร.บ.ประกันสังคม เพื่อคุณภาพชีวิตแรงงานไทย” ว่า ประกันสังคมมีข้อจำกันคุ้มครองแค่ 12 ล้านคนซึ่งยังไม่ครอบคลุม ขณะที่การบริหารจัดการยังขาดการมีส่วนร่วมของเครือข่ายต่างๆ สิ่งที่ต้องปฏิรูปคือ 1.เราต้องการองค์กรอิสระตรวจสอบได้จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน 2.โครงสร้างการบริหารต้องให้เกิดความโปร่งใส ให้มีการเลือกตั้งบอร์ดบริหารประกันสังคม ส่วนคณะกรรมการเฉพาะควรมาจากการสรรหา เช่น แพทย์ 3.ข้อจำกัดให้ขยายไปทุกอาชีพ แรงงานนอกระบบรัฐมีการจ่ายที่น้อยกว่า 4.เรื่องสิทธิประโยชน์ เช่น การบริการทางการแพทย์และ 5.ผู้ประกันตนต้องรับรู้ข่าวสารสิทธิต่างๆระบบประกันสังคมเป็นพื้นฐานได้
นายวันชัย บุญประภา เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว เสนอประเด็น“กองทุนสลากกินแบ่ง เพื่อสังคมเข้มแข็ง” ว่า ระบบสลากต้องปฏิรูปทั้งสำนักงานกองสลาก ซึ่งเงินก้อนหนึ่งจากการขายสลากที่นำเข้าไปสำนักงบประมาณปกติปีหนึ่งประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหลายประเทศเงินก้อนนี้จะเข้าไปสู่ภาคประชาสังคมให้ใช้ในการทำงานเพื่อสังคม เพราะงบแผ่นดินปกติไม่ช่วยภาคประชาสังคม เราจะเปลี่ยนสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นสลากกินแบ่งเพื่อสังคม

กปปส.ปิดตึกชิน 2 คืนซิมเอไอเอส

เวลา 09.00 น. ที่ประตู 3 สวนลุมพินี นายชัยชนะ เดชเดโช และนายเกตินิคม กฤษณะเศรณี แกนนำ กปปส.นำมวลชนขึ้นรถบัส 10 คัน รถกระบะ 30 คัน และรถหกล้อติดเครื่องขยายเสียง ไปปิดอาคารเอไอเอส ทาวเวอร์ หรืออาคารชินวัตร 2 ถนนพหลโยธิน เพื่อคืนชิมการ์ดโทรศัพท์เครือข่ายระบบเอไอเอสให้บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และรณรงค์ให้ประชาชนหยุดร่วมธุรกิจกับตระกูลชินวัตร ยกเลิกใช้โทรศัพท์เครือข่ายเอไอเอส ตัดท่อน้ำเลี้ยงตระกูลชินวัตร โดยกลุ่มผู้ชุมนุมยึดผิวจราจรถนนพหลโยธินขาออก เป็นพื้นที่ชุมนุมปราศรัย และปิดการจราจรตั้งแต่หน้ากองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนถึงปากซอยอารีย์ จากนั้นนางวิไล เคียงประดู่ หน.ฝ่ายประชาสัมพันธ์เอไอเอส ออกมาชี้แจงว่าเอไอเอสพร้อมให้บริการลูกค้าทุกคน ลูกค้าที่ใช้ระบบวัน ทู คอล มีเงินเหลือเท่าไรจะส่งคืนเงินให้ทั้งหมด ส่วนระบบรายเดือนต้องเรียกเก็บเงินค่าบริการที่ใช้ไปก่อนหน้านี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่เปิดโต๊ะ 15 โต๊ะรับคืนชิมการ์ดโทรศัพท์ บริเวณชั้นล่างห้องโถงของอาคาร และนำน้ำดื่มมาเสิร์ฟให้บริการเต็มที่ ซึ่งมีมวลชนนำชิมการ์ดมาคืน 1,500 คน เมื่อนายชัยชนะ และนายเกตินิคมพอใจจึงนำมวลชนกลับเวทีสวนลุมพินี

ปิดตึกชิน 3 กดดันตระกูลชินวัตร

เวลา 15.30 น. ที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต นายสุชาติ ศรีสังข์ และนายทินกร อ่อนประทุม แกนนำ กปปส.นำผู้ชุมนุมเดินทางด้วยรถบรรทุก รถทัวร์ และรถกระบะกว่า 20 คัน มาจอดรถปิดถนนและทางเข้าอาคารเปิดปราศรัยโจมตีรัฐบาล และประกาศจะขัดขวางธุรกิจตระกูลชินวัตร ต่อไปเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงระบอบทักษิณ โดยนายสุชาติ ได้ชี้ให้ผู้ชุมนุมมองดูป้ายชื่อบริษัทต่างๆที่เช่าอาคารชินวัตร 3 เป็นสำนักงาน แต่มีการนำผ้าขาวมาปิดทับป้ายเอาไว้พร้อมกล่าวว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากการชุมนุมกดดันทุกวันทำให้บริษัทที่เช่าอาคารชินวัตร 3 เป็นออฟฟิศเตรียมย้ายออกถึง 60% โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติเพราะมีผลกระทบ และทนแรงกดดันไม่ไหว ดังนั้น กปปส.จึงต้องกดดันต่อไปทุกวัน จากนั้นผู้ชุมนุมขึ้นรถเดินทางกลับสวนลุมพินีทันที โดยบอกว่าไม่อยากอยู่นานเพราะอาจมีมือมืดยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่เหมือนครั้งที่ผ่านมา โดยก่อนกลับผู้ชุมนุมขนถุงขยะนับ 10 ใบ ลงจากรถมาวางกองไว้หน้าประตูทางเข้า

ผวากระเป๋าต้องสงสัยหลังม็อบกลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.เดินทางกลับ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ซึ่งอยู่ติดอาคารชินวัตร 3 พบกระเป๋าต้องสงสัยสีดำบริเวณริมสนามหญ้าข้างทางเดินหน้าบริษัทฯ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ทหารชุดช่วยเหลือประชาชนซึ่งตั้งจุดรักษาการณ์บริเวณหน้าบริษัทฯเข้าตรวจสอบพบว่า เป็นกระเป๋าเป้สีดำ ลักษณะถูกนำมาโยนไว้ จึงได้แจ้งหน่วยทำลายวัตถุระเบิดกรมสรรพาวุธทหารบก และหน่วยเก็บกู้ พิสูจน์วัตถุระเบิด บช.น.เข้ามาทำการเก็บกู้

เวลา 17.40 น. พ.ต.ท.สุทัศน์ ไชยพรหม สว.กตว.บก.สปพ. นำเจ้าหน้าที่อีโอดี บช.น.ทำการเก็บกู้โดยใช้เครืี่องเอกซเรย์ไร้สายตรวจดูกระเป๋าก่อนจะเปิดกระเป๋าออกพบว่า ข้างในมีหนังสือนักเรียนประมาณ 10 เล่ม พร้อมเสื้อคลุมเรียนวิชาศิลปะ 1 ตัว ดินสอสี 20 แท่ง หน้าสมุดระบุชื่อ ด.ช.สุรยุทธ งามแป้น ชั้น ป.4/1 ร.ร.ธัชรินทร์วิทยา จึงมอบให้ตำรวจ สน.พหลโยธิน นำไปแจ้งทางโรงเรียนให้มารับกระเป๋าคืน

เจรจา “พุทธอิสระ” เหลวอีกรอบ

ขณะที่ พล.ต.สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าส่วนประชาสัมพันธ์และสารนิเทศ สำนักงานรัฐมนตรีกลาโหม พ.อ.ยุทธ พรหมพงศ์ รอง ผอ.ส่วนกิจการพลเรือน สำนักนโยบายและแผน กระทรวงกลาโหม และ พ.ต.ท.หญิงอัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนจาก ศรส. ได้เข้าพบพุทธอิสระ แกนนำ กปปส.ที่ปักหลักชุมนุมเวทีศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เพื่อขอเจรจาคืนพื้นที่เป็นครั้งที่ 2 ใช้เวลากว่า 1 ชม. แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากพุทธอิสระยืนยันข้อเสนอเดิมคือให้ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม หรือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผอ.ศรส.มานอนค้างคืนในพื้นที่ชุมนุม 3 วัน 3 คืน และยินดีย้ายเวทีชุมนุมไปที่อาคารภายในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม หรือสโมสรตำรวจที่ตั้งของ ศรส. และตัวอาคารของศูนย์ราชการ แต่ต้องรับรองด้วยตำแหน่งและชีวิตหากเกิดอันตรายใดๆกับผู้ชุมนุม

เผยรับไม่ได้ข้อเรียกร้องมากไป

พล.ต.สุรชาติกล่าวว่า ปลัดกระทรวงกลาโหม ฝากมาว่าจากที่พุทธอิสระขอให้มาค้าง 3 วัน 3 คืน ขอเพียงแค่คืนเดียวในเวลา 18.00 น. กลับเวลา 06.00 น. เนื่องจากติดภาระหน้าที่โดยให้เหตุผลว่าเพียงคืนเดียวก็พอแล้ว ประเด็นสำคัญก็คือจะต้องเอาชีวิตและหน้าที่การงานมารับรองว่า ผู้ชุมนุมต้องปลอดภัย ถ้าผู้ชุมนุมมีอันตรายแค่แมวข่วน ก็ต้องรับผิดชอบ ประเด็นนี้หนักเกินไป อย่างไรก็ตามถ้าผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ปลัดกระทรวงกลาโหมให้ย้ายเวทีไปอยู่ที่ชั้นล่างของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมได้ และจะดูแลทั้งผู้ชุมนุมและผู้ที่อยู่ในเมืองทองธานีอย่างเป็นระบบ

พท.โวยใช้สวนลุมฯซ่องสุมอาวุธ

ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ว่า ขณะนี้สวนลุมพินีแปลงสภาพจากสถานที่ออกกำลังกายเป็นรัฐอิสระ ซ่องสุมกำลังและอาวุธ มีกองกำลังติดอาวุธ บางวันแปลงสภาพเป็นศาลเตี้ย สั่งจับคนไปถ่วงน้ำ ล่าสุดจับกุม 2 ทหารพร้อมอาวุธจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ขอเรียกร้องไปยังนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ให้เปิดพื้นที่สวนลุมพินีให้ตำรวจเข้าไปตรวจสอบว่า มีกองกำลังติดอาวุธและคลังแสงจริงหรือไม่ เพื่อลดความระแวงของประชาชน รวมถึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ช่วยตรวจสอบและควบคุมกำลังพลให้ได้ อย่าให้มาทำงานนอกคำสั่ง ขอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ขึ้นป้ายเตือนบริเวณรอบสวนลุมพินีว่า เป็นพื้นที่อาจเกิดภัยพิบัติจากสงคราม ขอให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังอาจมีอันตรายถึงชีวิต

6 สภาวิชาชีพร้องยุติความรุนแรง

นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภาร่วมกับ 6 สภาวิชาชีพด้านสุขภาพ อาทิ แพทยสภาสภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา สภาเทคนิคการแพทย์ และสภากายภาพบำบัด ได้แถลงการณ์กรณีมีการยิงโรงพยาบาลและขู่ตัดน้ำตัดไฟว่า ที่ประชุมนายกสภาวิชาชีพด้านสุขภาพขอเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงที่พุ่งเป้าต่อบุคลากรทางการแพทย์ สถานพยาบาล และส่งเสริมให้ปฏิบัติตามหลักสากล หลักมนุษยธรรม ซึ่งนายกสภาวิชาชีพ ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพราะมีความเป็นห่วงบุคลากรทุกคน และขอให้กำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ส่วนที่มีการขึ้นป้ายว่า ไม่เอารัฐบาลโกงหรือรัฐบาลทุจริตนั้น ไม่ได้กล่าวหารัฐบาลใดแต่หมายรวมถึงทุกรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลไหน ทางสภาวิชาชีพจะไม่นิ่งเฉยหากพบว่ามีการทุจริตหรือโกง

“สุเทพ” จ่อแฉแก๊งงาบรัฐวิสาหกิจ

ต่อมาเวลา 19.45 น. ที่เวทีปราศรัย กปปส.ลุมพินี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขึ้นเวทีปราศรัยว่า การที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คืนตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกฯยุคระบอบทักษิณ มีอำนาจบริหารประเทศ ระบบคุณธรรมถูกทำลายย่อยยับ ไม่พิจารณาคุณงามความดี มีแต่เล่นพรรคเล่นพวก และยังเกี่ยวข้องรัฐวิสาหกิจ  เพราะประธานคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเป็นคนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนั้น เพื่อนตนกำลังรวบรวมข้อมูลเรื่องเหล่านี้หากทำเสร็จจะเอามาเปิดโปง ให้รู้ว่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณส่งสมุนไปอยู่ในรัฐวิสาหกิจ ช่วยกันยักยอกเอาประโยชน์

ยันเป็นคนไม่กัดกับหมา

นายสุเทพกล่าวว่า การที่มีคนร้ายใช้เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่บ้านภรรยาตน 2 นัด ตนทราบเรื่องตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. แต่ไม่ต้องการไปแจ้งความ เพราะไม่ไว้ใจรัฐบาลและไม่เชื่อใจตำรวจ เรื่องนี้ไม่ต้องตกใจ ภรรยาตนก็ไม่ตกใจ เพราะสู้กันทั้งบ้านเป็นอย่างไรเป็นกัน ต้องบอกว่าหากตนใจต่ำทรามคืนนี้คงยิงบ้านจันทร์ส่องหล้า และบ้าน น.ส. ยิ่งลักษณ์ แต่เรามีจิตใจสูงกว่าก็ต้องรักษาการต่อสู้ของเราไว้ เราไม่กัดกับหมาขอให้จำเอาไว้ เพราะเราเป็นคน พวกนั้นหมาบ้า ขอให้ทำไป มีแรงเท่าไหร่ก็ขอให้ทำออกมา  เพราะพวกคุณนึกว่าเป็นเจ้าของประเทศไทย เราไม่กลัวและไม่ขอความคุ้มครองจากตำรวจด้วย ซึ่งเราจะยืนหยัดต่อสู้กับระบอบทักษิณและประจานความเลวของคุณให้โลกรู้ต่อไป

11 มี.ค. 2557 07:18 ไทยรัฐ