วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปณิธาน "สมเด็จเกี่ยว" ประทีปธรรมผู้สมถะ

โดย

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)

“ผู้ที่รักษาศีล ตั้งใจให้ดี ปิดอบายภูมิได้แน่”

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ประกอบศาสนกิจมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ยังผลให้พระพุทธศาสนาจากประเทศไทยกระจายไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก

ปณิธานเรื่องเผยแผ่ธรรมของ “สมเด็จเกี่ยว” พระพรหมสุธี เจ้าอาวาสวัดสระเกศรูปปัจจุบัน ลูกศิษย์ก้นกุฏิบอกว่า ท่านเห็นแบบอย่างมาจากพระอัสสชิ และพระธรรมทูตอย่างพระโสณะ และพระอุตตระ เราทราบกันดีว่าพระพุทธศาสนาเกิดในประเทศอินเดีย เข้ามายังดินแดนสุวรรณภูมิโดยสองพระธรรมทูต ด้วยแรงบันดาลใจเหล่านี้ ทำให้เจ้าพระคุณสมเด็จเกี่ยวมีความมุ่งมั่นที่จะให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยกระจายไปอยู่ในถิ่นที่ต่างๆ ทั่วโลก โดยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการเริ่มฝึกพระธรรมทูตให้มีความพร้อมทั้งพระธรรมวินัย และหลักธรรมคำสอนในองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

และยัง “ส่งเสริมให้พระ เณร เรียนภาษาอังกฤษ เรียน กรรมฐาน เพื่อจะเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ธรรมให้ฝรั่ง”

ก่อนส่งพระธรรมทูตไปประเทศต่างๆ “สมเด็จเกี่ยว” ได้ทดลองเดินทางไปศึกษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในประเทศอเมริกามาก่อนแล้วถึง 2 เดือน เมื่อปี พ.ศ.2515 เมื่อกลับมาก็ฝึกพระภิกษุสงฆ์และส่งไปยังประเทศต่างๆ อย่างในอเมริกาเกือบทุกรัฐ ประเทศในยุโรป และในเอเชียด้วยกันเกือบทุกประเทศ

เป้าหมายในการส่งพระภิกษุสงฆ์ไปต่างประเทศ “เป็นความต้องการของคนไทยและฝรั่งเองด้วย ประเทศที่คนไทยไปอยู่กันนานๆ เมื่อมีพระไปอยู่ก็เหมือนได้ที่พึ่ง บางคนอยู่ต่างประเทศเป็นสิบๆปีไม่เคยกลับบ้าน ไม่เคยเจอพระ พอเห็นพระถึงกับร้องไห้ บอกว่าเหมือนพระมาโปรด”
หน้าที่ของพระภิกษุในต่างประเทศ นอกจากเผยแผ่ธรรมแล้ว ยังสอนภาษาไทยให้กับลูกครึ่งไทย รวมทั้งเรื่องประเพณี วัฒนธรรมอีกด้วย
เมื่อถามถึงค่าใช้จ่ายต่างๆของพระภิกษุ พระพรหมสุธีบอกว่า งบประมาณไม่ได้มาจากรัฐบาลทั้งไทยและต่างประเทศ แต่มาจากญาติโยมที่ไปอยู่ต่างประเทศมีจิตศรัทธา รวบรวมเงินมาให้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายต่างๆ ระหว่างพระภิกษุปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ
ศาสนกิจใน “สมเด็จเกี่ยว” นอกจากส่งพระธรรมทูตไปทั่วโลกแล้ว ยังโดดเด่นเรื่อง “สนับสนุน” ให้พระภิกษุ สามเณร ได้รับการศึกษาอย่างไม่ปิดกั้น โดยมีแนวทางกว้างๆ ว่า เมื่อบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว ต้องเรียนพระธรรมวินัยและหลักธรรมเสียก่อน จากนั้นจะเรียนทางโลกหรือทางไหนก็ตามถนัด

“ท่านเปิดกว้างให้พระภิกษุ สามเณร ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาเรียนพระวินัยเสียก่อน เพื่อเป็นแบบอย่างคนทั่วไป เมื่อเรียนรู้เต็มที่แล้ว ท่านก็ส่งเสริมให้เรียนวิชาการสมัยใหม่ วิชาการอันใดก็ได้ที่ไม่ขัดกับพระธรรมวินัย ท่านส่งเสริมให้เรียนสูงๆ และให้ทุนเรียนปริญญาโท เอกมากมาย”
ข้อธรรมที่พร่ำสอนศิษย์ “ท่านเปิดกว้างมาก ไม่ได้เน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพียงแต่บอกว่าให้ยึดในหลักธรรมของพระพุทธเจ้า จะทำอะไรถ้าไม่ผิดหลักธรรมก็ทำได้เลย”
เกี่ยวกับพระศาสนาพุทธในปัจจุบัน มักมีเรื่องราวไม่งามเกิดขึ้นเนืองๆ “ท่านเป็นห่วงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล พระทำเสียหาย ญาติโยมทำเสียหาย แต่อย่าลืมว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลไม่เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านห่วงคนเราจะยึดบุคคลไม่ยึดคำสอน ไม่ใช่ว่าพระทำอะไรไม่ดีรูปหนึ่งก็จะไม่ดีไปหมด ท่านเกรงคนหลง ท่านให้ยึดถือธรรมะอย่าไปยึดตัวบุคคล”

เรื่องการไม่ยึดตัวบุคคล “สมเด็จเกี่ยว” ท่านทำให้ดูเช่น บริจาคเงินสร้างตึกพยาบาลตามโรงพยาบาลต่างๆ มีทั้ง 4 ภาค ท่านเอาเงินจากกิจนิมนต์ ฉันเพล สวดมนต์ ญาติโยมถวายในโอกาสต่างๆ บริจาคให้พอสร้างเสร็จ “ท่านไม่เคยเรี่ยไรเงินใคร และ ที่สำคัญท่านไม่ให้ใช้ชื่อท่านเป็นชื่ออาคาร แต่ให้ใช้ชื่อว่า ตึกผู้มีพระคุณ ซึ่งก็หมายถึงญาติโยมเจ้าของเงินนั่นเอง”

เมื่อถามถึงการจำวัด ศิษย์ก้นกุฏิยืนยันว่า ห้องของท่านมีแต่เสื่อผืนหมอนใบ และผ้าปู 1 ผืนเท่านั้น ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ วัตรปฏิบัติของท่านสมถะเสมอมา
แม้ท่านจะเป็นพระ “แต่ท่านเลี้ยงพระบ่อยมาก ให้พระฉันอาหารแม้กระทั่งอาหารฝรั่ง ท่านบอกว่าอยากให้พระ รู้จักสังคม รู้เท่าทันเหตุการณ์” ส่วนการขบฉันของท่าน “จะไม่ยึดติดกับอาหารอย่างไรอย่างหนึ่ง โยมถวายอะไรมาก็ฉันไปอย่างนั้น”

เส้นทางธรรม “สมเด็จเกี่ยว” ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2471 นามเดิมว่า เกี่ยว โชคชนะ ชาวบ้านเฉวง ตำบลบ่อผุด อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี บวชเณรเมื่ออายุ 12 ปี ณ วัดภูเขาทอง บนเกาะสมุย แล้วย้ายเข้าอยู่วัดแจ้ง บนเกาะสมุยเช่นกัน ต่อมาหลวงพ่อพริ้ง วัดแจ้ง ได้ฝากไว้กับสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร

“สมเด็จเกี่ยว” อยู่ในร่มกาสาวพัตร์จวบจนแยกจิตออกจากสังขารเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2556 รวมอายุ 85 ปี นับเป็น ช่วงเวลาที่สร้างคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง พิธีพระราชทานเพลิงศพมีระหว่างวันที่ 7-10 มีนาคม 2557 ในวันที่ 9 มีนาคม เวลา 13.00 น. จะเชิญโกศศพขึ้นรถวอจัตุรมุข จากวัด สระเกศไปยังเมรุหลวง วัดเทพศิรินทราวาส แล้วพระราชทานเพลิงศพ เวลาประมาณ 17.00 น.
เกี่ยวกับอัฐิธาตุ “ท่านไม่ได้สั่งเสียอะไรเป็นพิเศษ แต่เคยพูดกันนานมาแล้ว เวลาว่างๆ ท่านปรารภว่า ร่างกายเราต่อไปคงจะไม่ไหว ถ้าเราตายกระดูกไม่ต้องไปทำอะไร เอามาไว้ใกล้ๆ หลวงพ่อสมเด็จพระสังฆราช” ท่านปรารภอย่างนี้ เพราะว่า “สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) เป็นพระอาจารย์ท่าน”

และ “เราจะปฏิบัติตามนั้น” พระพรหมสุธียืนยัน.

7 มี.ค. 2557 09:27 7 มี.ค. 2557 09:31 ไทยรัฐ