วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ. ทรุดต่ำสุดในรอบ 12 ปี

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ. ทรุดหนักทุกรายการ ต่ำสุดในรอบ 12 ปี หลังสารพัดปัญหารุมเร้า หนักสุดกว่าช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์-น้ำท่วมใหญ่ คาดยังซึมต่อเนื่องจนกว่าการเมืองจะมีทางออก เตรียมปรับลดเป้าจีดีพีปีนี้ใหม่เป็นครั้งที่ 3 เหลือ 2-3% จากเดิม 4-5%...

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยถึง ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.57 ว่า ปรับตัวลดลงทุกรายการ โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนก.พ.57 อยู่ระดับ 69.9 ลดจาก 71.5 ในเดือนม.ค.57 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดรอบ 148 เดือน หรือ 12 ปี 4 เดือนนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 44 ส่วนดัชนีเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันเท่ากับ 54.5 ลดจาก 56.0 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต เท่ากับ 74.7 ลดจาก 76.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเท่ากับ 59.7 ลดจาก 61.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน เท่ากับ 63.6 ลดจาก 65.1 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เท่ากับ 86.3 ลดจาก 88.1

สาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลง เป็นเพราะคนกังวลสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง การชัตดาวน์กรุงเทพฯ การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้การประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 60 วัน ความล่าช้าในการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าว ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะยางพาราที่ราคาตกลงมาอยู่ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ต่ำกว่า 2-3 ปีก่อนที่ราคา 180 บาทต่อกก. และปัญหาค่าครองชีพที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

“ความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในสภาวะที่ถดถอยมากกว่าในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 52 หรือช่วงน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 54 เพราะในครั้งนี้ยังมองไม่เห็นความหวัง จนผู้บริโภคไม่มีความเชื่อมั่น โดยปัญหาหลักๆ เป็นเรื่องปัญหาทางการเมือง การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่กระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยว รวมถึงความล่าช้าในการจ่ายเงินโครงการรับจำนำข้าว ที่ทำให้การบริโภคในต่างจังหวัดลดลงมาก เนื่องจากชาวนาไม่มีเงินในการซื้อสินค้า” นายธนวรรธน์ กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์ฯ คาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภค มีแนวโน้มปรับตัวลดลงเช่นเดียวกับการบริโภค เพราะเศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากคนยังกังวลปัญหาทางการเมืองที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายไปในทางใด ซึ่งหากอยากให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว จะต้องเร่งเจรจาหาทางออกทางการเมืองให้เร็วที่สุด และต้องยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ 7 องค์กรภาคเอกชน

ขณะที่ ศูนย์ฯ เตรียมจะปรับประมาณการอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 57 ใหม่ เป็นครั้งที่ 3 จากเดิมที่คาดจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 4-5% เป็นขยายตัวเหลือ 2-3% เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงความล่าช้าในการได้รัฐบาลชุดใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และในอนาคตอาจจะปรับประมาณการอีก หากสถานการณ์ทางการเมืองรุนแรงมากกว่านี้จนเกิดการปะทะกัน หรือรัฐบาลชุดใหม่จัดตั้งได้ล่าช้าหลังไตรมาสที่ 2 หรือไตรมาส 3 ของปีนี้

“ในครั้งแรกเมื่อเดือนธ.ค.56 ศูนย์ฯได้คาดการณ์จีดีพีไทยปี 57 ที่ระดับ 4-5% แล้วมาเปลี่ยนใหม่ครั้งที่ 2 ในช่วงเดือนม.ค. 57 โดยลดลงเหลือขยายตัว 3-4% และในเดือน มี.ค.นี้ก็จะปรับใหม่เหลือเพียง 2-3% เท่านั้น ในอนาคตก็อาจปรับลดลงได้อีก ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่จบ ซึ่งถ้ายังไม่สามารถหาข้อยุติจนทำให้ไทยได้รัฐบาลชุดใหม่ในไตรมาสที่ 3 ก็อาจทำให้จีดีพีปีนี้อยู่ในระดับ 0-2% แต่ถ้าปัญหายังลากยาวจนตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในไตรมาสที่ 4 ก็จะทำให้เศรษฐกิจติดลบทันที ที่เป็นห่วงคือผลกระทบในปี 58 ถ้ารัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ล่าช้า เพราะจะเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศ ที่อาจทำให้ทุกภาคส่วนสามารถเงินได้ล่าช้ากว่าเดิม” นายธนวรรธน์ กล่าว

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ. ทรุดหนักทุกรายการ ต่ำสุดในรอบ 12 ปี หลังสารพัดปัญหารุมเร้า หนักสุดกว่าช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์-น้ำท่วมใหญ่ คาดยังซึมต่อเนื่องจนกว่าการเมืองจะมีทางออก เตรียมปรับลดเป้าจีดีพีปีนี้ใหม่เป็นครั้งที่ 3 เหลือ 2-3% จากเดิม 4-5%... 6 มี.ค. 2557 18:18 ไทยรัฐ