วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้องไม่กลับสู่อดีตที่อัปยศ

โดย


วิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน อาจทำให้คนไทยลืมไปว่าจะมีการเลือกตั้งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในวันที่ 30 มีนาคม เป็นการ เลือกตั้งเฉพาะ ส.ว.แบบเลือกตั้ง 77 จังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน ส่วน ส.ว.สรรหาที่มาจากการแต่งตั้ง 73 คน ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีก 3 ปี และเชื่อว่าเลือกตั้ง ส.ว.คราวนี้จะไม่มีใครขัดขวาง

วุฒิสภาไม่ใช่สภาการเมืองเต็มตัว ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่เป็นสภากลั่นกรองและตรวจสอบ รัฐธรรมนูญ 2540 ถึงกับห้ามผู้สมัคร ส.ว. “หาเสียง” ให้แต่เพียง “แนะนำตัว” แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันให้หาเสียงได้แต่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่ของวุฒิสภา ห้ามเลยเถิดประกาศนโยบายช่วยชาวนาเหมือนกับ ส.ส.

แม้แต่คุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ว. รัฐธรรมนูญก็กำหนดให้ต่างจากผู้สมัคร ส.ส. เช่น ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ถ้าเคยเป็น ส.ส.ต้องพ้นตำแหน่งไม่น้อยกว่า 5 ปี ถ้าเป็น ส.ว.อยู่แล้ว ห้ามสมัครติดต่อกันถึงสองสมัย และห้ามบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส.หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นสภาญาติพี่น้อง หรือสภาผัวเมีย

ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยที่มาของ ส.ว. เมื่อปี 2556 เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะแก้ไขให้ ส.ว.ทั้งหมดมาจากเลือกตั้ง แต่ให้สมัครรับเลือกตั้งติดต่อกันได้ไม่จำกัดวาระ เช่นเดียวกับ ส.ส. รวมทั้งให้ ส.ส.สมัครเป็น ส.ว.ได้ทันที โดยไม่ต้องเว้นวรรค 5 ปี และยกเลิกข้อห้ามเพื่อฟื้นฟูสภาผัวเมีย

เหตุที่รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติ ส.ว. และวิธีการหาเสียงต่างจาก ส.ส. เพราะต้องการให้วุฒิสภาเป็นอิสระจากการเมือง และเป็นอิสระจาก ส.ส. เพราะวุฒิสภาต้องทำหน้าที่ตรวจสอบและถอดถอน ส.ส. รวมทั้งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี วุฒิสภาจึงต้องต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ถ้าหากเป็นพวกเดียวกัน จะไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล ตามหลักการประชาธิปไตย

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การแก้ไขคุณสมบัติและที่มาของ ส.ว.  เป็นการแก้กลับไปสู่จุดบกพร่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต นำประเทศให้ถอยหลังเข้าคลอง ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเสียไป ทำให้ฝ่ายการเมืองคุมอำนาจเหนือรัฐสภา อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล เป็นเผด็จการเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับคืนสู่ความบกพร่องในอดีตเรื่องใด แต่ในบางยุคบางสมัย ฝ่ายการเมืองเคยเข้าแทรกแซงครอบงำวุฒิสภาจนถูกตราหน้าเป็น “สภาทาส” หวังว่าคงจะไม่มีใครคิดที่จะกลับสู่อดีตที่อัปยศ และหวังว่าวุฒิสภาชุดใหม่จะดำรงรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของสภาสูง ซึ่งมีอำนาจแม้แต่ถอดถอนนายกรัฐมนตรี.

5 มี.ค. 2557 09:01 ไทยรัฐ