วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับตา 'อินโดฯ' ฉวยโอกาสการเมืองไม่นิ่ง ดึงนักลงทุนตลาดหุ้น

จับตา อินโดนีเซีย ฉวยโอกาสวิกฤติการเมืองไทย ดึงนักลงทุนตลาดเงินตลาดทุนเข้าลงทุนในประเทศ หวังเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่สมาคมโบรกเกอร์มั่นใจพื้นฐานไทยแกร่ง...

ประเทศอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ เนื่องจากมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ในเอเชีย รวมถึงใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวถึง 5.72% ในไตรมาส 4 ปี 2556 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555 เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกที่ฟื้นตัวขึ้นได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

กระนั้นเอง อินโดนีเซีย ได้คาดการณ์ว่าจีดีพีปี 57 จะสามารถขยายตัวได้ถึง 6% จึงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจอินโดนีเซียในการรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และสกุลเงินที่อ่อนค่าลง ในขณะที่รายได้ที่สูงขึ้นของประเทศช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย

เมื่อพิจารณาจากจำนวนประชากร จะพบว่า ยังมีปริมาณของชนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2010 มีการคาดการณ์ว่า ชนชั้นกลางมีจำนวน 45 ล้านคน และได้จะขยายเป็น 135 ล้านคนในปี 2030 โดยเฉลี่ยในปัจจุบันคนอินโดนีเซียมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียโตอย่างมีเสถียรภาพ และคนระดับล่างหรือคนยากจน มีอัตราลดลงเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ โครงการลงทุนหรือโครงการพัฒนาต่างๆ ก็มีแนวโน้มจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวในช่วงหลายไตรมาสในอนาคตข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นโครงการป้องกันความเสี่ยงจากน้ำท่วม การปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และการจัดการเลือกตั้งในปี 57

ทว่าอินโดนีเซียอยู่ในฐานะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่โดนผลกระทบอย่างหนักจากการถอนมาตรการเชิงปริมาณหรือ QE ของรัฐบาลกลางอเมริกัน เนื่องจากนักลงทุนจากนานาชาติถอนเงินลงทุนออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาและอินโดนีเซียก็หนีไม่พ้น ที่จะโดนเบนเข็มจากนักลงทุน ทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดหุ้นและตลาดเงินอินโดนีเซีย

โดยผลจากการลดคิวอีทำให้ดัชนีตลาดหุ้นจาการ์ตาตกจากระดับ 5,000 จุด ในเดือนพฤษภาคม ลงมาที่ระดับต่ำกว่า 4,000 จุดในเดือนกันยายนปีที่แล้ว

นอกจากนี้ เศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ยังโดนผลกระทบจากเศรษฐกิจของประเทศจีนที่เริ่มคลายความร้อนแรงลง ทำให้การส่งออกไปประเทศจีนชะลอตัวลง รวมทั้งปัญหาภาวะเงินเฟ้อ การขึ้นราคาน้ำมันทางการที่เพิ่มขึ้นถึง 44% และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่กระทบต่อค่าเงินรูเปียห์ที่มีค่าลดลง 25% เฉลี่ยทั้งปีเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ส่วนยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินโดนีเซียมีตัวเลขขาดดุลทะลุ 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในไตรมาสที่ 2 ในปีที่แล้วซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงสุดนับจากช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินเอเชียในปี 2541 แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซีย จะชะลอตัวเหลือ 5.78% แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่สูง เมื่อเทียบกับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน ประเทศไทยจะไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ (เออีซี) ได้ตามที่คาดหวังไว้ และอาจจะเสียตำแหน่งให้กับ อินโดนีเซียไปอย่างน่าเสียดาย

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยกับ‘ไทยรัฐออนไลน์’ว่า จากกรณีดังกล่าว คงไม่กระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากปัญหาการเมืองของประเทศไทยหนักหนามาตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมแล้ว แต่นักลงทุนต่างชาติก็ยังมีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทย โดยดูได้จากดัชนีที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของช่วงนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาพรวมของการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่

ในขณะเดียวกัน นักลงทุนทั้งหลายก็จะเลือกพิจารณาจากความเป็นจริง โดยวิเคราะห์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศและปัจจัยต่างๆ โดยรวม ไม่ใช่วิเคราะห์จากการชวนเชื่ออื่นๆ เพราะการลงทุนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความรอบคอบเป็นอย่างสูง และต้องดูองค์ประกอบต่างๆ อย่างรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (RSTA) กำลังจัดแคมเปญยักษ์สู้วิกฤติ “ราชประสงค์ สตรีท เฟสติวัล” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย รักษาฐานรายได้ผู้ประกอบการทุกกลุ่มธุรกิจ คาดว่า จะเกิดกระแสการบอกต่อระหว่างนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ และจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้นักลงทุนสนใจที่จะเข้ามาลงในประเทศไทยมากขึ้น.

จับตา อินโดนีเซีย ฉวยโอกาสวิกฤติการเมืองไทย ดึงนักลงทุนตลาดเงินตลาดทุนเข้าลงทุนในประเทศ หวังเพิ่มศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่สมาคมโบรกเกอร์มั่นใจพื้นฐานไทยแกร่ง... 10 มี.ค. 2557 20:09 10 มี.ค. 2557 22:05 ไทยรัฐ


advertisement