วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไร้เครดิต นพดลฉะมาร์ค ปัดเจรจา

ไร้เครดิต นพดลฉะมาร์ค ปัดเจรจา

  • Share:

ชี้ทักษิณไม่คุย พท.ดาหน้าลุย 4องค์กรอิสระ

“เพื่อไทย” ไล่ต้อนองค์กรอิสระดาหน้าฟัดจมเขี้ยว อัดยับ กกต.จ้องให้เลือกตั้งเป็นโมฆะเมินจัดเลือกตั้ง ส.ส.-ส.ว.วันเดียวกันเป็นลูกไม้กรุยทาง ปชป.รีเทิร์น “คณิน” งัด รธน.ปี 50 หักหน้าผู้ตรวจการแผ่นดินผิดคิวส่งคำร้องโมฆะ ลต.ให้ศาล รธน. ถล่มศาล ปค. ก้าวก่ายฝ่ายบริหารชัดแจ้งเหตุสั่ง “ปู” ส่ง “ถวิล” กลับรัง สมช. ขุดปมโปรดเกล้าฯเขย่าเก้าอี้ 6 ป.ป.ช. “นพดล” โต้ข่าว “แม้ว” สั่งคุยฝ่ายตรงข้าม เย้ย ปชป. ยุค “มาร์ค” เรตติ้งดิ่งเหวไร้เครดิตเป็นคู่เจรจา “ประชาธิปัตย์” สะกิด กกต.รามือลุยจัดเลือกตั้งควรรอฟังวินิจฉัยศาล รธน. ก่อนอ้างกลัวเปลืองงบฯ

จากกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องของนายกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะล่าสุด พรรคเพื่อไทยชี้ว่าตามรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการยื่นผิดองค์กร โดยผู้ตรวจการฯต้องยื่น ให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ

ชง 5 เม.ย.ลต.ทดแทน กทม.—ประจวบฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มี.ค. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวในรายการ “กกต.พบประชาชน” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียงแห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถึงการจัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ว่า นอกจากจะนำข้อสรุปของที่ประชุม ที่ให้จัดลงคะแนนทดแทนการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วันที่ 5 เม.ย. และจัดลงคะแนน ทดแทนการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 26 ม.ค. และเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 ก.พ. ใน 6 จังหวัด คือ ชุมพร สตูล นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ระนอง และพังงา เข้าที่ประชุม กกต.วันที่ 11 มี.ค.แล้ว ส่วนตัวเห็นว่า กทม. และประจวบคีรีขันธ์ ก็น่าจะมีความพร้อมในการจัดลงคะแนนทดแทนด้วยเช่นกัน ซึ่งมีแนวโน้มน่าจะเป็นวันที่ 5 เม.ย. เรื่องนี้ก็จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต.ในวันที่ 11 มี.ค.ด้วยเช่นกัน

ฝันคนกรุงแห่ใช้สิทธิเลือก ส.ว.

ที่รัฐสภา นายอรรณพ ลิขิตจิตถะ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) กล่าวภายหลังการประชุม กกต. กทม.เพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ส.ว. วันที่ 30 มี.ค.ว่า การดำเนินการเป็นไปตามแผนอย่างดี โดยจะมีการจัดเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในและนอกเขต ในวันที่ 23 มี.ค. และจะมีการจัดงานเลือกตั้งเพื่อความสมานฉันท์ขึ้นในวันที่ 11 มี.ค.โดย กกต. กทม.จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตำรวจนครบาล ผู้สมัคร ส.ว. และผู้ให้การสนับสนุนผู้สมัครทุกคนมาประชุมและสร้างความสามัคคีให้อภัย รู้แพ้ รู้ชนะ เมื่อถามว่าดูเหมือน กทม.คนดังๆมาสมัครน้อยกว่าในต่างจังหวัด นายอรรณพตอบว่า การเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งก่อนมีผู้มาสมัครถึง 38 คน แต่ขณะนี้ยังไม่ถึง 20 คน เท่าที่ทราบหลายคนเตรียมตัวจะมาสมัครแต่พอเห็นสถานการณ์บ้านเมืองก็ถอย ทั้งนี้ ตั้งเป้าไว้ว่าจะมี ผู้ออกมาใช้สิทธิ 75.3% เท่ากับการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 54 ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว

ปิดฉากกร่อยยอดสมัคร ส.ว.แค่ 18 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้ง ส.ว.กทม.วันที่ 5 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายมีผู้มาสมัครเพิ่มอีก 7 คน ประกอบด้วย นายกรสัณห์ กันยะพงศ์ อาชีพทนายความ นางพรทิพย์ ลยานนท์ อดีตข้าราชการพยาบาล นายมงคล กิม-สูนจันทร์ อดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน และสมาชิกบ้านเลขที่ 109 นายพรชัย รัศมีแพทย์ นายชาญชัย โกศลธนากุล ข้าราชการบำนาญ นายประทีป พุทธ-รักษ์ภักดี มิชชันนารีอิสระ และนายวิทยา จังกอบ-พัฒนา อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งถือเป็นคนสุดท้าย ทำให้มีผู้สมัคร ส.ว.กทม.รวมทั้งสิ้น 18 คน ซึ่งขั้นตอนต่อไป กกต.กทม.จะตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ภายใน 7 วัน ก่อนประกาศ รับรองให้เป็นผู้สมัครต่อไป

ทั่ว ปท. 457 คน ทุบสถิติปี 51

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า สำหรับภาพรวมการเปิดรับสมัคร ส.ว. ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 4-8 มี.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายมีผู้สมัคร ส.ว. จำนวน 99 คน ทำให้ยอดรวมผู้สมัคร ส.ว. ตลอด 5 วัน จำนวนทั้งสิ้น 457 คน โดยจังหวัดที่มีผู้สมัครมากที่สุดคือ กทม. จำนวน 18 คน ทั้งนี้ รู้สึกพอใจมากที่มีบุคคลให้ความสนใจมาลงสมัครเลือกตั้ง ส.ว.มากเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2551 อีกทั้งการเปิดรับสมัครตลอดทั้ง 5 วันใน 77 จังหวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีกระบวนการขัดขวางเลือกตั้ง โดยจากนี้ไปจะเข้าสู่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง จึงขอให้ผู้สมัครระมัดระวังอย่าไปหาเสียงในเชิงนโยบายหรือเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้เพราะจะทำให้ผิดกฎหมายเลือกตั้งตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.

พท.อัด “สมชัย” ใช้ลูกไม้อุ้ม ปชป.

ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊กระบุการจัดเลือกตั้ง ส.ส.ในเขตที่มีปัญหาไปพร้อมกับการเลือกตั้ง ส.ว.ในวันที่ 30 มี.ค.จะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในการจัดการเลือกตั้งว่า เป็นความพยายามอีกครั้ง ที่จะทำให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.เป็นโมฆะ เพื่อเปิดโอกาสให้บางพรรคการเมืองกลับสู่การเลือกตั้งใช่หรือไม่ หรือกลัวว่าถ้าจัดพร้อมกันแนวร่วม กปปส.จะก่อกวนไม่ถนัด เพราะต้องเปิดทางให้ ส.ส.บางพรรคการเมืองไปเลือก ส.ว.เพื่อจะได้สิทธิลงเลือกตั้งกลับคืนมา อยากถามว่าอะไรคือสาเหตุที่ กกต.ปฏิเสธ แนวทางการจัดเลือกตั้งวันเดียวกัน เพราะช่วยประหยัดงบประมาณได้จำนวนมาก ดังนั้นนายสมชัยต้องชี้แจงให้ชัดมากกว่าการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก

งัด รธน.50 ฟันธงผู้ตรวจการฯผิดคิว

นายคณิน บุญสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องของนายกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะว่า ไม่ทราบว่านายกิตติพงศ์ร้องในฐานะอะไร และมองไม่เห็นว่านายกิตติพงศ์เอาอะไรร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ทั้งนี้หากศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจริง ผลที่ตามมาคือรัฐบาลต้องออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ และต้องใช้เงินถึง 3,800 ล้านบาท จึงอยากถามว่าเงินที่ได้ใช้ไปแล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ทราบว่านายกิตติพงศ์ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะออกมารับผิดชอบเงินจำนวนนี้หรือไม่ อีกทั้งคนที่ไปใช้สิทธิแล้วจำนวน 20 ล้านคน ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่จะทำให้สิทธิของพวกเขาถูกเพิกถอนเช่นนั้นหรือ การยื่นเรื่องครั้งนี้จะเอาไปเทียบเคียงกับปี 49 ไม่ได้ เพราะเมื่อปี 49 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาร้องศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.49 เป็นโมฆะ ขณะนั้นรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่มีศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีแต่ศาลรัฐธรรมนูญจึงเปิดช่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่องการเลือกตั้งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ แต่รัฐธรรมนูญปี 50 มีศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเกิดขึ้น เมื่อเกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจะต้องส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ไม่ใช่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญปี 50 ไม่ได้เปิดช่องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการเลือกตั้งเป็นโมฆะได้

“นพดล” โต้ข่าว “แม้ว” สั่งเจรจา

นายนพดล ปัทมะ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความพยายามยื่นเงื่อนไขเจรจากับฝ่ายตรงข้ามว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าว การเจรจาเป็นเรื่องของรัฐบาล แต่การเจรจาหาทางออกต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎ กติกา ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้หวงอำนาจ แต่จะต้องรักษาระบบเอาไว้ให้ลูกหลาน รัฐบาลเหมือนรถไฟที่วิ่งไปจอดตามสถานี แต่มี กปปส.คอยพยายามทำให้ตกราง ต้องการให้เกิดสุญญากาศ แช่แข็งประเทศ แช่แข็งรัฐธรรมนูญ เปิดเงื่อนไขนายกฯมาตรา 7 แต่ กปปส.คาดการณ์ผิดเพราะต่างชาติไม่สนับสนุนแนวทางนี้ เพราะประชาธิป-ไตยเป็นวิถีทางเดียวที่จะไม่เกิดปัญหา

เย้ย “มาร์ค” ฉุด ปชป.ตกต่ำไร้เครดิต

“รัฐบาลชุดนี้ต้องรักษาการไปจนกว่าจะมี  ครม.ชุดใหม่ เราอยากให้การเลือกตั้งเสร็จเร็วๆอยากส่งไม้ต่อให้ ครม.ชุดใหม่แล้ว จึงเรียกร้องให้ กกต.เร่งรีบดำเนินการ แต่น่าแปลกใจข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขอให้ กกต.ชะลอการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าทำอย่างนั้น กกต.ก็สุ่มเสี่ยงทำผิดกฎหมาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พรรคประชาธิปัตย์ทำตัวไม่สมศักดิ์ศรีพรรคการเมือง ตกต่ำอย่างมากในยุคนี้ที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้า โดน กปปส.เบียดตกขอบกระดานการเมือง สู้กระแสไม่ได้ ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีอะไรไปเจรจากับนายอภิสิทธิ์ เพราะไม่มีน้ำหนักอะไร” นายนพดลกล่าว

จี้ กกต.รามือรอคำสั่งศาล รธน.

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องของนายกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นโมฆะว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้ กกต.และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องชะลอการทำงานในการกำหนดวันเลือกตั้งออกไปก่อน ควรรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา เพราะ กกต.ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นกัน ขณะนี้มี 2 คำร้องที่ยังรอการชี้ขาด จึงไม่มีเหตุผลใดที่ กกต.กับผู้สมัครของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทย จะเร่งรีบหรือกดดันให้มีการลงคะแนนและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งที่จัดมาไร้ค่าและสิ้นเปลืองงบประมาณ

ชี้โนโหวตสะท้อน ปชช.เอือม รบ.

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุว่า ขณะนี้รัฐบาลถอยจนสุดทางแล้วคือการยุบสภาฯและวอนให้สังคมเห็นใจว่า ในฐานะนายก– รัฐมนตรีของประเทศ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ควรมาเรียกร้องความเห็นใจ เพราะได้อาสาสมัครเข้ามาดูแลรับผิดชอบบ้านเมืองเอง และจุดเริ่มต้นปัญหาต่างๆเกิดขึ้นจากการบริหารงานแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลเองทั้งสิ้น ขอให้นายกฯแสดงความรับผิดชอบ เพราะการยุบสภาฯของรัฐบาลไม่ใช่การถอย แต่เป็นการรุก หากยุบสภาฯแล้วก็จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และหวังว่าจะนำชัยชนะในการเลือกตั้งมาฟอกขาวสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง แต่วันนี้คนไทยส่วนมากรู้ทันรัฐบาลแล้ว จึงไม่ออกไปสนับสนุนการเลือกตั้ง อีกทั้งการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. มีแนวโน้มว่าจะขัดรัฐธรรมนูญและเป็นโมฆะด้วย

ซัด รบ. แบ็กแดงคุกคามองค์กรอิสระ

นายองอาจกล่าวว่า ขณะนี้องค์กรอิสระกำลังพิจารณาคดี ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่กระทำผิดกฎหมายในหลายคดี ทำให้เห็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติจากกลุ่มคนเสื้อแดงพยายามคุกคามการทำงานของศาลและองค์กรอิสระในหลายวิธี คือ 1.พยายามดิสเครดิตการทำงานขององค์กรอิสระ 2.มีการข่มคู่คุกคามอย่าง ต่อเนื่อง 3.ปล่อยให้ใช้ความรุนแรงในสถานที่ขององค์การอิสระ ทั้งการขว้างระเบิดและยิงเข้าไปยังที่ทำการของศาล และองค์กรอิสระอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลไม่ได้จริงจังกับการหาคนผิด ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะรักษาการ ต้องจริงใจในการทำหน้าที่ ดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ซึ่งประชาชนอาจสงสัยว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ อาจรู้เห็นเป็นใจหรืออยู่เบื้องหลังการคุกคามหรือไม่


พท.อ้าง “ถวิล” ลูกคู่ “มาร์ค–เทือก”
ทางด้านความคืบหน้าหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แก่นายถวิล เปลี่ยนศรี ภายใน 45 วัน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเคารพคำตัดสินศาลปกครองสูงสุด แต่รัฐบาลมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเลือกคนที่เชื่อได้โดยบริสุทธิ์ใจว่าจะเข้ามาดูแลงานด้านความมั่นคงให้ประเทศได้อย่างดีที่สุด การที่นายสุเทพ เทือก–สุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ระบุว่านายถวิลเป็นเหยื่อระบอบทักษิณนั้น ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยเซ็นโยกย้าย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร รวมถึง พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา อดีตเลขาธิการสมช. เพื่อให้นายถวิลมาเป็นเลขาธิการ สมช. แต่ทุกคนก็ยอมรับปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ดังนั้น พล.ท.ภราดร และ พล.ท.สุรพลถือเป็นเหยื่อระบอบอภิสิทธิ์หรือไม่ อย่า 2 มาตรฐาน นายถวิลจะมานั่งทำงานกับรัฐบาลผู้รักประชาธิปไตยคงลำบาก เพราะที่ผ่านมาทำตัวเป็นคอหอยลูกกระเดือกกับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพตลอดเวลา

ถล่มศาล ปค.ก้าวก่ายฝ่ายบริหาร

นายคณิน บุญสุวรรณ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในเมื่อเป็นคำสั่งศาลก็ต้องยอมรับ แต่การแสดงความเห็นครั้งนี้ขอแสดงความเห็นในฐานะนักวิชาการ ที่เห็นว่าคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเป็นการก้าวก่าย แทรกแซง การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างชัดเจน เพราะการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงอย่างซี 10 ซี 11 นอกจากจะต้องมีมติของ ครม.แล้ว ยังต้องมีการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งด้วย ซึ่งกระบวนขั้นตอนเหล่านี้เป็นกระบวนการของการบริหารราชการแผ่นดิน ฉะนั้นถ้าศาลซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการเข้ามาสั่งระงับ หรือสั่งเพิกถอนคำสั่งใดๆ ที่ออกมาเป็นมติของ ครม. จึงถือเป็นการก้าวก่าย ต่อจากนี้หาก ครม.จะอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง คงต้องรอฟังคำสั่งจากศาลก่อน ไม่เช่นนั้นอาจมีผู้ไม่พอใจไปร้องศาลเหมือนกรณีดังกล่าว หากเป็นเช่นนี้ ครม.ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารคงจะทำอะไรไม่ได้เลย

ลากปมโปรดเกล้าฯเขย่า ป.ป.ช.

นายคณินกล่าวว่า กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหากรณี ป.ป.ช. 6 คน ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งโดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อปี 2556 ว่า ป.ป.ช.ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ก.ย.49 เป็นการตอบไม่ตรงคำถาม เพราะคำถามที่ประชาชนทั่วประเทศสงสัยคือ ป.ป.ช. ทั้ง 6 คน ได้รับการโปรดเกล้าฯ หรือไม่ เพราะมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่ ป.ป.ช.อ้างถึง บัญญัติว่ากรรมการ ป.ป.ช.มีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ดังนั้น ในเมื่อไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ จะถือว่าดำรงตำแหน่งได้อย่างไร

ลั่นรู้แก่ใจว่าผิดก็สมควรลาออก

“กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 6 คน ซึ่งหลายคนเป็นนักกฎหมายและเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน ย่อมรู้แก่ใจว่าการได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งใหญ่โตนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น ทันทีที่ทราบว่าไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง จะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็สมควรที่จะลาออกจากตำแหน่งในวันนั้น” นายคณินกล่าว

ปชป.แฉ 3 พฤติกรรมฉาวโยกย้าย

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถือเป็นอุทาหรณ์ในการใช้อำนาจโดยมิชอบและเกินกว่าเหตุของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ต้องการให้คนใกล้ชิดของรัฐบาลเข้ามาบริหารงานสนองผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยรัฐบาลกระทำเกินขอบเขต 3 ข้อ คือ 1.ใช้อำนาจนำคนใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี เข้ามาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม 2.พฤติกรรมลุแก่อำนาจ คิดว่ามีอำนาจจากเสียงข้างมากจะใช้อำนาจกระทำการใดๆกับใครก็ได้ 3.ไม่ว่าใครก็ตามที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ไม่ควรใช้อำนาจหน้าที่ หรือใช้ดุลพินิจโดยมิชอบในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงอีกต่อไป เพราะจะกระทบต่อระบบคุณธรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้