วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เลือกตั้ง ส.ว.57 สนามประลองกำลังก่อนปฏิรูป

เสียงปี่เสียงกลองทางการเมืองดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อการเปิดรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นการทั่วไปทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศ  เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 4-8 มีนาคม และกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2557

การเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งนี้ เป็นการเลือกพร้อมกันทั่วประเทศ เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยเลือกกันมาแล้วเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551 คราวนั้น เป็นการเลือกตั้งพร้อมกัน 76 จังหวัด โดยแต่ละจังหวัดสามารถเลือก ส.ว.ได้เพียง 1 คนเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดเล็กหรือจังหวัดใหญ่ก็ตาม

ทั้งนี้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มี ส.ว.150 คน โดยมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน ส่วนที่เหลือมาจากการสรรหา ดังนั้น วันนี้ ประเทศไทยมีทั้งหมด 77 จังหวัด จึงจะมี ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง 77 คน ส่วนที่เหลือ 73 คน มาจากการสรรหา โดย ส.ว.เลือกตั้งชุดนี้ จะมีวาระอยู่ 6 ปี แต่ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งกลับมาใหม่


หมายความว่า การเปลี่ยนแปลงในวุฒิสภาคราวนี้ เป็นการหมดวาระเฉพาะ ส.ว.ที่มาจาการเลือกตั้ง ส่วน ส.ว.แบบสรรหาอีก 73 คน ยังมีอายุต่อไปอีกประมาณ 3 ปี เพราะเพิ่งมีการสรรหาครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554

ทีนี้ เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างของ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งชุดที่หมดวาระไป ก็จะพบว่า ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยถ้าไม่เป็นญาติพี่น้องของ ส.ส. ก็จะเป็นคนสนิทหรือคนที่ ส.ส.ในจังหวัดนั้นๆ ให้การสนับสนุน ทั้งนี้ เพราะการกำหนดให้พื้นที่ทั้งจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ทำให้ยากต่อการที่ผู้สมัครจะเดินทางแนะนำตัวเองอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ในจังหวัดนั้น ทำให้ต้องพึ่งพาระบบหัวคะแนนของ ส.ว.จึงจะมีโอกาสได้รับเลือกตั้ง

เว้นแต่ว่าผู้สมัครคนนั้น จะเป็นที่รู้จักและเป็นที่เคารพนับถือ หรือประชาชนเคยเห็นผลงานมาก่อน เช่น น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี นายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว.สมุทรสงคราม เป็นต้น ที่ถือได้ว่า เป็น ส.ว.ที่มีความเป็นอิสระและไม่มีสายโยงใยกับพรรคการเมืองโดยตรง

อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2551 นั้น พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้น ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคให้ลงสมัคร โดยน่าจะมาจากสาเหตุว่า ไม่มีการเตรียมการในเรื่องนี้ หรือเกรงว่าจะเป็นการผิดกฎหมายเลือกตั้งจนนำไปสู่การถูกยุบพรรค

เป็นผลให้ ส.ว.ในภาคใต้หลายจังหวัด เข้ามามีบทบาทในสภาในลักษณะที่สวนทางกับแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่พรรคเพื่อไทยค่อนข้างจะได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว.เลือกตั้งส่วนใหญ่ ทั้งในเรื่องการสนับสนุนร่างกฎหมายของรัฐบาลรวมทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดย ส.ส.พรรคเพื่อไทยด้วย

ดังนั้น เมื่อมาถึงการเลือกตั้ง ส.ว.ที่กำลังจะมีขึ้นในปลายเดือนนี้ จึงเป็นที่น่าจับตาดูว่า พรรคการเมืองใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าไปมีบทบาทต่อการเลือกตั้ง ส.ว.มากน้อยเพียงใด


แต่เท่าที่เห็นตัวผู้สมัคร ส.ว.ในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ภาคเหนือและภาคกลางบางจังหวัด พบว่า ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้สมัครที่มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับ ส.ส. หรือนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัด ยกเว้นในบางจังหวัดในภาคเหนือที่เริ่มเห็นว่ามีอดีต ส.ว.รุ่นแรกตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง มาลงสมัครบ้างแล้ว แต่ก็เชื่อว่าโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งกลับมาอีก คงจะไม่ง่ายเหมือนครั้งก่อน เพราะคราวนี้ พรรคการเมืองเริ่มเห็นถึงอำนาจของ ส.ว. โดยเฉพาะอำนาจในการถอดถอนนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการทุจริตออกจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มสูงว่า ส.ว.ที่กำลังจะได้รับเลือกเข้ามานี้ จะต้องเข้ามาทำหน้าที่พิจารณาถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดแล้วส่งเรื่องให้วุฒิสภาทำหน้าที่ถอดถอน ทำให้เชื่อว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทยเอง น่าจะต้องพยายามอย่างถึงที่สุด ที่จะทำให้ ส.ว.เลือกตั้งที่กำลังจะเข้ามา เป็นคนที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคให้มากที่สุด เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ส.ว.สรรหาส่วนใหญ่ มีแนวโน้มที่จะลงคะแนนเสียงไปในทางตรงกันข้ามกับรัฐบาล

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็น่าจะมีบทเรียนจาก ส.ว.เลือกตั้งชุดก่อน ที่เดินไปคนละแนวทางกับพรรค ทำให้การเลือกตั้ง ส.ว.คราวนี้ พรรคคงจะให้ความสำคัญกับการที่จะเลือกให้การสนับสนุน (แบบไม่เปิดเผย) กับผู้สมัครที่มีแนวทางที่ไม่แตกต่างไปจากพรรค โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลางบางจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรค เช่น เพชรบุรี ระยอง จันทบุรีและตราด

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่บ้านเมืองยังว่างเว้นจากการมี ส.ส. ซึ่งมีผลทำให้ยังไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลได้ วุฒิสภายิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะในกรณีที่เกิดสูญญากาศทางการเมืองขึ้น วุฒิสภาอาจจะต้องเข้ามามีบทบาทในการทำหน้าที่สรรหานายกรัฐมนตรีชั่วคราวมาทำหน้าที่ขัดตาทัพไปจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ


การเลือกตั้ง ส.ว.ในวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคมนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่ว่าจะต้องไปใช้สิทธิเพื่อไม่ให้เสียสิทธิอื่นๆตามกฎหมาย หรือเพื่อให้สิทธิที่เสียไปอันเนื่องมาจากการไม่ได้ไปเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา กลับคืนมาเท่านั้น

แต่การเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งนี้ ยังมีความสำคัญไปถึงการพิสูจน์ว่า เราจะสามารถได้ ส.ว.ที่เป็นคนดี และมีความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองอย่างแท้จริง ให้มากกว่า ส.ว.เลือกตั้งที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียงสนามประลองกำลังระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ โดยไม่ต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส.เท่านั้น...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th

 

เสียงปี่เสียงกลองทางการเมืองดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อการเปิดรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นการทั่วไปทั้ง 77 จังหวัด ทั่วประเทศ เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 4-8 มีนาคม และกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2557... 6 มี.ค. 2557 21:41 ไทยรัฐ