วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เร่งสร้างความรู้-ความเข้มแข็ง 'ครูยาง'

'คอฟฟี่ ทอล์ก' เวทีระดมแนวทางพัฒนาครูยางประเทศไทยก้าวสู่สากล ชี้ ต้องเร่งสร้างองค์ความรู้เกษตรกร รวมถึงความเข้มแข็งของกลุ่ม หวังใช้ต่อรองราคาตลาด ตั้งเป้าเดินหน้าต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี...

จากการที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ร่วมมือกับศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเวที Coffee Talk ระดมความคิดแลกเปลี่ยนมุมมองถึงแนวทางการพัฒนาศักยภาพของครูยาง 12,000 คน

นายประสิทธิ์ หมีดเส็น รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) กล่าวว่า สกย.มองว่า ครูยาง คือ กลุ่มเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของประเทศ เพราะยางพาราเป็นอนาคตและความหวังของประเทศ ที่ผ่านมาทางสกย.ได้พัฒนาครูยางจำนวน 12,000 คน เพื่อให้สามารถดูแลผู้ปลูกยาง 1.2 ล้านครัวเรือน แต่ก็ยังไม่พอเพียงกับความต้องการ เนื่องจากยังมีการเข้าและออกในระบบอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งความไม่นิ่งก็เป็นปัญหาบางส่วนที่ต้องป้องกัน สิ่งที่สกย.มองถึงความจำเป็นคือการส่งเสริมให้ครูยางได้มีบทบาทอย่างแท้จริงในการช่วยเสริมสร้างกลุ่มให้เข้มแข็งโดยอาจมีการพิจารณาเรื่องผลตอบแทนให้กับครูยางเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำหน้าที่ต่อส่วนรวม

โดยในที่ประชุม กลุ่มตัวแทนครูยางจาก จ.สุพรรณบุรี และจ.เชียงใหม่ มีความเห็นว่า ปัจจุบันมีการปลูกยางตามกระแสมาก จนดูแลกันได้ไม่ทั่วถึง และไม่มีครูยางช่วยให้คำแนะนำ เกษตรกรจึงขาดองค์ความรู้ที่จะไปพัฒนาต่อ และอาจส่งผลลบในระยะยาว นอกจากนี้ อยากให้ครูยางมุ่งเน้นการรวมกลุ่มผู้ปลูกยางให้เป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง เช่นที่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ เมื่อกลุ่มเข้มแข็งแล้ว จะช่วยให้ต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางได้ในระดับที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ต้องการให้ สกย.ส่งเสริมอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือมาตรการจัดหาเครื่องมือ เพื่อการแปรรูปยางเป็นผลิตภัณฑ์ เพราะเกษตรกรอาจจะยังไม่สามารถลงทุนได้เอง

ด้าน ผศ.ดร.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ ผู้อำนวยศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะหน่วยงานที่ร่วมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาครูยางให้มีศักยภาพขีดความสามารถ มองว่า การสร้างองค์ความรู้และการถ่ายทอดอย่างเป็นกระบวนการ ทั้ง 3 ระดับ จะมีการจัดทำเนื้อหาเชิงวิชาการ ทั้งการปลูก การผลิต การจัดการ การตลาด ภาษาเพื่อการสื่อสาร รวมถึงเทคโนโลยี ที่จะสามารถเป็นสะพานเชื่อมให้กลุ่มผู้ประกอบกิจการยางพาราสามารถเดินเข้าสู่ประตูตลาดโลกได้อย่างเข้าถึง ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี  อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ครูยางและเหล่าสมาชิกให้ยั่งยืนได้นั้น จะต้องอาศัยขบวนการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อให้เป็นกลไกในการดำเนินการผลิตแปรรูปและการค้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีบุคลากรในท้องถิ่นเป็นผู้มีส่วนได้เสีย

'คอฟฟี่ ทอล์ก' เวทีระดมแนวทางพัฒนาครูยางประเทศไทยก้าวสู่สากล ชี้ ต้องเร่งสร้างองค์ความรู้เกษตรกร รวมถึงความเข้มแข็งของกลุ่ม หวังใช้ต่อรองราคาตลาด ตั้งเป้าเดินหน้าต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี... 8 มี.ค. 2557 15:32 8 มี.ค. 2557 17:08 ไทยรัฐ