วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชัตดาวน์"ยิ่งลักษณ์" ปิดฉากรักษาการ

ผ่าสถานการณ์ผ่อนแรงม็อบ “เร่งเกม” กฎหมาย

“ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้”

มาตราแรกแห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ บ่งบอกถึงการให้ความสำคัญสูงสุด ถ้ามีการละเมิดหรือแค่ กระทำการหมิ่นเหม่ก็ถือเป็นความอ่อนไหวที่กระทบ ต่อความมั่นคง

และแน่นอนมันคือภารกิจโดยตรงของกองทัพไทยที่ต้องรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย

ฉะนั้นก็เป็นไปตามเนื้อผ้า กับปมล่อแหลมในปรากฏการณ์ “สปป.ล้านนา” ที่มีขบวนการนำป้ายไวนิล “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กูขอแยกเป็นประเทศล้านนา” ไปติดบนสะพานลอยถนนสายเหนือ ทั้งจังหวัดพิษณุโลก พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ ไม่เว้นแม้แต่ในกรุงเทพฯที่มีการขึ้นป้ายที่เขตดอนเมือง

ปลุกกระแส “แยกประเทศ” กันแบบโจ๋งครึ่ม

ทำให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ต้องส่งเสียงคำรามฮึ่มๆ พร้อมสั่งการตรงผ่านน้องชาย พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 ที่ควบคุมพื้นที่ภาคเหนือ ให้เดินหน้าจัดการกับขบวนการเบื้องหลังการปลุกกระแสแยกประเทศอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ก่อนที่จะมีการส่งนายทหารพระธรรมนูญแจ้งความ ดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่จังหวัดเชียงใหม่ ในข้อหามีพฤติการณ์เข้าข่ายกบฏ

ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.ก็มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ “โกตี๋” นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ แกนนำเสื้อแดง นปช.จังหวัดปทุมธานีที่นำป้ายผ้าปลุกกระแสแบ่งแยกประเทศไปติดไว้ในเขตดอนเมือง พื้นที่ของทหารอากาศ

กองทัพ “เทกแอ็กชั่น” ขึงขัง ท็อปบูตโชว์อาการ ดุดัน

นั่นก็ทำให้ฝ่ายแนวร่วมคนเสื้อแดง นปช.ต้องออก มาเคลียร์กระแส “สปป.ล้านนา” ก็แค่สมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา หาใช่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนล้านนาแต่อย่างใด

อ้างเป็นความเข้าใจผิดของพวกบ้องตื้น บลัฟทหารตื่นตูมเกินเหตุ

แต่ก็ไม่วายยอมรับเป็นนัย ปมแยกประเทศเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนความอัดอั้นของแนวร่วมคนเสื้อแดงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จากการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน

ซึ่งก็โยงต่อเนื่องมาถึงท่าทีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ออกมายืนยันไม่สนับสนุนเรื่องการแบ่งแยกประเทศ แต่ขอให้กองทัพดำเนินการกับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ

เน้นเลยว่า “อย่างเท่าเทียมกัน”

นั่นก็คือคำตอบที่ซ่อนอยู่ลึกๆ กับปมแยกประเทศที่เปิดเกมออกมากระตุกหนวดเสือ ตามยุทธศาสตร์แฝงเหลี่ยมย้ำกระแส กระตุ้นวาทกรรม2 มาตรฐาน ตอกย้ำสถานภาพของคนเสื้อแดง แนวร่วมฝ่าย “ทักษิณ” ที่ตก เป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศ ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม

ประชดประชันฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

พร้อมๆไปกับการเรียกร้องความสนใจให้ทั่วโลกหันมามอง

แต่การเสี่ยงตีไพ่ใบสำคัญมันก็ต้องมีได้มีเสีย งานนี้ผลด้านลบของฝ่าย “นายใหญ่” ก็คือการเปิดจังหวะให้กองทัพที่อึดมานาน ได้เป็นเงื่อนไขในการขยับออกมาควบคุมสถานการณ์ เดินหน้ากดดันขบวนการแบ่งแยก ประเทศ ตามภารกิจหน้าที่อ้างกันได้อย่างชอบธรรม

ขนกำลังทหารออกมาบล็อกกันได้เนียนๆ

ขณะเดียวกันก็เป็นหัวเชื้อให้แนวร่วมม็อบ กปปส.ที่กำลังหมดมุก เพราะปมปฏิรูปประเทศก็เริ่มจืด ประเด็นจำนำข้าวชักซาลงไป ได้โหนกระแสแยกประเทศในการลากเกมมวลชนเคลื่อนไหว

ตามเกมแห่ไปยื่นหนังสือถึงสถานทูตประเทศต่างๆ พร้อมทั้งกดดันให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีกับแนวร่วมคนเสื้อแดง นปช.รวมทั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่รู้เห็นเป็นใจ
โหมกระแสเกลียดชังยี่ห้อ “ทักษิณ” ให้เพิ่มดีกรีขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม กระแสร้อนๆก็ลดอุณหภูมิลงไประดับหนึ่ง ภายหลังนายกฯยิ่งลักษณ์ได้นั่งหัวโต๊ะประชุมสภากลาโหม ท่ามกลางขุนทหารล้อมหน้าล้อมหลัง พร้อมทั้งนั่งโต๊ะอาหารกลางวันร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เองว่าได้พูดคุยกับนายกฯมาตลอด ซึ่งนายกฯก็รับปากจะพยายามห้าม ปรามการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนที่นายกฯขอให้ทหารทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรม ก็ยืนยันว่าทำอยู่แล้ว และได้อธิบายให้เข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น ซึ่งนายกฯก็เข้าใจ

เรื่องของเรื่อง “ยิ่งลักษณ์” กับบิ๊กท็อปบูตก็ยังถ้อยทีถ้อยอาศัย

อยู่ในสถานการณ์ร่วมวงข้าวกันได้

แถมยังมีอารมณ์คุยเล่นคุยหัว แบบที่ “บิ๊กตู่” หยอกแกมอำว่า จะปรับบังเกอร์เป็นสีชมพูหรือใช้ม่านแทน ตามที่นายกฯยิ่งลักษณ์แสดงความเป็นห่วงภาพทหารตั้งจุดคุ้มกันสถานการณ์จะทำลายบรรยากาศการลงทุนและการท่องเที่ยว

ดูแล้วก็ไม่ได้เผชิญหน้าตึงเครียดกันซะทีเดียว

และตามรูปการณ์ก็น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ต้องประกาศยุบเวทีไปรวมกันอยู่ที่สวนลุมพินีแห่งเดียว

ชนิดที่แนวร่วมฝ่ายเดียวกันยังงงไปตามๆกัน

นั่นก็เพราะมันเห็นกันอยู่ว่า ลำพังม็อบเอารัฐบาลรักษาการ ไม่อยู่ กับห้วงเวลาที่ล่วงเลยมาเกือบครึ่งปีแล้วก็ยังปิดเกมนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้

ขณะที่น้ำเลี้ยงก็หดหาย หัวจ่ายทุนสนับสนุนก็สะดุด

เพราะผลจากยุทธการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ทุบหม้อข้าวตีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มันพาลพังกันหมด โดยเฉพาะเศรษฐกิจ ย่านธุรกิจสำคัญกลางกรุง ทั้งสีลม ราชประสงค์ อโศก ที่ม็อบยึดเป็นเวที เงียบเหมือนป่าช้า โรงแรม ห้างสรรพสินค้า พากันเจ๊งยับ

สปอนเซอร์ของ “ม็อบกำนัน” จุกไปตามๆกัน

และยังมีเรื่องของความปลอดภัยที่มีเหตุปาระเบิดยิงถล่มกันทุกคืน พื้นที่ม็อบ กปปส.กลายเป็น แดนอันตราย ไหนจะอารมณ์หงุดหงิดของผู้ใช้รถใช้ถนนที่เซ็งกับปัญหาจราจรติดขัดอย่างหนัก

นี่น่าจะเป็นจุดหักเหทำให้ “กำนันเทพ” หลบเข้าไปอยู่ที่สวนลุมฯ

สรุปสถานการณ์ด้านกองทัพก็ยังไม่มีอะไรในกอไผ่ ส่วนม็อบ กปปส.ก็เริ่มหมดมุก นับวันมวลชนยิ่งหดหายไร้พลัง ต้องหลบเข้าที่ตั้งเพื่อประคองจังหวะถอยแบบมีเชิง

เกมโค่นกันด้วยกำลังยังไม่มีวี่แวว

แต่ที่มีแนวโน้มชัดขึ้นตามลำดับกลับเป็นยุทธการล้มกระดานกันด้วยกฎหมาย ตามคิวสารพัดปมที่จ่อเข้าใส่นายกฯยิ่งลักษณ์และรัฐบาลรักษาการ

มะรุมมะตุ้มกันในเดือนมีนาคมนี้

ไล่ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติในคำร้องตามที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคำร้องต่อประธานสภาฯเพื่อเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการ คลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 และ 170 หรือไม่

แน่นอน ถ้าผลออกมาว่าขัด รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ก็คง โดนกดดันให้แสดงความรับผิดชอบ

ดิสเครดิตกันตามฟอร์มของฝ่ายตรงข้ามยี่ห้อ “ทักษิณ”

แต่นั่นยังไม่เท่ากับผลเสียต่อเครดิตของพรรคเพื่อไทยที่ได้วางแผนใช้อภิมหาโปรเจกต์ 2 ล้านล้านบาท ตีกินยาวในเกมเลือกตั้ง ต้องพังครืนลงทันที

ถัดมาวันที่ 14 มีนาคม ก็ถึงคิวครบกำหนดที่นายกฯยิ่งลักษณ์จะต้องเข้าชี้แจงปมจำนำข้าวต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และแนวโน้มตามที่ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยแบะท่าออกมาก็คงจะมีการขอเลื่อนนัดออกไป

ยื้อกันให้สุดๆเท่าที่มีโอกาสทำได้

อย่างไรก็ดี รอบนี้ก็อยู่ที่ ป.ป.ช.จะรวบรัดตัดความกันเลยหรือไม่ เพราะตามเงื่อนไขก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจเป็นหลัก ถ้าจะหักดิบกันก็เป็นสิทธิของ ป.ป.ช.ที่จะไม่อนุมัติให้เลื่อน

“ยิ่งลักษณ์” ก็ต้องเข้าสู่หลักประหารทางการเมือง

และตามรูปการณ์ ถ้านายกฯยิ่งลักษณ์โดน ป.ป.ช.ลงมติกล่าวโทษว่า มีความผิดจริง ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และต้องเข้าสู่กระบวนการถอดถอนเป็นขั้นตอนต่อไป

ซึ่งก็ยังต้องใช้เวลากันอีกพักใหญ่

แต่ที่ต้องลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงาย มีแววได้เห็นผลกันในระยะเวลาอันใกล้นี้ กับประเด็นร้อนๆที่นายสุเทพตีปี๊บบนเวทีปราศรัย

กับปมครบ 30 วันหลังเลือกตั้ง เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้

ตามเงื่อนไขที่โยงมาจากสถานการณ์เลือกตั้งติดล็อก หลายเขตไม่สามารถจัดเลือกตั้ง หรือจัดให้ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ ทำให้เปิดประชุมสภาไม่ได้ตามกำหนดที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 127 โดยครบกำหนดเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา

“กำนันเทพ” บอกเลยว่า มุกนี้คิดมาแล้ว 40 วัน

มั่นอกมั่นใจว่า “ยิ่งลักษณ์” จะโดนน็อกด้วยปมนี้ รัฐบาลรักษาการต้องหมดสถานภาพ การเมืองเข้าสู่ภาวะสุญญากาศอำนาจ

เปิดทางให้กระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีมาตรา 7

ซึ่งล่าสุดทนายความ กปปส.ได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เพื่อให้วินิจฉัยการสิ้นสุดสถานภาพรัฐบาลรักษาการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เนื่องจากไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในกำหนด 30 วัน นับจากวันเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 127 และไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 172

ยังไม่นับอีกหลายคิวหลายฝ่ายที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมเดียวกันนี้

ขณะที่ฝ่ายของพรรคเพื่อไทยได้ส่งมือกฎหมายระดับนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ออกมายืนกรานว่าเป็นไปไม่ได้ที่นายกฯและรัฐบาลรักษาการจะสิ้นสภาพก่อนมีรัฐบาลใหม่

ดักคอกันเป็นนัย นายกฯและรัฐบาลจะสิ้นสภาพก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสิ้นสภาพ ซึ่งที่ผ่านมากฎหมายระบุให้น้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าบางครั้งจะเป็นที่กังขา

ยกนิทานเรื่อง “สุนัขกับสุกร” มาบลัฟกันในที

แต่ที่แน่ๆปม 30 วัน รัฐบาลหมดสถานภาพรักษาการ ถือเป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถพิจารณาได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาไต่สวนสืบพยานแต่อย่างใด

ทันอกทันใจของพวกที่ลุ้นผลพลิกคว่ำพลิกหงาย

และแน่นอน ถ้าผลออกมาเป็นลบกับฝ่าย “ทักษิณ” ก็เท่ากับสำเร็จตามเป้าหมายที่ม็อบ กปปส.และแนวร่วมฝ่ายต้านออกแรงกันมาเกือบครึ่งปี

แต่นั่นก็แค่ชัตดาวน์ “ยิ่งลักษณ์” ปิดฉากรัฐบาลรักษาการเท่านั้น

การสู้รบศึกชิงอำนาจ 2 ขั้วยังไม่จบง่ายๆแน่.


“ทีมการเมือง”

8 มี.ค. 2557 07:54 8 มี.ค. 2557 07:54 ไทยรัฐ