วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โรคไต...วันไตโลก เสี่ยงทุกวัยได้ทุกคน

โดย


“การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ”... ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ในวันพฤหัสบดีสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคมทุกปี เป็นวันที่ International Federation of Kidney Foundation และ International Society of Nephrology ได้กำหนดให้เป็น... “วันไตโลก” (World Kidney Day)

โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 13 มีนาคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เครือข่ายลดบริโภคเค็ม และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันไตโลก ภายใต้หัวข้อ “โรคไต: เสี่ยงทุกวัย เป็นได้ทุกคน”

วันไตโลกเป็นโอกาสที่ดีในการรณรงค์ เพื่อให้คนไทยเกิดความตระหนักในการป้องกัน  ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยไตเรื้อรัง แม้ว่าประเทศไทยจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีสิทธิประโยชน์ครอบคลุมการรักษา แต่หากจำนวนผู้ป่วยมีมากเกินไป ไม่เพียงจะกลายเป็นภาระงบประมาณในอนาคต ยังอาจส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษา

ข้อมูลล่าสุดพบว่า  มีคนไทยป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังร้อยละ 17.6 ของประชากร หรือประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย 2 แสนคน และมีอัตราป่วยเพิ่มปีละกว่า 7,800 ราย

ผู้ป่วยเหล่านี้...หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะเกิดโรคแทรกซ้อนถึงเสียชีวิตได้

การรักษาที่ว่านี้ก็คือ “การผ่าตัดปลูกถ่ายไต” ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยที่รอการผ่าตัดปลูกถ่ายไตใหม่ประมาณ 40,000 ราย ขณะที่การปลูกถ่ายไตทำได้เพียงปีละ 400 รายเท่านั้น...สาเหตุสำคัญนอกจากขั้นตอนการผ่าตัดที่ยุ่งยากและค่าใช้จ่ายสูงถึง 200,000 บาทต่อคนแล้ว ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการขาดแคลนผู้บริจาคไต
เมื่อเป็นเช่นนั้น...ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังส่วนใหญ่จึงต้องรักษาเพื่อยืดอายุ โดยวิธีการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือล้างไตผ่านช่องท้อง

ในอดีตผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีปัญหาการเข้าถึงการรักษา เนื่องจากเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทำให้ผู้ป่วยโรคไตและครอบครัวแม้จะมีฐานะการเงินที่ดีก็อยู่ในภาวะล้มละลายได้ ต้องกู้หนี้ยืมสิน เพราะเพียงแค่ค่าใช้จ่ายฟอกไตแต่ละครั้งตกอยู่ที่ 1,500-2,000 บาท...อีกทั้งยังต้องฟอกสัปดาห์ละ 2 ครั้งต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต...ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคแทรกซ้อนอื่นๆ

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้กำหนดให้ “โรคไตเรื้อรัง” เป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” พร้อมสนับสนุนการพัฒนาหน่วยบริการให้เพียงพอกับความต้องการ เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยโรคไตในระบบทั้งหมดได้

โดยได้แยกการบริหารจัดการเป็น “กองทุนผู้ป่วยโรคไต” ออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2551 ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาทดแทนไตด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนไต การล้างไตผ่านช่องท้องอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการฟอกไตผ่านเครื่องที่กำหนดให้เฉพาะผู้ที่ไม่สามารถล้างไตผ่านช่องท้องได้

จากการดำเนินการเพื่อช่วยผู้ป่วยโรคไตในช่วง 6 ปี ที่ผ่านมา สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตและยืดอายุผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังให้มีอายุยืนยาวขึ้น โดยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ขึ้นทะเบียนสะสมในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 42,884 ราย

ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยคงรับการรักษา 27,120 ราย และเสียชีวิตแล้ว 15,504 ราย...เป็นผู้ป่วยล้างไตผ่านหน้าท้องมากที่สุดสะสม 27,004 ราย ล้างไตผ่านเครื่อง 19,948 ราย และได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต 2,978 ราย

ทั้งนี้ในปี 2556 มีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังลงทะเบียนขอรับการปลูกถ่ายไต 738 ราย ในจำนวนนี้ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตเพียง 90 รายเท่านั้น

ด้วยข้อจำกัดข้างต้น แม้ว่า สปสช.จะจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง โดยในปี 2557 ได้จัดงบประมาณไว้ที่ 5,178 ล้านบาท เป็นงบสำหรับบริการผู้ป่วยทดแทนไต 35,429 ราย เป็นเงิน 5,154 ล้านบาท และเป็นงบสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 24.7 ล้านบาท แต่ปัญหาสำคัญมีว่า...มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในประเทศจะเพิ่มมากขึ้น
นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. บอกว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นกองทุนฯตามสถิติอาจจะดูเหมือนว่าผู้ป่วยมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงเป็นเพราะผู้ป่วยเข้าถึงบริการสุขภาพได้มากขึ้น

“สมัยก่อน...ไม่ได้สิทธิ พอเป็นได้ไม่นานก็เสียชีวิต หลังจากให้สิทธิมาเข้ารับการบริการ ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น ทำให้ตัวเลขคนไข้สะสม”

ประเด็นปัญหางบประมาณต้องยอมรับว่ามีปัญหาแน่นอน นพ.วินัย บอกว่า เราเริ่มต้นด้วยงบประมาณ 3,000 ล้านฯ ผ่านมาถึงวันนี้ใช้งบ 5,000 ล้านฯต่อปี ตอนเสนอ ครม.ไปคาดว่าจะต้องใช้เงินปีละ 10,000 กว่าล้านฯนะ...ฉะนั้นสิ่งที่ต้องการก็หมายถึงว่า ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

สาเหตุสำคัญก็คือ การเป็นเบาหวาน ความดัน โรคเอสแอลอี (SLE) ที่คนไทยรู้กันในชื่อ “โรคพุ่มพวง” จะทำให้เป็นไตวาย เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะต้องดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคเหล่านี้ ถ้าเป็นไปได้ก็ต้องพยายามอย่าให้เป็นโรคเบาหวาน ความดัน ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวัน
“คนเป็นแล้ว...เบาหวานก็ต้องควบคุมน้ำตาลให้ดี กินยา...ควบคุมอาหาร เพราะถ้าคุมไม่ดี น้ำตาลในเลือดสูง...เส้นเลือดฝอยก็จะเสียง่าย ส่งผลเส้นเลือดที่ไตจะเสียไปด้วย สำหรับใครที่เป็นความดันก็ควบคุมความดันโลหิตอย่าให้สูง เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เค็ม มัน งดเด็ดขาด...ดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด”

รายงานจากสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ พบผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง 8 ล้านคน มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10,000 คน โดยในปี 2560 คาดว่า...อาจจะต้องใช้งบประมาณในการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังกว่า 17,000 ล้านบาท

คงต้องย้อนกลับไปถึงสาเหตุสำคัญของโรคไตวายเรื้อรัง เกิดจากพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะการบริโภครสเค็มจัด หรือมีโซเดียมคลอไรด์สูงเป็นประจำ ส่วนหนึ่ง...เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปนิยมอาหารจานด่วน อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง อาหารกึ่งสำเร็จรูป รวมทั้งอาหารนอกบ้านที่ปรุงโดยคำนึงถึงแต่รสชาติแต่ไม่คำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภค

สำนักโภชนาการ กรมอนามัย สำรวจปริมาณอาหารที่มีส่วนประกอบของ “โซเดียมคลอไรด์” ของประชากรไทย ปี 2551 เข้าใจง่ายๆก็คือสำรวจสถานการณ์การบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูงพบว่า มีการบริโภคโซเดียมคลอไรด์สูงเกินปริมาณแนะนำถึง 2 เท่า...ปริมาณโซเดียม 4,351 มิลลิกรัม หรือเปรียบเทียบเป็นเกลือก็อยู่ที่ 10.8 กรัมต่อวัน ทำให้หลายประเทศเริ่มมีการรณรงค์ให้มีการลดการกินเค็มขึ้น

การป้องกัน รณรงค์ให้คนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น นพ.วินัย ย้ำว่า ต้องไม่อ้วนเกินไป ไม่กินของหวาน ของมัน ของเค็มจนเกินไป เพราะจะทำให้เส้นเลือดมีปัญหา...ต้องระวังอย่าให้เป็นเบาหวาน เพื่อให้ทุกคนยืดอายุการที่มีไตดีอยู่กับตัวไปนานๆ

“สุขภาพดีไม่มีขาย...อยากได้ต้องทำเอง กินอะไรก็ได้อย่างนั้น” ...เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาตัวคุณไปสู่สุขภาพที่แข็งแรงหรืออ่อนแอไม่สู้โรคภัย.

10 มี.ค. 2557 10:47 10 มี.ค. 2557 10:54 ไทยรัฐ