วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถอดบทเรียน "แอฟริกาใต้" บทบาทผู้หญิงกับการเมือง

“ไม่มีสังคมใดที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย หรือมีความเท่าเทียมและเป็นธรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากสังคมนั้นปราศจากการมีส่วนร่วมของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตประจำวันหรือในชีวิตการเมือง”

“ฯพณฯ รูบี มาร์คส์” เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยและผู้ดำรงตำแหน่งผู้สังเกตการณ์ถาวรคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ประจำประเทศไทย ลาว พม่า และกัมพูชา ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นกรณีพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 106 ปีวันสตรีสากล International Women’s Day ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มี.ค.ของทุกปี

ในอดีต ฯพณฯ รูบี มาร์คส์ เป็นแกนนำนักศึกษาหญิง ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวที่เคยเกิดขึ้นในแอฟริกาใต้ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมกัน ผลจากการต่อสู้ในครั้งนั้นส่งผลให้แอฟริกาใต้มีการผลักดันกฎหมายรัฐธรรมนูญรับรองความเสมอภาคระหว่างประชาชนทุกเชื้อชาติและสีผิว รวมถึงความเท่าเทียมกันทางเพศ โดยท่านทูตกล่าวเพิ่มเติมว่า

“ประชาธิปไตยมีเสียงดังเอะอะเสมอ เพราะประชาชนต้องการสะท้อนความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ขณะที่การรับฟังเสียงของประชาชนทุกกลุ่มคือสิ่งสำคัญสำหรับกระบวนการประชาธิปไตย”

เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ทางการเมืองไทยช่วงที่ผ่านมา  ท่านทูตตั้งข้อสังเกตว่าผู้หญิงไทยจำนวนมากได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อสู้ทางการเมือง  แต่ส่วนใหญ่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองบนท้องถนนหรือไม่ก็การต่อสู้ภายในชุมชนท้องถิ่น สวนทางกับจำนวนผู้หญิงที่เข้าไปมีบทบาททางการเมืองในระบอบรัฐสภา ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลใจ เพราะจำนวนผู้หญิงในสภาเป็นตัวชี้วัดได้อย่างหนึ่งว่ารัฐบาลมีความจริงจังในการผลักดันสตรีให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ จากการอ้างอิงผลสำรวจสถิติ ส.ส.หญิงในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปี 2556 พบว่าสถิติผู้หญิงไทยที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคิดเป็น 16 เปอร์เซ็นต์ของจำนวน ส.ส.ในสภาทั้งหมด น้อยกว่า สปป.ลาว (25 เปอร์เซ็นต์) และกัมพูชา (20 เปอร์เซ็นต์) ส่วนประเทศที่มีสถิติผู้หญิงในสภามากที่สุดในโลก อันดับ 1-5 ได้แก่ รวันดา (65 เปอร์เซ็นต์) ราชรัฐอันดอร์รา (50 เปอร์เซ็นต์) สวีเดน (45 เปอร์เซ็นต์) แอฟริกาใต้ (44 เปอร์เซ็นต์) ขณะที่นอร์เวย์และนิการากัวมีสถิติผู้หญิงในสภา 40 เปอร์เซ็นต์ เท่ากัน

“ในกรณีของสังคมไทยซึ่งหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับฟังเสียงของผู้หญิงจากทุกภาคส่วน รวมถึงเสียงของประชาชนกลุ่มอื่นซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายทางแนวคิดเชิงสังคม”

ขณะที่ประเด็นสำคัญอันเป็นหมุดหมายของสหประชาชาติในการเฉลิมฉลองวันสตรีสากลประจำ ปีนี้ ได้แก่การส่งเสริมความเสมอภาคแก่สตรี ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าของทุกคนในสังคม (Equality for  women is progress for all) แต่แนวความคิด “ชายเป็นใหญ่” ยังฝังรากลึกในหลายสังคมทั่วโลก ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำรงชีวิตในสังคม

การส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เกิดความเท่าเทียมกันทางเพศจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีผู้มองว่า “ผู้ชายคือศัตรู” และหันมาส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างชาย-หญิงเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้เรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศให้แก่คนในสังคมเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอีกหลายประการที่ทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อความเท่าเทียมกันทางเพศไม่อาจเกิดขึ้นได้ในอีกหลายสังคม ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังในครอบครัว ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงไทย รวมถึงการก่อเหตุข่มขืน ซึ่งรัฐบาลแอฟริกาใต้มีประสบการณ์ที่น่าสนใจและทางการไทยอาจนำมาปรับใช้ได้ เช่น การผลักดันให้มีกระบวนการสอบสวนพิเศษแก่เหยื่อที่ถูกข่มขืน โดยแอฟริกาใต้ได้จัดตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดีล่วงละเมิดทางเพศโดยเฉพาะ  เจ้าหน้าที่สอบสวนและผู้พิพากษาล้วนเป็นผู้หญิงทั้งหมด รวมถึงการจัดหาจิตแพทย์หญิงเพื่อให้คำปรึกษาและเยียวยาเหยื่อข่มขืนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ

ส่วนความเคลื่อนไหวอื่นๆ ฯพณฯ รูบี  มาร์คส์  ระบุว่า เอกอัครราชทูตหญิงจาก 10 ประเทศที่ประจำการในไทย ประกอบด้วยทูตจากสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย สเปน อาร์เจนตินา สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ รวมถึงแอฟริกาใต้ ได้รวมตัวกันจัดวงประชุม “Forum for Female Ambassador” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่เป็นประจำ ซึ่งรวมถึงการจัดกิจกรรมเยี่ยมเยียนศูนย์พักพิงสตรีผู้ได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ และการหารือแนวทางส่งเสริมศักยภาพสตรีและผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมกันทางเพศ

ขณะที่ปัญหาใหญ่ที่เป็นภัยต่อสวัสดิภาพสตรีทั่วโลกอีกประการหนึ่ง คือ “ขบวนการค้ามนุษย์” เป็นเรื่องที่นานาประเทศพยายามร่วมกันแก้ไข โดยที่ผ่านมาตัวแทนรัฐบาลไทยและแอฟริกาใต้ได้ร่วมกันร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เนื่องจากไทยและแอฟริกาถูกขบวนการค้ามนุษย์ใช้เป็นเส้นทางในการก่อเหตุ

แต่น่าเสียดายที่ความร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ประเทศมีอันต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว หลังเกิดเหตุไม่สงบทางการเมืองไทย และรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจลงนามในเอ็มโอยูดังกล่าว  ซึ่งอาจส่งผลให้เหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือการคุ้มครองอย่างที่ควรจะเป็น.

 

ทีมข่าวต่างประเทศ

“ไม่มีสังคมใดที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย หรือมีความเท่าเทียมและเป็นธรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากสังคมนั้นปราศจากการมีส่วนร่วมของผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตประจำวันหรือในชีวิตการเมือง”... 8 มี.ค. 2557 01:56 8 มี.ค. 2557 01:56 ไทยรัฐ