วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นครบุญและเมืองศักดิ์สิทธิ์ของโลก

บรมพุทโธ

การบุญเป็นเรื่องของความศรัทธาและความไม่ประมาทครับ นักปราชญ์จะไม่ประมาทในสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งการที่เราหมั่นทำบุญไว้นั้นแม้มันจะไม่ได้เห็นผลด้วยตาในขณะนั้นแต่มันก็ไม่ได้ทำให้เสียหายแต่อย่างใด หากแต่ทำให้ใจเราเป็นสุขร่มเย็น

ในหมู่ผู้ที่มีศรัทธาสูงที่มีความเพียรเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อทำบุญอย่างไม่ย่อท้อเราเรียกว่า “นักแสวงบุญ” ซึ่งท่านเหล่านี้ก็จะจาริกไปเพื่อบุญกิริยาที่ไม่ว่าจะเดินทางลำบากหรือหนทางจะไม่สะดวกอย่างไรก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะยับยั้งท่านได้

ซึ่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์และบุญนครที่บรรดาผู้มีศรัทธาพากันเดินทางมา สักการะนั้นก็ดำรงอยู่นานจนเกินกว่าที่มนุษย์แต่ละรุ่นจะถ่ายทอดเรื่องราวให้ กันได้ บางสถานที่จึงเป็น ดั่งตำนานด้วยอยู่มานานก่อนที่มนุษย์จะรวมกันเป็นชาติเสียอีก

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ได้นำเรื่องราวเหล่านี้มาอยู่เบื้องหน้าพร้อมให้ท่านทัศนามหานครศักดิ์สิทธิ์ในตำนานกันแล้วครับ

สังเวชนียสถาน สถานที่แห่งความระลึกถึงพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยสถานที่สำคัญ 4 แห่งอยู่ใน 4 เมืองเก่าแก่ของอินเดียและเนปาล ได้แก่ ลุมพินีวันอันเป็นที่ประสูติ ต่อมาทรงตรัสรู้ที่พุทธคยา แสดงพระปฐมเทศนาที่สารนาถ และในยามปัจฉิมทรงดับขันธ์ปรินิพพานที่เมืองกุสินาราใต้ต้นสาละ เป็นมหาพุทธสถานที่ชาวพุทธจากทั่วโลกปรารถนามาสักการะ ซึ่งการได้มานมัสการด้วยจิตเลื่อมใสนั้นเป็นบุญกิริยาขั้นสูงดังที่พระพุทธเจ้ามีพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่าผู้ที่มาจาริกยังสถานที่ทั้ง 4 แห่งนี้แล้วด้วยจิตเลื่อมใส เมื่อสิ้นกายไปจักไปถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนั้น ชาวพุทธผู้มีใจอยากพ้นอบายและปรารถนาเห็นธรรมก็จะเดินทางไปจนครบในสังเวชนียสถานทั้ง 4 นี้

เยรูซาเล็ม มหานครเก่าแก่ติดอันดับโลก นามเยรูซาเล็มเด่นขึ้นมาในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อพระเจ้าเดวิดทรงครองเมืองในปีที่ 1,100 ก่อน คริสตกาล เมืองนี้มีกล่าวไว้ในไบเบิลว่าเป็นเมืองแห่งป้อมปราการที่แน่นหนา  ซึ่งต่อมาพระเจ้าโซโลมอนก็ได้ทรงขยายเมืองออกไปอีกพร้อมทั้งสร้างมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์เพื่อถวายแด่พระผู้เป็นเจ้า ต่อมาเมื่อถึงสมัยพระเยซูเมืองนี้ก็ถือเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ด้วย เพราะพระเยซูทรงรับพระทรมานและเสด็จสู่กางเขน ณ เมืองนี้เอง ครั้นเมื่อถึงสมัยแห่งอิสลาม กองทัพมุสลิมก็ได้บุกเข้ายึดเมืองนี้แล้วก็ต่อสู้สลับแพ้ชนะกันกับกองทัพครูเสดของชาวคริสเตียน ดังนั้น เมืองนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นมหานครศักดิ์สิทธิ์ของหลายศาสนา ซึ่งในส่วนของเมืองเก่านั้นยังแบ่งเป็นส่วนเฉพาะได้แก่ ถิ่นมุสลิม, ถิ่นคริสเตียน และถิ่นชาวยิวด้วยโดยมีจุดเด่นอยู่ที่ภูเขาพระวิหารโดมทอง, กำแพงร้องไห้  และ หลุมพระศพศักดิ์สิทธิ์
เมกกะ (มักกะฮ์) มหานครศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมทั่วโลก ที่ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งหนใดก็จะรวมใจกันทำละหมาด (นมาซ) โดยหันศีรษะไปยังทิศของเมกกะ ซึ่งเป็นที่สถิตของกาบาห์เสมอ และอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิตของมุสลิมที่ดีจะต้องไปยังเมกกะเพื่อทำพิธีฮัจญ์ซึ่งเป็น  1 ในเสาหลักห้าประการของศาสนาอิสลามถือเป็นบุญกิริยาขั้นสูง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันถือเป็นหัวใจในกรุงเมกกะคือ “กะอ์บะฮ์ (อัล กะอ์บะฮ์)” ที่อยู่ใจกลางมัสยิดอัล ฮะรอม หรือมัสยิดต้องห้าม โดยที่มุมทิศตะวันออกของกะอ์บะฮ์นั้นมีหินดำศักดิ์สิทธิ์ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานไว้และถูกรักษาไว้นับแต่สมัยท่านนบีอิบรอฮิมจนมาถึงสมัยท่านนบีมะหะหมัดได้นำหินดำมาไว้ในตำแหน่งนี้ นอกจากนั้นในบริเวณใกล้เคียงกับวิหารกาบาห์ยังมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ซัมซัมเป็นตาน้ำที่ผุดขึ้นกลางทะเลทรายแลไม่เคยเหือดแห้งซึ่งชาวมุสลิมผู้ทำฮัจญ์มักใช้ดื่มระหว่างการทำตอวาฟ (เดินเวียนรอบกาบาห์) ซึ่งศาสนสถานแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์สูงที่สุดจึงมิให้ผู้ที่มิใช่มุสลิมเข้ามาและห้ามมุสลิมมิให้ประพฤติสิ่งอันไม่บังควรด้วยครับ

พาราณสี เมืองที่ศักดิ์สิทธิ์แทบทุกอณู มีมหานทีคู่เมืองคือ “คงคา” ที่บรรดาชาวฮินดูผู้แสวงบุญจะต้องจาริกมาอาบชำระกายด้วยเชื่อว่าบาปทั้งปวงจะถูกล้างไปพร้อมกับสายน้ำ พาราณสีเป็นเมืองที่มีความเป็นมากว่า 4,000 ปีแล้ว เป็นเมืองหลวงของแคว้นกาสีในสมัยพุทธกาลและเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนาพราหมณ์ที่นับถือองค์ศิวะเทพ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่พุทธเจ้าทรงเลือกเมืองนี้เป็นที่ประดิษฐานพระศาสนาขึ้นก็ด้วยเป็นแหล่งที่ชุมนุมของผู้นับถือศาสนาต่างๆมานาน ดังนั้น ถ้ามีศาสนาพุทธเกิดขึ้นที่เมืองนี้ได้ก็จะเป็นแหล่งสำคัญที่ช่วยเผยแผ่ให้กว้างขวางออกไป พระองค์จึงได้ทรงเลือกป่าใหญ่ใกล้พาราณสี (สารนาถ) เป็นที่แสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์เป็นที่แรก เป็นสังเวชนียสถานที่อยู่ชานเมืองพาราณสีครับ
วาติกัน นครที่สำคัญของชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นนครรัฐอิสระที่ไม่ขึ้นกับชาติใดแม้จะอยู่ใจกลางอิตาลีก็คือกรุงโรม ซึ่งกว่าจะมาเป็นบุญนครอันสง่างามนี้วาติกันเริ่มมาจากความโหดร้ายทารุณของจักรพรรดิโรมก่อนครับ โดยเมื่อแรกสถาปนาวาติกันเมื่อ 2,000 ปีก่อนนั้น ที่ดินตรงนี้เป็นเพียงเนินที่ล้อมรอบไปหนองน้ำที่รกร้าง ที่สำคัญคือเป็นที่ฝังศพด้วยครับ กล่าวซื่อๆ คือเป็น “ป่าช้า (Necropolis)” มาก่อนนั่นละ แต่เป็นป่าช้าสำคัญเพราะเป็นที่ฝังศพของชาวคริสเตียนที่พลีชีพในสมัยโรมันที่พระจักรพรรดิเนโรโปรดให้กระทำทรมานและจับตรึงกางเขน โดยผู้พลีชีพท่านสำคัญก็คือ “นักบุญปีเตอร์” ที่ถือเป็นโป๊ปองค์แรกของวาติกันด้วยครับ สถานที่นี้จึงถือว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของชาวคริสต์ผู้ปรารถนามาแสวงบุญ โดยมีมหาวิหารนักบุญปีเตอร์อันงามสง่าเป็นดั่งหัวใจของวาติกัน
เจอริโค เมืองนี้มีชื่อเสียงว่าเก่าแก่ที่สุดในพระคัมภีร์ไบเบิลครับ เป็นเมืองที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำจอร์แดนส่วนเวสต์แบงค์ ซึ่งเมืองนี้เชื่อกันว่ามีอายุถึงหนึ่งหมื่นปีก่อนคริสตกาล เมืองนี้มีอายุมาตั้งแต่สมัยมนุษย์เรายังเป็นชนเผ่าที่ล่าเพื่อยังชีพ แต่ประวัติศาสตร์ตอนที่เด่นของเมืองก็คือเมื่อเกิด “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ขึ้นซึ่งนำโดย “โจชัว” ผู้นำชาวอิสราเอลเพื่อยึดครองดินแดนพันธสัญญาที่ได้จากพระเจ้า ซึ่งการรบครั้งสำคัญนี้ได้รับความช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้าครับโดยทรงบอกให้โจชัวนำทัพ “ย่ำ” รอบเมืองเจอริโควันละ 1 รอบเป็นเวลา 6 วันโดยในวันที่เจ็ดนั้นให้ย่ำรอบเมืองถึง 7 รอบก่อนที่จะให้เป่าแตรเขาสัตว์ (Ram’s horn) พร้อมกับให้คนเดินทัพช่วยกันโห่ไล่ เอ๊ย...โห่ร้องให้ดังที่สุด ซึ่งผลก็คือกำแพงเมืองเจอริโคที่ว่าแข็งว่าหนาตราช้างก็พังถล่มทลายลงมาสิ้น ทำให้ชาวยิวได้แผ่นดินมาในที่สุด
โอลิมปุส ไม่ใช่กล้องถ่ายรูปแต่เป็นสุดยอดของยอดเขาที่ชนชาติ ตะวันตก เชื่อกันว่าเป็นที่ สถิตของปวงเทพซึ่งมีองค์จอมเทพ “ซุส” ทรงดูแลอยู่ทำหน้าที่เป็นประมุขหรือประธานแห่งเทพ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีก่อนตอนที่กรีกยังไม่เป็นชาติกรีก และมหาวิหารพาเธนอนยังไม่สร้างอยู่บนยอดเขาอะโครโพลิส ภาพที่มนุษย์ตัวเล็กๆ จากเบื้องล่างมองไปเห็นยอดเขาโอลิมปุสที่ตระหง่านอยู่นั้นเป็นภาพที่สง่าน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนยอดของโอลิมปุสที่อยู่ในพยับเมฆแทบจะตลอดเวลานั้นก็ชวนให้คิดถึงว่าเป็นเทวสภาที่บรรดาเทวานุเทวะจะมาชุมนุมกันได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ที่จาริกบากบั่นมาเป็นระยะทางไกลเพียงเพื่อให้ได้ยลโอลิมปุสอันเป็นดั่งทิพยสถานแห่งทวยเทพวงศ์โอลิมเปี้ยนนี้มาแต่บรรพกาลแล้วครับ

เขาไซนาย อยู่ในประเทศอียิปต์ตรงส่วนที่เป็นคาบสมุทรยื่นออกมาอยู่ใกล้ทะเลแดงที่โมเสสแหวกน้ำทะเลพาชาวยิวหนีมาจากอียิปต์ โดยชื่อของภูเขาแห่งนี้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ของทั้ง 3 ศาสนาคือไบเบิลของชาวคริสต์, โตราห์ของอิสราเอล และอัลกุรอานของมุสลิมซึ่งได้ระบุไว้ตรงกันว่า ณ ยอดของเขาไซนายแห่งนี้เองที่ประกาศกองค์สำคัญนามว่า “โมเสส” หรือท่านนบีมูซาได้มารับแผ่นจารึกบัญญัติสิบประการจากพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นในบริเวณเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จึงมีศาสนสถานสำคัญได้แก่ วิหารนักบุญแคทเธอรีน, โบสถ์ของคริสต์นิกายกรีกออทอด็อกซ์และสุเหร่าของชาวมุสลิม ซึ่งถ้าผู้จาริกจะขึ้นไปถึงยอดเขาจะต้องใช้เวลาเดินถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง หรือเดินขึ้นไปตามขั้นบันได 3,750 ขั้น จึงจะได้พบกับจุดที่เชื่อว่าท่านโมเสสได้มาพบกับพระผู้เป็นเจ้าครับ

ยอกยาการ์ตา อินโดนีเซีย มีศาสนสถานสำคัญคือ “บรมพุทโธ” ขอท่านที่รักลองนึกว่ากำลังยืนอยู่บนภูเขาทองที่มีเจดีย์ขนาดย่อมมากมายล้อมรอบตัวเราเป็นชั้นลงไปจนถึงเบื้องล่างตามหลักความเชื่อแบบพุทธมหายานที่มีพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายพระองค์ ซึ่งภายในเหล่าเจดีย์อันงาม

นั้นก็มีพระพุทธรูปอยู่ภายในที่ไม่ว่าจะเดินลงไปที่หลั่นเขาชั้นไหนก็ได้เห็นเจดีย์ที่เจาะเป็นรูโปร่งนี้รายไปทั่วดูยิ่งใหญ่จับตาจับใจ ซึ่งนี่ก็คือภาพที่ผู้จาริกแสวงบุญที่มา ณ มหาสถูปบรมพุทโธแห่งนี้ได้เห็นเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อนครับ สันนิษฐานว่าทผู้บัญชาให้สร้างคือกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไศเลนทรา โดยใช้ก้อนหินภูเขาไฟถึง 2 ล้านก้อน รวมน้ำหนักกว่า 3 ล้านตัน สร้างขึ้นมาก่อนหน้าปราสาทนครวัดถึง 300 ปี

มหานครและสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ทุกแห่งที่เล่ามานี้ปัจจุบันก็ยังดำรงอยู่ เป็นสถานที่สำคัญให้ผู้คนหลั่งไหลไปเคารพบูชา แม้ว่าหลายแห่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาอื่นหรือถูกผนวกไว้กับชาติมหาอำนาจ อย่างเช่น กรุงลาซาของทิเบต หรือเมืองแคนดีที่มีพระเขี้ยวแก้วประดิษฐานอยู่แล้วต่อมาถูกทำลายในสมัยที่โปรตุเกสปกครองเมื่อกว่า 400 ปีมาแล้ว

ถึงกระนั้นความศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์มายาวนานก็ยังคงดึงดูดให้ผู้มีจิตศรัทธามุ่งเดินทางมาอย่างไม่ย่อท้อ หรือแม้จะมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆเกิดขึ้นก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ฉุดหัวใจผู้แสวงบุญทั้งหลายครับ

เพราะพลังแห่งศรัทธาจะพาให้ก้าวผ่านสิ่งทั้งมวลไปได้.


โดย : เปรม  เปรมเจริญ
ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

 

8 มี.ค. 2557 12:09 ไทยรัฐ