วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดันวิสาหกิจชุมชนผลิตไฟฟ้า

รอรัฐบาลใหม่กดปุ่มแผนพลังงานทดแทน

กระทรวงพลังงาน ลุยทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศให้ได้สัดส่วน 25% ของการผลิตไฟฟ้าในปี 2564 เสนอรัฐบาลใหม่รื้อใหญ่โครงสร้างราคารับซื้อ ที่ต้องคำนวณตามต้นทุนจริง และราคาต้องแตกต่างระหว่างภาคเอกชนและประชาชนผลิต สนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนลงทุนเพื่อลดการลงทุนภาครัฐและทดแทนภาคเอกชนที่ไม่ต้องการลงทุน

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยนำเข้าพลังงานทุกประเภท อาทิ น้ำมัน ก๊าซหุงต้ม ก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ ซึ่งเป็นการคิดค่าเฉลี่ยของพลังงานที่มีหลายสถานะ คิดเป็นมูลค่ารวม 1.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่มีการนำเข้ารวม 1.45 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการของการเติบโตทางเศรษฐกิจ, ภาคการขนส่ง, อุตสาหกรรม, การผลิตไฟฟ้า ภาคครัวเรือน และคาดว่าความต้องการพลังงานของประเทศไทยปี 2564 จะอยู่ที่ 728,817 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ปี 2553-2573 และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกปี  2555-2564 ได้กำหนดให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน  อาทิ  พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ฯลฯ เพื่อผลิตไฟฟ้า โดยจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 182,204 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2564 หรือ 25% ของการใช้พลังงานทั้งหมด

ดังนั้น การจัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทนฯ ให้ได้สัดส่วน 25% ตนจะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้าพลังงานหลัก แม้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีข้อจำกัด ในเรื่องความไม่สม่ำเสมอของแหล่งพลังงาน และวัตถุดิบ รวมทั้งต้นทุนการผลิตขณะนี้  ที่สูงกว่าต้นทุนของเชื้อเพลิงพลังงานหลัก

“ผมจะเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหา ซึ่งนับจากนี้ไป ก็จะมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่จะทำให้ราคาต้นทุนของพลังงานหลัก อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ในการผลิตไฟฟ้า มาบรรจบกันกับราคาต้นทุนของพลังงานทดแทน และจากนั้นราคาต้นทุนพลังงานหลัก ก็จะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งจะเริ่มมีปริมาณสำรองลดลง ขณะที่ราคาต้นทุนของพลังงานทดแทน ที่เมื่อมีการลงทุนติดตั้งเพิ่มขึ้น อาทิ การผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์, ขยะ, ก๊าซชีวภาพ ที่แม้ว่า ต้นทุนเทคโนโลยี อาทิ แผงโซล่าร์เซลล์ที่ยังมีราคาแพง แต่เมื่อมีการสนับสนุนให้ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปเข้ามาร่วมลงทุน ก็จะทำให้เกิดการผลิตแผงโซล่าร์เซลล์ จากหลายๆ บริษัททั่วโลก ทำให้ราคาต้นทุนถูกลงในที่สุด”

นายสุเทพ กล่าวว่า ได้สั่งการให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานไปจัดทำโครงสร้างพลังงานของประเทศไทยทั้งระบบ เตรียมเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ พิจารณาอนุมัติให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยจะมีการกำหนดอัตราราคารับซื้อพลังงานทุกชนิดจากภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม และประชาชนทั่วไป ให้เป็นมาตรฐานและจูงใจให้เกิดการลงทุน เพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ราคาที่จะรับซื้อจะเป็นการคำนวณตามต้นทุนการผลิตจริง  แทนการคำนวณต้นทุนการผลิตเป็นรายปี และราคารับซื้อจะมีความแตกต่างกัน ระหว่างราคาที่เอกชนและโรงงานอุตสาหกรรมผลิตได้ ที่ต้องมีราคาต่ำกว่า ประชาชน ครัวเรือนบ้านพักอาศัยผลิตได้

โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่จะเร่งผลักดันให้เกิดการลงทุน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ, ชีวมวล, ขยะ, หญ้าเนเปียร์หรือหญ้าเลี้ยงช้าง, พลังงานลม, พลังงานแสงอาทิตย์ ตามแต่ละชุมชนนั้นๆ จะมีแหล่งพลังงานจากแหล่งใด เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสในชุมชนมีส่วนร่วม ช่วยทดแทนกรณีภาคเอกชน ไม่ต้องการลงทุนในโครงการดังกล่าว

ล่าสุด กระทรวงพลังงานได้ปรับเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เมื่อจบแผนพัฒนาพลังงานทดแทนปี 2564 ให้เพิ่มเป็น 1,800 เมกะวัตต์ จากเดิม 1,200 เมกะวัตต์ ผลการศึกษาพบว่า ที่ระดับความสูง 90 เมตร จากพื้นดิน มีพื้นที่ที่มีความเร็วลม 6 เมตรต่อวินาที ในจังหวัดเพชรบูรณ์ กาญจนบุรี ระนอง พัทลุง สงขลา ยะลา สุราษฎร์ธานี ที่มีศักยภาพสามารถติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าได้ 1,000 เมกะวัตต์

ขณะที่มีภาคเอกชนขอรับการส่งเสริมการลงทุน รวม 900 เมกะวัตต์และขณะนี้มีการผลิตไฟฟ้า ป้อนเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 209 เมกะวัตต์พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน (โซล่าร์ รูฟ ท็อป) จะเพิ่มเป็น 3,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 2,000 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน 800 เมกะวัตต์ และมีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 530 เมกะวัตต์, พลังงานน้ำ ได้ปรับเป้าหมายลดเหลือ 324 เมกะวัตต์ จากเดิม 1,608 เมกะวัตต์ เนื่องจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ผลการศึกษาพบว่าไม่ก่อให้เกิดการผลิตพลังงาน ที่เป็นพลังงานทดแทนที่เหมาะสม ล่าสุดมีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 14 เมกะวัตต์

พลังงานชีวมวล จะเพิ่มเป็น 4,800 เมกะวัตต์ จากเดิม 3,630 เมกะวัตต์ ล่าสุดมีผู้ประกอบการยื่นเรื่องขอก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลชุมชน ขนาด 1 เมกะวัตต์ รวม 200 แห่ง กำลังการผลิตรวม 200 เมกะวัตต์ โดยใช้เศษไม้ยางพาราเป็นเชื้อเพลิง ขณะที่ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล ล่าสุด มีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 1,918 เมกะวัตต์

ขณะที่ก๊าซชีวภาพ ที่ใช้ของเสียจากภาคอุตสาหกรรมและมูลสัตว์ เป้าหมายเดิม 600 เมกะวัตต์ และจะเพิ่มเป็น 3,600 เมกะวัตต์ โดยจะมาการผลิตไฟฟ้า จากพืชพลังงาน อาทิ หญ้าเนเปียร์ (หญ้าเลี้ยงช้าง) ที่ผลพบว่า การผลิตก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานเพื่อให้ได้ไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ ต้องใช้พื้นที่ปลูก 1,000 ไร่ ทำให้ต้องจัดหาพื้นที่ปลูก 3 ล้านไร่ หากต้องการไฟฟ้า 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งพบว่ามีพื้นที่ใน 21 จังหวัด ที่มีความเหมาะสมในการเพาะปลูกและตั้งโรงไฟฟ้า และพลังงานจากขยะจะเพิ่มเป็น 400 เมกะวัตต์ จากเดิม 160 เมกะวัตต์ โดยจะสนับสนุนให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบท.) นำขยะมาผลิตไฟฟ้า และล่าสุดมีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 47 เมกะวัตต์.

กระทรวงพลังงาน ลุยทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศให้ได้สัดส่วน 25% ของการผลิตไฟฟ้าในปี 2564 เสนอรัฐบาลใหม่รื้อใหญ่โครงสร้างราคารับซื้อ ที่ต้องคำนวณตามต้นทุนจริง และราคาต้องแตกต่างระหว่างภาคเอกชนและประชาชนผลิต สนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนลงทุนเพื่อลดการลงทุนภาครัฐและทดแทนภาคเอกชนที่ไม่ต้องการลงทุน... 11 มี.ค. 2557 03:45 ไทยรัฐ