วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จี้รัฐบาล-สั่งศรส. จัดการโกตี๋ ติดป้ายแบ่งแดน


‘บิ๊กตู่’ลั่นสีไหนผิดไม่ละเว้น มาร์คแฉทักษิณยื่นต่อรอง

“เฉลิม” ชวน “เทือก” คุยหาทางออกประเทศ ชี้ถ้าทะเลาะกันบ้านเมืองไม่สงบ เผยเซ็นคำสั่งเนรเทศ “สาธิต” แล้ว ศรส.อ้างเป็นภัยต่อความมั่นคงประเทศ “สาธิต” โวยไม่เคยเห็นหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาเป็นทางการ เดินหน้าพึ่งระบบยุติธรรมไทย “ปึ้ง” เตรียมฟ้องทูตอีก มีขบวนการแท็กทีมล้มรัฐบาล “บิ๊กตู่” ฮึ่มรับไม่ได้ติดป้ายแยกประเทศ ลั่นไม่เลือกข้างฟันทุกสีถ้าทำผิด วอนทุกฝ่ายเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม “ยิ่งลักษณ์” ปัดพี่ชายเบื้องหลังเหตุวุ่นวาย วอนมองด้านบวกบ้าง ยันไม่จริงได้สัญชาติมอนเตเนโกร “มาร์ค” แฉ “ทักษิณ” ยื่นเงื่อนไขต่อรอง “สุเทพ” กล่อมม็อบอดทนโวใกล้ชนะแล้ว

กรณีที่มีการขึ้นป้าย สปป.ล้านนา กลายเป็นประเด็นต่อเนื่อง ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม วอนทุกฝ่ายเลิกพูดถึงการแบ่งแยกประเทศ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ยืนยันจะเอาผิดกับผู้ทำผิดกฎหมายโดยไม่เลือกข้าง

นายกฯเชื่อทหารไม่อยากปฏิวัติ

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 6 มี.ค. ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จ.สกลนคร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวเคลียร์ใจกับ ผบ.เหล่าทัพ ว่าเป็นเรื่องปกติ การหารือเกิดขึ้นทุกระยะอยู่แล้ว ในฐานะ รมว.กลาโหม มีเรื่องต้องพูดคุยกัน ทั้งความมั่นคงและการประชุมสภากลาโหม เพื่อให้เกิดความชัดเจนในแง่ของความกังวลใจที่กองทัพและตนมีไม่ต่างจากกัน ซึ่งต้องร่วมมือกันทำงานให้เกิดความสงบ ผู้สื่อข่าวถามว่า การหารือครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับกระแสการปฏิวัติใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เชื่อว่าไม่มีใครอยากไปถึงจุดที่ทำให้เกิดความรุนแรงหรือปฏิวัติ เพราะไม่มีประโยชน์ รวมถึงการยอมรับของต่างชาติด้วย ถ้าช่วยกันแก้ไข พูดคุยกันบ่อยๆ เชื่อว่าจะเป็นทางออก มากกว่าการที่ไม่ได้พูดจากันจนเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันและมีความรุนแรงเกิดขึ้น

ย้ำจุดยืนกองทัพไม่ยุ่งการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กองทัพมีความกังวลใจเรื่องใดที่อยากให้ฝ่ายการเมืองช่วยดูแล น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ต้องการให้ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ดูแลความปลอดภัยของประชาชน ทั้งผู้ชุมนุมและผู้ที่สัญจรไปมา เพิ่มจุดตรวจต่างๆ เพื่อให้เป็นการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ เมื่อถามย้ำว่า จุดยืนของกองทัพคือจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า กองทัพมีหน้าที่ดูแลความมั่นคง ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. มีแนวคิดทำบังเกอร์ทหารติดดอกไม้หรือผ้าม่านสีชมพู หลังจากมีข้อท้วงติงว่าแนวบังเกอร์ทหารส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศนั้น เมื่อผู้ชุมนุมปรับพื้นที่ไปอยู่สวนลุมพินี แต่พื้นที่ต่างๆเช่น ราชประสงค์ยังมีบังเกอร์อยู่ ผบ.ทบ.เลยเสนอว่าอยากปรับแนวบังเกอร์พื้นที่เศรษฐกิจ เพราะหากนักท่องเที่ยวเห็นบังเกอร์ที่มีลักษณะคล้ายค่ายทหารจะหวาดกลัว

วอนหยุดพูดแบ่งประเทศ

ต่อข้อถามว่า ได้พูดคุยและเคลียร์ถึงปัญหา สปป.ล้านนาหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ต้องเคลียร์ เพราะประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนแล้วว่า จะร่วมกันปกป้องไม่ให้มีเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ประเทศไทยต้องเป็นหนึ่งเท่านั้น หยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ยิ่งพูดจะยิ่งทำให้เป็นแผลแตกแยกในใจ ไม่มีคนไทยคนไหนที่อยากแยกประเทศ เรารักกัน บนความเห็นที่แตกต่างเชื่อว่ายังมีความเป็นไทยอยู่ด้วยกัน ขออย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย เหตุการณ์ต่างๆต้องดูที่ต้นทางมากกว่า คือการให้ทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

ขอทุกคนมองด้านบวกบ้าง

เมื่อถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายของนายกฯ อยู่เบื้องหลังสถานการณ์ความวุ่นวายทั้งหมด นายกฯกล่าวว่า ไม่จริง ตนก็ทำหน้าที่ของตน ณ วันนี้ทุกคนก็เห็นอยู่ ขอให้เชื่อมั่นซึ่งกันและกัน ขออย่าให้ไปมองอย่างนั้นอย่างนี้เลย ถ้าเรามองในจุดที่มันเป็นบวกบ้าง เราคงมีอะไรดีๆและเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย ส่วนกรณีที่มีข่าวประเทศมอนเตเนโกรเตรียมให้สัญชาตินายกฯนั้น ไม่จริง ไม่มี ขออนุญาตปฏิเสธ มีบัตรประชาชนเดียว และพาสปอร์ตเดียว

“ประยุทธ์” โยน ศรส.จัดการ “โกตี๋”

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ (นปอ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีนายวุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ แกนนำเสื้อแดงปทุมธานี ได้นำแผ่นป้ายแบ่งแยกดินแดนมาติดที่สะพานลอยหน้าอนุสรณ์สถานว่า รัฐบาลต้องเร่งรัดให้ ศรส.ดำเนินการ เพราะมีหน้าที่ดูแลพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทหารมีหน้าที่แค่ส่งข้อมูลให้ ไม่ใช่จะไปไล่ล่าหรือจับกุม อยากให้เข้าใจว่าทุกอย่างเหมือนปี 53 ทุกประการโดยปลุกระดมมวลชนมาตลอดซึ่งมีไม่กี่กลุ่มที่ทำเรื่องนี้ ทั้งนี้ การทำหรือเขียนอะไรส่งเดชตามถนน มันผิดกฎหมาย หรือถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเขียนป้ายก็ต้องดำเนินคดีเหมือนกัน

ลั่นไม่เลือกข้างฟันทุกสีถ้าทำผิด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หน้าที่ของ กอ.รมน.คือการป้องกัน ระงับ ยับยั้งเหตุการณ์ความไม่สงบ สร้างความเข้าใจกับประชาชนไม่ว่าจะสีใดพวกใดทหารเราไปพูดคุยหมดไม่ใช่จะไปควบคุมเขา จึงอยากขอร้องอย่าทำผิดกฎหมาย ถ้าทำผิดเราก็ไม่ละเว้น และที่พูดว่าทหารเลือกปฏิบัติ ตนก็อยากถามว่า มีใครที่ทำอย่างนี้บ้างหรือยัง ซึ่งอีกฝ่ายมีคดี 200-300 คดี ยังต้องไปว่ากันในศาล อะไรที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการของ ศรส.ก็เป็นหน้าที่ของ กอ.รมน.ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนที่พูดผิดกฎหมายหรือมีเหตุอันน่าสงสัยก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เมื่อผิดก็ต้องเบรกยับยั้งไว้ เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่ที่ทหารถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาเมื่ออยู่ตำแหน่งนี้ก็ต้องทำใจให้ได้และต้องอดทนต้องยึดมั่นในหลักการกระบวนการยุติธรรมต้องนำหลักฐานมาสู้กันยอมรับในกติกาเชื่อว่าบ้านเมืองจะสงบ ขณะนี้มีผลกระทบกับทุกฝ่าย แต่ไม่อยากให้มีผลกระทบทั้งรัฐบาลและ กปปส. ถ้าใครผิดก็ต้องไปว่ากัน ตนไม่ได้เข้าข้างใครที่ทำผิดกฎหมาย

เผยคุย “ยิ่งลักษณ์” กำราบแดง

เมื่อถามว่า ได้พูดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เพื่อให้คนเสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าได้คุยกับนายกฯ มาตลอด ท่านบอกว่าจะพยายามห้ามปราม ส่วนที่มีรัฐมนตรีบางคนออกมาเคลื่อนไหวก็ต้องไปถามเขา นอกจากนี้ได้อธิบายให้นายกฯ ทราบถึงปัญหาความวุ่นวาย โดยนายกฯ รับปากว่าจะนำเรื่องต่างๆ ไปดำเนินการ นายกฯ ขอร้องให้ทหารทำหน้าที่ด้วยความเป็นธรรมซึ่งตนก็ทำอยู่แล้ว เมื่อถามว่ายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนทั้งประเทศ ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ไม่ว่าสีไหนจะด่าตนยังไง ตนก็ไม่เกลียด เพราะเขาเป็นคนไทย วันนี้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นต้องแก้ให้ได้ เราฆ่าฟันกันไม่ได้ ไม่เกิดประโยชน์ คนบาดเจ็บล้มตายก็คนไทย ถ้าเป็นพี่น้องเราเองจะยอมได้หรือไม่ ดังนั้นทุกคนต้องเคารพกติกา จะใช้ความรุนแรงกดดันกันไม่ได้

เรียกร้องให้ยอมรับระบบยุติธรรม

เมื่อถามว่า ได้พูดกับนายกฯ ในการเจรจากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พูดกันบ้างเล็กน้อย แต่ทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ตนคนเดียว และจะคุยกันอย่างไรไม่ใช่เรื่องของตน หน้าที่ตนคือสร้างสภาวะแวดล้อมให้ปลอดภัย ดูแลความปลอดภัยของประชาชน เมื่อถามว่า ความวุ่นวายขณะนี้จะจบอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกคนกลับบ้านหมดไปกินข้าวบ้าน ให้กระบวนการทำงานไป สังคมวันนี้จะหยุดได้ โดยทุกคนเคารพกติกา ต้องเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม หากไม่เชื่อมั่นประเทศจะไปไม่ได้ ถ้าคิดว่าตัดสินแล้วไม่ดีก็อุทธรณ์ได้ เมื่อถามว่า กรณีที่นายกรัฐมนตรีต้องการให้ปรับบังเกอร์ทหารเพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวติดตลกว่า “พยายามปรับอยู่ อาจจะติดดอกไม้ เอาผ้าม่านสีชมพูมาติด จะทำให้บังเกอร์ดูนุ่มนวลลง แต่ทหารก็คือทหาร จะให้อ่อนแอพับเพียบเรียบร้อยเป็นลิเกหรืออย่างไร”

รับไม่ได้ติดป้ายแยกประเทศ

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม. 2 รอ.) พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ได้ร่วมเปิดโครงการราษฎร์รัฐร่วมใจช่วยภัยแล้งประจำปี 2557 พร้อมปล่อยคาราวานขบวนรถน้ำเพื่อช่วยผู้ประสบภัยแล้ง โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า กองทัพช่วยภัยแล้งทุกสีทุกฝ่ายทุกคน ไม่ได้แบ่งว่าเป็นใคร ทุกวันนี้เรากินน้ำกินข้าวร่วมกัน แต่เมื่อไหร่จะรวมกันสักทีไม่รู้ ประเทศไทยมีทุกอย่างพร้อมแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมมีแต่เรื่องร้อนใจ ตนอึดอัดอยากจะพูด ซึ่งไม่เข้าใจว่าเป็นอะไรกัน อยากให้ช่วยกันคิด อย่าทะเลาะกันเลยไม่ได้ประโยชน์อะไร อย่าทำร้ายกัน ทหารเป็นของประชาชนเสมอ จะทะเลาะกันทำไม ถ้ามีคนเกเรเป็นนักเลงเรายอมรับกันได้หรือไม่ มีการติดป้ายยอมรับกันได้หรือไม่ ถ้ายอมรับกันไม่ได้ ผมก็ยอมรับไม่ได้ อย่าทำเลยเป็นนักเลงไม่ได้ เพราะประเทศมีกฎหมาย

“เหลิม” ไล่ “สุเทพ” เปิด รธน.

เมื่อเวลา 10.30 น.ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ระบุว่าหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลาออกทั้ง 5 คน จะไม่มีคนจัดการเลือกตั้งว่า นายสุเทพควรไปอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 232 วรรค 2 กกต.เลียนแบบคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือ ต้องอยู่จนกว่าจะมี ครม. ชุดใหม่ เช่นเดียวกับ กกต.จะต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ จะลาออกไปเลยไม่ได้ ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ ส่วนที่นายสุเทพเสนอนายกฯตามมาตรา 7 นั้น มาตรา ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องการตั้งนายกฯ คนกลาง อยากให้ไปอ่านมาตรา 181 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งเมื่อครบ 30 วัน หากประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกไม่ได้เป็นเรื่องของสภา ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหาร ซึ่ง กกต. มีโอกาสจัดการเลือกตั้งตามมาตรา 93 วรรค 6 ภายใน 180 วัน อย่างไรก็ตาม ที่มีคนจะไปยื่นตีความสถานะรัฐบาลต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลก็ต้องตีความตามกฎหมาย จะเขียนอะไรตามใจชอบไม่ได้

ถาม “เทือก” คุยกันหน่อยได้ไหม

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ฝากบอกนายสุเทพคุยกันหน่อยได้ไหม เอาที่บ้านกำนันที่พุทธมณฑล ผมจะไปคนเดียว แล้วให้กำนันอยู่กับภรรยาสองคน แต่อย่ามาบอกเรื่องนายกฯต้องลาออก อย่าบอกเรื่องนายกฯมาตรา 7 และอย่ามาบอกว่า กกต.ลาออกแล้วเลือกตั้งไม่ได้ เพื่อนเข้าใจผิด เอาอย่างนี้จัดการเลือกตั้งให้เสร็จ มี ครม. หากกำนันจะปฏิรูปก็นำพิมพ์เขียวมา นายกฯฟังอยู่แล้ว ถ้าดีตกลงก็ปฏิรูป และไปเลือกตั้งใหม่ ดีที่สุดกำนันก็มอบตัวเสียหลังจากคุยกับผมแล้ว คุยกับผมได้ เพราะไม่ใช่ตำรวจ ผมอยากให้บ้านเมืองสงบ ไม่อย่างนั้นทะเลาะกันอยู่อย่างนี้” เมื่อถามว่าที่ออกมาชวนนายสุเทพคุยเป็นเพราะได้รับไฟเขียวจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แล้วหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ไม่มี ตนคิดเอง อายุ 66 ปีแล้วจะคิดเองไม่ได้หรือ คิดให้บ้านเมืองสงบ ทำไมตนจะทำไม่ได้ เมื่อถามว่า จะคุยอย่างไรให้นายสุเทพคล้อยตาม ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ต้องคุยต่อหน้าภรรยาเขา นายสุเทพเหมือนตนคือ กลัวภรรยา ถ้านายสุเทพคุยรู้เรื่อง บ้านเมืองจบ แต่หากไม่สำเร็จไม่เป็นไร อย่างน้อยๆ ตนยังได้คิด

ดอดลางานไปหาผู้ใหญ่ที่สิงคโปร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส.เดินทางออกจากห้องทำงานที่ตึก บช.ปส.ภายในสโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดี รังสิต ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ร.ต.อ.เฉลิมได้เดินทางออกจากสถานที่ทำงานเร็วกว่าทุกวัน ซึ่งต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการแจ้งจากศรส.ว่า ร.ต.อ.เฉลิมได้ยื่นใบลาไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวต่างประเทศประมาณ 2-3 วัน นับตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค.เป็นต้นไป โดยไม่ได้ระบุว่าเดินทางไปประเทศใด อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิมเดินทางไปประเทศสิงคโปร์เพื่อพบกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร ออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 6 มี.ค. คาดว่าจะเดินทางกลับมายังประเทศไทยในวันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค.นี้

“ปึ้ง” จ่อฟ้องทูตมีขบวนการล้ม รบ.

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษาศรส. กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะเชิญทูตของทุกประเทศที่ประจำอยู่ในประเทศไทยมาชี้แจงสถานการณ์ที่กลุ่ม  กปปส. มีแนวโน้มจะใช้กระบวนการขององค์กรอิสระ กระบวนการอยุติธรรม ใช้ข้อบกพร่องและการตะแบงข้อกฎหมาย รวมกันเป็นทีมล้มรัฐบาล เพื่อให้ต่างชาติได้เข้าใจสถานการณ์ สิ่งที่ กปปส.ทำขณะนี้ เคยทำสำเร็จมาแล้วในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายสมัคร สุนทรเวช กำลังจะซ้ำรอยเดิม และตนจะทำหนังสือเรียนนาย บัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ทราบวิวัฒนาการในทิศทางนี้ด้วย โดยจะดำเนินการเร็วๆนี้ ส่วนกรณีการเคลื่อนไหวของ คปท.ไปบุกสถานทูตจีนนั้น เชื่อว่าไม่มีผลให้จีนล้มเลิกการซื้อข้าวจากไทย ขอให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เตือนผู้ชุมนุม เพราะกำลังทำให้สัมพันธ์กับมิตรประเทศเสียหาย

ศรส.ชอบใจคำวินิจฉัยศาล รธน.

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการ ศรส.แถลงผลประชุม ศรส.ว่า ศรส.รู้สึกคลายความกังวลต่อคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชัดเจนขึ้นแล้วว่า เฉพาะประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมนั้น ยังคงเป็นไปโดยชอบ แต่สำหรับแกนนำ กปปส. หากมีการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้จึงชัดเจนว่าแกนนำ กปปส.ที่กระทำความผิดจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน จะอ้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเหมือนอดีตอีกไม่ได้แล้ว

ยังไม่รับคดี “โกตี๋” เป็นคดีพิเศษ

เมื่อถามถึงกรณีนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ โกตี๋ แกนนำคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี นำป้ายแบ่งแยกดินแดนไปติดในพื้นที่เขตดอนเมือง ศรส.จะดำเนินการอย่างไร นายธาริตกล่าวว่า ที่ประชุมศรส.ยังไม่ได้พูดคุยประเด็นนี้ ขอย้ำว่าเรื่องการกล่าวหาว่ามีขบวนการจะแยกการปกครองประเทศ ดีเอสไอพร้อมดำเนินคดี แต่กรณีแบบนี้ไม่ใช่บัญชีท้ายของกฎหมายดีเอสไอ จึงต้องเข้าสู่กระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน หรือถ้ามีการร้องมาที่ดีเอสไอก็จะมีการรวบรวมข้อเท็จจริงแล้วเสนอคณะกรรมการพิเศษ เพื่อพิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่

“ธาริต” ถกวางแผนจับ “สุเทพ”

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงการติดตามตัวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.มาส่งให้อัยการ มายื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญา ในคดีร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าโดยเจตนาเล็งเห็นผล และพยายามฆ่า กรณีออกคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ในการขอคืนพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช. เมื่อปี 53 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากว่า หลังศาลอาญาออกหมายจับแล้ว ดีเอสไอได้หารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันวางแผนจับกุมนายสุเทพส่งอัยการ ผลการหารือสรุปว่าจะไม่รอให้นายสุเทพเลิกชุมนุม แต่จะรอโอกาสที่เหมาะสมในการเข้าจับเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ส่วนนายอภิสิทธิ์ อัยการได้ยื่นฟ้องเป็นจำเลยไปแล้ว ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 24 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

ผู้ว่าฯเชียงใหม่ยันไม่มีแยกแผ่นดิน

นายวิเชียร พุฒิวิญญู ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำงานประสานกับตำรวจภาค 5 ออกสืบสวนหาข่าวกรณีที่มีคนนำป้ายแยก สปป.ล้านนา ขึ้นไปติดที่สะพานต่างระดับดอนจั่น ถนนเชียงใหม่-ลำปาง หน่วยงานความมั่นคงและตำรวจภาค 5 รีบปลดป้ายลงเมื่อวันที่ 26 ก.พ. และสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด แต่เราทำกันเงียบๆไม่อยากให้เป็นกระแสทางการเมือง ต่อมาทางทหารก็มาแจ้งความจนเป็นข่าวดังขึ้นมา ตนขอยืนยันว่ากลุ่มแนวคิดแยกดินแดน สปป.ล้านนาไม่มีเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเพียงสัญลักษณ์การต่อสู้เรียกร้องของคนบางกลุ่มเท่านั้น เมื่อเราเห็นว่าป้ายไม่เหมาะสม ผิดกฎหมาย ก็ต้องเอาลงและสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งนายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ตามแนวทางการสืบสวนไม่น่าจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

“สปป.ล้านนา” โต้ข้อกล่าวหา

นายวันชัย จอมทัน รักษาการประธานกลุ่มสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา (สปป.ล้านนา) แถลงข่าวตอบโต้กรณีถูกกล่าวหาว่ามีเป้าหมายในการแบ่งแยกประเทศว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวบั่นทอนการเคลื่อนไหวของบุคคลที่รวมตัวกัน โดยมีเป้าหมายดำเนินการตามวิถีรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยและปกป้องนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเมื่ออาทิตย์ก่อน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่มาตรวจเยี่ยมศูนย์โอทอปข่วงสันกำแพง กลุ่มเราได้ใช้ผ้าสีขาวโพกศีรษะเขียนข้อความว่า “สปป.ล้านนา” มาต้อนรับนายกรัฐมนตรี แต่กลับถูกมองว่ากลุ่มเราคิดแบ่งแยกดินแดน ประกอบกับมีการขึ้นป้ายแบ่งแยก สปป.ล้านนา ตามที่เป็นข่าวนั้น กลุ่มเราขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการกระทำดังกล่าว

นปช.เชื่อตำรวจไม่สั่งฟ้อง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ในฐานะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ว่า นปช.เป็นกบฏต้องการแบ่งแยกดินแดนถือเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่มีทางที่ตำรวจจะสรุปสำนวนสั่งฟ้องได้ เพราะไม่มีหลักฐาน นอกจากป้ายผ้าที่เขียนข้อความระบายจากความน้อยเนื้อต่ำใจ ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ถูกข้อหากบฏ มีคลิปหลักฐานชัดเจน ดังนั้น ต้องดูว่าจากนี้ใครจะถูกดำเนินคดี สำหรับการเคลื่อนพลลั่นกลองรบของ นปช.ในภาคเหนือ วันที่ 2 มี.ค.นี้ มั่นใจจะมีผู้เข้าร่วมกว่าการเคลื่อนพลมาทางภาคอีสาน นปช.มองว่าการทำศึกต้องมีหลายบทบาท สถานการณ์แบบนี้ไม่จำเป็นต้องเข้าไปแลกให้สูญเสีย แต่ถ้าถึงที่สุดหลีกไม่ได้ จะยึดถือตามเพลงชาติที่มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า “ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด”

ไม่ยอมแน่ตั้งนายกฯ ม.7

นายนิสิต สินธุไพร ผอ.โรงเรียน นปช. กล่าวถึงกรณีฝ่ายตรงข้ามวิพากษ์วิจารณ์คนเสื้อแดงบางกลุ่มจัดตั้งกองกำลังและเตรียมแบ่งแยกดินแดนว่า เสื้อแดงบางคนไปพูดเพื่อความสะใจตามอารมณ์ จนถูกบอกว่าเป็นกบฏน้ำลาย ขอยืนยัน นปช.เคลื่อนไหวโดยสันติ ยึดหลักการเลือกตั้งตามหลักสากล ส่วนที่มีกระแสข่าวตัวแทน 2 ขั้วการเมืองเจรจาให้หาทางลงโดยมีนายกฯคนกลาง เรื่องนี้ไม่ง่ายที่จะทำให้เกิดนายกฯคนกลางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และ 7 เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้นายกฯต้องมาจาก ส.ส. และมวลชนคนเสื้อแดงไม่ยอมแน่ ถ้าอยากให้มีนายกฯคนกลางต้องเปิดให้มีการประชุมสภาฯ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้มีนายกฯคนกลาง

“เฉลิม” ปัดหักหลังเนรเทศ “สาธิต”

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวถึงการเซ็นคำสั่งเนรเทศนายสาธิต เซกัล นักธุรกิจชาวอินเดียและแกนนำ กปปส.ว่า หากนายสาธิตอยู่เฉยๆ ตนไปจะเซ็นคำสั่งเนรเทศทำไม และนายสาธิตได้สารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่าระหว่างชุมนุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ได้นำพรรคพวกไปยึดสถานที่ราชการถึง 5 แห่ง ครั้งสุดท้ายคือ กรมการบินพลเรือน ทางราชการคงปล่อยเฉยไม่ได้ ส่วนนายสาธิตจะไปใช้สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ขัดข้อง ส่วนการถวายฎีกาขอไม่แสดงความคิดเห็น ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะส่งเรื่องให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง  (สตม.) ดำเนินการ ส่วนที่ระบุว่าตนหักหลังนายสาธิตนั้น จะไปหักหลังเรื่องอะไร ตนไม่เคยรับปากว่าจะเนรเทศหรือไม่เนรเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่สรุปมาไม่มีหนทางเป็นอย่างอื่น ตนไม่ได้เกลียดนายสาธิตและไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว

ศรส.ย้ำเป็นภัยต่อความมั่นคง

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวว่า ศรส.เห็นว่ากรณีนายสาธิต เซกัล หนึ่ง ในแกนนำ กปปส.ซึ่งเป็นคนต่างด้าว สัญชาติอินเดีย ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นพำนักได้ในประเทศไทย ตามกฎหมายจะต้องงดเว้นไม่กระทำความผิดใดๆ ที่กระทบต่อความมั่นคง แม้เมื่อประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ก็ยังนำมวลชนไปปิดล้อมกรมการบินพลเรือน นายสาธิต จึงเป็นบุคคลที่มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

“สาธิต” ขอพึ่งระบบยุติธรรมไทย

เมื่อเวลา 13.13 น. ที่เวทีปราศรัย กปปส. สวนลุมพินี นายสาธิต เซกัล นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ในฐานะแนวร่วม กปปส. กล่าวภายหลังมอบทนายและญาติไปยื่นถวายฎีกาที่สำนักราชเลขาธิการ จากกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักความสงบ (ศรส.) ออกคำสั่งเนรเทศว่า ยืนยันความบริสุทธิ์ ซึ่งเรื่องนี้ตนถูกกลั่นแกล้ง ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับทราบข้อกล่าวหา หรือได้รับเอกสารแจ้งข้อกล่าวหาเป็นทางการ และขอถามกลับไปว่า การเคลื่อนไหว ของตนสร้างความแตกแยกอย่างไร การขึ้นเวที กปปส.แต่ละครั้งเพื่อปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนเทิดทูนสถาบัน บทบาทตนไม่มีนอกไม่มีใน มีแต่เรื่องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ดังนั้น ไม่เข้าใจว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างไร ตนเป็นลูกผู้ชายพอที่จะยอมรับ หากมีการแจ้งข้อกล่าวหาชัดเจน อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะขอ พึ่งกระบวนการยุติธรรมของไทย เพราะเชื่อว่าระบบศาลไทยยังมีความยุติธรรมอยู่ และคงไม่มีการพูดคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส.

“มาร์ค” จวก “ปู” ปิดทางแก้ทุกประตู

นายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ปัญหาทางการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แต่แทนที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะช่วยนำการเมืองมาแก้ไขปัญหา กลับทำตัวเป็นอุปสรรคทุกด้าน มีการปลุกระดมมวลชนให้ไม่ยอมรับอำนาจศาลและองค์กรอิสระ ทั้งยังสร้างสถานการณ์ใช้ความรุนแรงเอากำลังมาทำร้ายกัน จึงขอเรียกร้องว่าขบวนการทางการเมืองต้องไม่เป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหา กฎหมายและมวลชนตอบทุกอย่างไม่ได้ ต้องมีการตกลงร่วมกัน จึงจะเดินหน้าไปได้ แต่ขณะนี้รัฐบาลกลับปิดทุกประตู close every door จากที่เคยพูดว่าจะเปิดทุกประตู จึงต้องถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ไม่ช่วยแก้ปัญหาเลย กลับยืนขวางทุกทาง เพื่อรักษาอำนาจไปเรื่อยๆ และท้าทายว่าแน่จริงก็มาเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่ความประสงค์ของคนส่วนใหญ่ที่ต้องการให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าบนกติกาที่ทุกคนยอมรับ

รู้ทันรัฐบาลได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

เมื่อถามว่าสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่มีเจตนาที่ต้องการล้มกระดานหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลทำเหมือนกับว่าถ้าตัวเองอยู่ได้และทำในสิ่งที่ต้องการสำเร็จก็ทำ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็หาทางให้ล้มแบบมีปัญหา เป็นยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่คิดว่าจะได้ประโยชน์ หากทำสำเร็จก็ได้สิ่งที่ต้องการ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็หวังพลิกสร้างสถานการณ์ว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่ถูกรังแก ถูกทำลาย โดยไม่คิดถึงประโยชน์ของบ้านเมืองที่ต้องหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน จึงเหมือนมีแผน 3 ขั้นที่ยืนยันว่า 1.ออกไม่ได้ 2.ต้องเลือกตั้งให้เสร็จ 3.ผู้ชุมนุมต้องกลับบ้าน ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปได้ยาก แต่ก็ยื้อไว้ เพราะระหว่างที่ไม่สำเร็จก็อยู่รักษาการต่อไป

ไม่ให้ราคา “เหลิม” ขอเจรจา “เทือก”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน และ ผอ.ศรส. เสนอตัวเป็นคนเจรจากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่มีประโยชน์ เพราะ ร.ต.อ.เฉลิมไม่ใช่ผู้นำรัฐบาล ไม่มีอำนาจตัดสินใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ควรมาเจรจาเอง แม้ว่าเบื้องหลังจะมีคนอื่นควบคุมอยู่ แต่เป็นผู้มีอำนาจทางกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นห่วงประเทศที่กำลังเดือดร้อนหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ยื้อสถานการณ์ รังแต่จะเพิ่มคดีที่ต้องตีความเพิ่มอีก เช่นหาก ป.ป.ช.ชี้มูลแล้วต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ ก็ต้องมีการส่งเรื่องตีความอีกเรื่องการพ้นจากรักษาการ

เมื่อถามว่า ส.ว.สามารถเสนอชื่อนายกฯตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ได้ในระดับหนึ่ง แต่จะมีการถกเถียงกันอีก อย่างไรก็ตาม  หากสามารถเสนอชื่อได้ก็จะมีปัญหา เพราะในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ระบุว่านายกฯต้องมาจาก ส.ส. แต่เวลานี้ไม่มี ส.ส.อยู่แล้ว

แฉ “ทักษิณ” ยื่นเงื่อนไขเจรจา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเที่ยงระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์กล่าวประเมินสถานการณ์ว่า การชุมนุมของ กปปส.อาจเลยไปถึงช่วงสงกรานต์ก็ได้ คงยืดเยื้อไปอีกนาน เพราะทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยื่นเงื่อนไขในการเจรจาว่าจะต้องนิรโทษกรรมล้างผิดในคดีต่างๆ พร้อมคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท และต้องไม่เอาผิดกับ  น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี  ในคดีทุจริตจำนำข้าว ซึ่งแกนนำและผู้ชุมนุม กปปส.คงไม่ยอม จึงเป็นการยื้อระหว่างรัฐบาลและ กปปส. แต่เชื่อว่าจะมีช่วงเวลาเสี้ยวเล็กๆที่จะทำให้เกิดการเจรากันได้

พุทธอิสระแจ้งจับ “ปู” กับพวก

ทางด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เมื่อเวลา 13.00น.ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พระพุทธอิสระ ได้นำมวลชนจากเวทีชุมนุมศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เดินทางมายังหน้าประตูทางเข้า บก.ป.เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับพวกที่เกี่ยวข้องเป็นตัวการร่วม หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด ในความผิดฐานกบฏ แบ่งแยกราชอาณาจักร ข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยนำหลักฐานเป็นภาพถ่าย คลิปวีดิโอมอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาดำเนินคดี

คอมมานโด 1 กองร้อยดูแล

ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวน บก.ป. นำโดย พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รอง ผบก.ป.ปฏิบัติราชการแทน ผบก.ป. พ.ต.อ.อธิป แท่นนิล ผก.ปพ.บก.ป.ได้ออกมารับเรื่อง พร้อมจัดกำลังตำรวจคอมมานโด 1 กองร้อย มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณประตูทางเข้าออกของ บก.ป. โดยไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้ามาภายใน เหตุการณ์ทั่วไปเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

หลวงปู่ขีดเส้น 7 วันกลับมาทวง

พระพุทธอิสระกล่าวว่า เหตุที่มาร้องทุกข์กล่าวโทษที่ บก.ป. เพราะเชื่อมั่นการทำงานของตำรวจ บก.ป. จะสามารถดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล โดยให้เวลา 7 วัน ก่อนจะมาติดตามความคืบหน้าคดี จากนั้นจะนำมวลชนไปยังเวทีสวนลุมพินี เพื่อให้กำลังใจ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ต่อไป

“ตั๊น” จี้ ตร.เร่งคดีแยกดินแดน

เมื่อเวลา 11.30 น. น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร แกนนำ กปปส. นำมวลชนพร้อมรถติดเครื่องขยายเสียงเดินทางมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มที่คิดแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ชื่อว่า สปป.ล้านนา โดยให้เร่งสืบสวนสอบสวนคนกลุ่มดังกล่าวเพื่อดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมาย นอกจากนั้นยังขอให้ตำรวจเร่งสืบสวนดำเนินคดีกับนายวุฒิพงศ์ กช–ธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำคนเสื้อแดง  กรณีใช้อาวุธคุกคามผู้ชุมนุม กปปส.รวมถึงกรณีการจาบจ้วงสถาบัน โดยมี พ.ต.ท.วีรศักดิ์ ทองสาริ รอง ผกก.สกพ.เจ้าหน้าที่ชุดเจรจา เป็นตัวแทนรับหนังสือ จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้มอบดอกไม้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนจะเดินทางกลับ

กปปส.นำมวลชนปิดตึกชินวัตร 3

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 14.30 น. ที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต นายสุชาติ ศรีสังข์ และนายทินกร อ่อนประทุม แกนนำ กปปส. นำมวลชนด้วยรถบัส 6 คัน รถกระบะ และรถหกล้อติดเครื่องขยายเสียง มาปิดอาคารชินวัตร 3 ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ บ.เอสซีแอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนหยุดร่วมธุรกิจกับตระกูลชินวัตร เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาคารชินวัตร 3 เห็นผู้ชุมนุมต่างรีบปิดประตูทางเข้าออก ป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว จากนั้นผู้ชุมนุมนั่งรับประทานอาหารเที่ยง ทั้งนี้ นายทินกร ปราศรัยบนรถขยายเสียงว่า จะมาปิดตึกชินวัตร 3 ทุกวัน เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงตระกูลชินวัตร หลังจากปราศรัยประมาณ 1 ชม. นายทินกร และนายสุชาติ ประกาศให้ผู้ชุมนุมนำขยะมาทิ้งหน้าประตูทางเข้าตึกชินวัตร 3 ก่อนนำมวลชนเดินทางกลับสวนลุมพินี

กคป.ทวงคืนกระทรวงพลังงาน

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่หน้ากระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีรังสิต นายทศพล แก้วทิมา นายธวัชชัย พรหมจันทร์ แกนนำกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (กคป.) นพ.ระวี มาศฉมาดล ที่ปรึกษา กคป. นำมวลชนจากกรมพลังงานทดแทน ตีนสะพานกษัตริย์ศึก (ยศเส) มาชุมนุมหน้าประตูทางเข้ากระทรวงพลังงาน โดยใช้รถบรรทุกจอดขวางทาง และให้ผู้ชุมนุมหญิงสูงอายุใส่ชุดกระโจมอกตั้งแถวยืนเผชิญหน้ากับตำรวจ 2 กองร้อย ที่ยืนขวางถนนไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไป โดยแกนนำได้ประกาศยืนยันว่ามาอย่างสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ขอให้ตำรวจยุติรับใช้ระบอบทักษิณ และให้ถอนกำลังออกจากกระทรวงพลังงาน

จนท.ไม่ยอมม็อบสลายตัว

เวลา 12.00 น. นพ.ระวี และนายทศพลได้เจรจากับ พล.ต.ต.ไอศูรย์ สิงหนาท ผบก.ประจำ บช.ตชด. ซึ่งควบคุมดูแลพื้นที่ดังกล่าว เพื่อขอกลับเข้าไปชุมนุมในกระทรวงพลังงานเหมือนที่เคยทำมาแล้ว แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ปฏิเสธไม่ให้เข้าไปชุมนุมด้านในกระทรวงพลังงาน ซึ่งแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมจึงได้แสดงสัญลักษณ์ด้วยการปักธงชาติขนาดใหญ่ไว้บนประตูทางเข้า และติดป้ายผ้ามีข้อความตัดท่อน้ำเลี้ยงระบอบทักษิณ และทวงคืน ปตท.ไว้ตลอดแนวรั้ว จากนั้นได้ใช้รถลากแท่งแบริเออร์หน้าประตูทางเข้าออกมากองไว้บนถนน กระทั่งเวลา 13.00 น. จึงสลายการชุมนุมกลับไปที่กรมพลังงานทดแทน

“เทือก” กล่อมผู้ชุมนุมให้อดทน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากเวที กปปส.สวนลุมพินีว่า เมื่อเวลา 14.10 น. หลวงปู่พุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ในฐานะแกนนำ กปปส. เวทีแจ้งวัฒนะ เดินทางมายังเวทีสวนลุมพินี โดยมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ให้การต้อนรับ ต่อมาเวลา 14.30 น. นายสุเทพขึ้นเวทีปราศรัยว่า การต่อสู้ของพวกเราใกล้ถึงวันชนะแล้ว ฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ถอยร่นไม่เป็นกระบวน เชื่อว่าในไม่ช้าเมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเรื่องใดออกมา ฝ่ายสมุน น.ส.ยิ่งลักษณ์จะแสดงอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา พวกนี้ไม่เคารพกฎหมาย ทำอะไรตามอำเภอใจ ขอให้พี่น้องมีขวัญกำลังใจและมั่นใจว่าเราได้ต่อสู้เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน ขอให้เข้มแข็งอดทนคึกคักแจ่มใสเข้าไว้ เราสู้ไปหัวเราะไป พวกมันสู้ไปร้องไห้ไปฝ่ายยึดธรรมะชนะแน่นอน

ด้านหลวงปู่พุทธอิสระกล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ปลัดกระทรวงกลาโหมก็ส่งนายทหารมาขอคืนพื้นที่ ตนสามารถให้ได้ แต่จะขอย้ายเวทีไปอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมหรือที่ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย (ศรส.) แทน แต่การที่จะย้ายปลัดกระทรวงกลาโหมต้องมานอนกับเรา 3 วัน 3 คืน

หมอแนะผู้ชุมนุมรับมือฤดูร้อน

ส่วนบรรยากาศเวทีสวนลุมพินีได้ให้แพทย์ขึ้นเวทีแนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ชุมนุมในช่วงฤดูร้อนและการให้เตรียมยารักษาโรคประจำตัวติดตัวไว้ตลอดเวลาด้วย ขณะที่บริเวณโดยรอบทางเข้าออกสถานที่ชุมนุม การ์ดรักษาความปลอดภัยตรวจกระเป๋าผู้ที่จะเข้ามายังสถานที่ชุมนุมเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยกับผู้ชุมนุม

“สุเทพ” หนุนกองทัพฟัน นปช.

ต่อมาเวลา 20.30 น. ที่เวที กปปส.สวนลุมพินี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ขึ้นเวทีปราศรัยว่า วันสองวันนี้มีหลายคนพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงทำให้พี่น้องเข้าใจผิดไขว้เขว คนที่พูดแล้วไม่เป็นเรื่องจริงคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ที่ตัดพ้อต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ทำนองว่าทหารเลือกปฏิบัติ พยายามพูดให้คนไทยไขว้เขว แตกแยก พูดลักษณะว่าฝ่าย นปช. ถูกเลือกปฏิบัติ ฝ่ายมวลมหาประชาชนกลับไม่ปฏิบัติอะไร ทั้งที่ นปช.โอหังประกาศก่อสงครามกลางเมือง ประกาศย้ายเมืองหลวง ประกาศแยกประเทศ ทหารไม่ทำหน้าที่ เมื่อรัฐบาลไม่คิดจัดการกับคนคิดกบฏแบ่งแยกดินแดน ก็มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงประเทศ คนที่ละเลยไม่ดำเนินคดีต้องถูกตำหนิ กองทัพทำถูกต้องแล้ว และขอสนับสนุนการดำเนินการของทัพ

เย้ย “เหลิม” แค่ขี้ข้าไม่คุยด้วย

นายสุเทพกล่าวต่อว่า การที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส. จะขอพบกับตนที่บ้านย่านพุทธมณฑลนั้น ก็ขอบอกว่าวันก่อนที่ท้าชกทำไมไม่มา บ้านผมไม่ต้อนรับคุณ ไม่อยากให้เป็นเสนียดจัญไรกับบ้าน บ้านผมต้อนรับคนดี พวกขี้ข้าขี้โกงแบบคุณรับไม่ได้ การที่จะมาเจรจากับตนมีศักดิ์ศรีอะไร เพราะขนาด น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตนยังไม่อยากคุย และจะลดตัวไปคุยกับขี้ข้าทำไม ไม่เจียมกะลาหัว ตัดสินใจแทนเขาอะไรได้บ้าง และทราบมาว่าช่วงบ่ายวันนี้ (6 มี.ค.) เดินทางไปสิงคโปร์แล้ว ไม่ทราบไปทำไมไปหาที่ลี้ภัยใช่หรือไม่ เพราะรู้แล้วว่าจะแพ้ภายใน 2-3 วันนี้ หรือไปเบิกเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิมหวั่นไหวแล้ว และหาก ร.ต.อ.เฉลิมกลับเนื้อกลับตัววันนี้ยังทัน ถ้าสารภาพผิดต่อหน้าประชาชนไม่มีใครทำอะไร ส่วนจะเข้าคุกหรือไม่ก็แล้วแต่บุญแต่กรรม

ลุยระดมความเห็นปฏิรูปประเทศ

นายสุเทพกล่าวว่า รัฐบาลระส่ำระสายเต็มที่แล้ว ซึ่งต้องบอกว่ากลางเดือนนี้ไม่ว่า ป.ป.ช.จะชี้มูลอย่างไรหรือศาลจะวินิจฉัยอย่างไรก็ให้ก้มหน้า ก้มตารับคำตัดสิน อย่าบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ตนเชื่อว่าการต่อสู้ของเรางวดเข้ามาเต็มที น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนอยู่ได้ไม่กี่วันแล้ว ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. ก็ต้องมาทำงานหนักในการระดมความคิดปฏิรูปประเทศ 5 เรื่องที่ประกาศไว้ โดยต้องทำรายละเอียดให้ชัดเจน

รปภ.ไม่ยอมให้ทูตออกมารับหนังสือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่กลุ่ม คปท.มาชุมนุมที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกชี้แจงความเคลื่อนไหวสถานการณ์ในไทยถึงการที่ประชาชนออกมาต่อต้านระบอบทักษิณและขับไล่รัฐบาลรักษาการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้เกิดปัญหาขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฝ่ายความมั่นคงของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่การทูตของสถานเอกอัครราชทูตออกมารับจดหมายเปิดผนึกจากแกนนำ คปท.ภายนอกสถานเอกอัครราชทูต โดยให้กลุ่มผู้ชุมนุมส่งตัวแทนเข้ามาเพียง 2 คน แต่ทางแกนนำ คปท.พยายามต่อรองขอส่งตัวแทน 3 คน และขอให้เจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐฯออกมารับหนังสือด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูต เพื่อให้สื่อมวลชนไทยและกลุ่มมวลชนได้เป็นสักขีพยาน โดยเจรจานานกว่า 50 นาที ก็ไม่สามารถตกลงกันได้

ม็อบฉุนฉีกจดหมายประท้วง

จากนั้น นายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท. ได้ขึ้นปราศรัยว่า ในวันนี้ คปท.ต้องการมาเพื่อบอกกับสหรัฐฯว่า ประเทศไทยมีรัฐบาลทรราชย์อยู่ในแผ่นดิน แต่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯกลับไม่รับฟัง สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่แสดงถึงการเป็นประชาธิปไตยมาตลอด แต่วันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย หากเมื่อใดเสร็จกิจกรรมอื่นแล้ว คปท.จะนำรูปปั้นเทพีเสรีภาพใส่โลงศพมาวางไว้หน้าสถานทูต เพื่อแสดงสัญลักษณ์ ถือว่าเสรีภาพของสหรัฐฯได้สิ้นสุดลงแล้ว จากนั้นแกนนำ คปท.ได้ฉีกจดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าว บริเวณด้านหน้าสถานทูตแล้วนำเศษกระดาษโปรยเข้าไปบริเวณในแนวรั้วของสถานทูต เพื่อเป็นการประท้วงสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ก่อนเคลื่อนขบวนจากไป

7 มี.ค. 2557 07:29 ไทยรัฐ