วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
2 รัฐบาลไม่รับรอง ขุดพบ 'สถูปพระเจ้าอุทุมพร' ที่พม่าจริง

2 รัฐบาลไม่รับรอง ขุดพบ 'สถูปพระเจ้าอุทุมพร' ที่พม่าจริง

  • Share:

กรมศิลปากร-รัฐบาลพม่า ยันไม่รับรองการขุดค้นสถูปพระเจ้าอุทุมพร หลังตรวจสอบพบคณะทำงานสมาคมจิตพรรณเผยข้อมูลไม่สุจริต สรุปหลักฐานโดยไม่มีนักโบราณคดีรองรับ หวั่นสร้างความเชื่อประวัติศาสตร์ที่ผิดเพี้ยน กระทบความรู้สึกคนไทย ขณะที่ "วิจิตร" ผอ.โครงการขุดค้น มั่นใจหลักฐานแวดล้อมบ่งชี้ เป็นสถูปบรรจุพระบรมอัฐิพระเจ้าอุทุมพรจริง...

ตามที่กรมศิลปากร ได้นำคณะผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดี และประวัติศาสตร์ ศึกษาพื้นที่ตรวจสอบสุสานลินซินกง เมืองอมรปุระ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งทางสมาคมจิตพรรณของไทย ที่ได้จดทะเบียนในพม่า เพื่อทำการขุดค้นในสุสานลินซินกง โดยอ้างว่า มีสถูปบรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 หรือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์พระองค์ที่ 32 แห่งกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น เมื่อวันที่ 4 มี.ค. นายวิจิตร ชินาลัย สถาปนิกอำนวยการโครงการอนุรักษ์โบราณสถานและอุทยานประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานมหาเถระพระเจ้าอุทุมพร ทำการในนามสมาคมจิตพรรณ กล่าวว่า ขอยืนยันว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นแลนด์มาร์ค ฐานเจดีย์ที่ค้นพบ เป็นที่ถวายพระเพลิง ที่กษัตริย์ต่างชาติในประเทศราช พระองค์เดียวที่พระเจ้าผดุง พระมหากษัตริย์พม่าจัดพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพให้ และมีการสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิ ถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากนั้น เมืองอมรปุระก็ล่มสลายไป

นายวิจิตร กล่าวต่อไปว่า ส่วนหลักฐานชิ้นสำคัญที่พบ เป็นบาตรแก้วมรกต บรรจุอัฐิ เส้นผ่าศูนย์กลาง 28 เซนติเมตร ลวดลายแปลกตาไม่ใช่ลายพม่า และไม่ใช่ลายไทยที่เห็นกันโดยทั่วไป มียอดเป็นทรงดอกบัวตูม มีโครงไม้พานแว่นฟ้า ยืนยันชัดเจนว่า จะต้องเป็นบาตรบรรจุอัฐิ ของสมณศักดิ์พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น ซึ่งพระเจ้าอุทุมพร มาอยู่ที่อมรปุระ พระองค์เป็นพระมหาเถระ 1 ใน 7 องค์ ในอาณาจักรอมรปุระ ที่ประทับอยู่ที่เมืองนี้ และเป็นมหาเถระต่างชาติองค์สุดท้าย ที่สิ้นพระชนม์ลง บาตรนี้จึงมีความสำคัญมากที่จะบ่งชี้หลักฐานการค้นพบสถูปบรรจุพระบรมอัฐิได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังพบหลักฐานใหม่ หลังคากระเบื้อง ซึ่งพม่าในยุคนั้น ไม่มีใช้ แต่จะปรากฏในอยุธยาตอนปลาย รวมถึงยังพบตุ๊กตาดินเผาเด็กหัวแกละ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมเด็กอยุธยาเท่านั้นที่ไว้ผมทรงนี้

นายวิจิตร กล่าวอีกว่า ที่สำคัญขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ และรัฐบาลพม่า ได้เชื่อในหลักฐานที่คณะทำงานค้นพบ และอนุญาตให้ทำอนุสรณ์สถานสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร จึงไม่ต้องพิสูจน์อะไรมาก เพราะมั่นใจว่า มีหลักฐานเชื่อมโยงการค้นพบพระบรมอัฐิครบถ้วน แต่นักวิชาการฝ่ายไทย ได้มีการพูดคุยกันทางสื่อเยอะมาก และจากที่ตนได้เชิญผู้เชี่ยวชาญไทยมาตรวจสอบ กลับไม่เคยมีใครสอบถาม ดังนั้น การกล่าวหาว่า สิ่งที่ทีมงานค้นพบไม่ใช่อัฐิพระเจ้าอุทุมพรนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ตนได้ทำหนังสือถึงนายกเมืองมัณฑะเลย์ เพื่อยืนยันหลักฐานการค้นพบและขอจัดทำอนุสรณ์สถานพระเจ้าอุทุมพร โดยหลังจากเสร็จสิ้น โครงการจะมอบให้เป็นของขวัญให้แก่รัฐบาลมัณฑะเลย์ และเป็นอนุสรณ์สถานพระเจ้าอุทุมพร ในอมรปุระ ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานของรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า แต่สิ่งที่ทำเป็นความยิ่งใหญ่กว่านี้มาก เพราะเป็นโครงการที่เป็นสัญลักษณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและพม่า เป็นความสัมพันธ์ระหว่างมหาเถรของไทยและพม่า ที่มีความใกล้ชิดกันมาก ที่สำคัญกว่านั้น เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับพม่าในอดีต ซึ่งเป็นพระองค์เดียวที่กษัตริย์พม่าถวายพระเพลิง

นายเอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากร ได้หารือกับกรมโบราณคดีพม่าแล้ว รับทราบข้อมูลว่า การขุดค้นดังกล่าวจากรัฐบาลกลาง เพียงแต่มีการขออนุญาตจากคณะกรรมการพัฒนาเมืองมัณฑะเลย์ จึงไม่ถือว่า ยังไม่การรับรองจากรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศ ขณะเดียวกัน รายงานการค้นที่เสนอมายังกรมศิลปากร ก็มีข้อขัดแย้งหลายประการ ที่ทำให้มีความไม่มีความน่าเชื่อถือ และการดำเนินงานยังไม่มีนักโบราณคดีทั้งของไทยและพม่าร่วมคณะทำงานดังกล่าว จึงไม่อาจสรุปหลักฐานทางโบราณคดีว่า สถูปที่ค้นพบเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรหรือไม่ ดังนั้น จึงถือว่า ทางการไทย ไม่รับรองการขุดค้นดังกล่าว ซึ่งควรมีการศึกษาข้อมูลให้รอบด้านมากกว่านี้

นายนิติ แสงวัณณ์ นักโบราณคดีเชี่ยวชาญ กล่าวว่า จากการที่ตนไปลงพื้นที่จริง และได้พิจารณารายงานสรุปผลการปฏิบัติงานด้านโบราณคดีที่สุสานลินซินกง พบว่า เอกสารต่างประเทศ ที่ทางภาคเอกชนไปขุดค้นกล่าวอ้างถึงว่า มีการบันทึกถึงสถูปองค์นี้ว่า มีการบรรจุพระบรมอัฐิ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ซึ่งทั้งที่จริงแล้วเอกสารฉบับดังกล่าว ไม่ได้บอกรายละเอียดถึงขนาดนั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อมูลในระดับสามัญสำนึกทางโบราณคดี หากคนในพื้นที่รู้ว่าที่นี่คือ สุสานของเจ้าชายไทยจริง ทำไมถึงเรียก ลินซินกง ซึ่งแปลว่า สุสานล้านช้าง ทำไมถึงไม่เรียก โยเดียกง ในขณะเดียวกัน รายงานที่ทางกลุ่มทำงานเอกชนส่งมาให้กรมศิลปากรพิจารณา ตั้งแต่หน้าที่หนึ่งเป็นต้นมา จะกล่าวถึงหลักฐานที่ถือว่าสำคัญมากชิ้นหนึ่ง คือ ภาชนะ ทำด้วยดินเผาประดับกระจก โดยตลอด แต่พอมาหน้าสุดท้ายกลับมาเรียกภาชนะนี้ว่า บาตรแก้วมรกต ทำไมจึงไม่ใช้ชื่อนี้ตั้งต้น ถือว่าเป็นการเขียนที่ไม่สุจริต เป็นการโน้มน้าวในข้อมูลในสิ่งที่อยากให้คนอื่นเชื่อ โดยไม่มีการกล่าวถึงที่มาของบาตรว่า มาได้อย่างไร ทำไมถึงต้องเป็นบาตรมรกต เพราะจะทำให้คนเข้าใจได้ว่า บาตรนี้เกี่ยวข้องกับเจ้านายชั้นสูง

นักโบราณคดีเชี่ยวชาญ กล่าวอีกว่า อีกข้อมูลที่น่าสนใจ คือ รายงานฉบับนี้ นักโบราณคดีทั่วโลก ไม่ถือเป็นรายงานทางโบราณคดี เพราะไม่มีการอ้างอิงกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น ไม่บอกกำหนดอ้างอิง ไม่บอกพิกัดที่ตั้ง ไม่บอกลักษณะการขุด เป็นต้น นอกจากนี้ เอกชนกลุ่มนี้ยังมีรายงานถึงการอ้างอิงเอกสารว่า เอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพรนั้น มาจากเอกสารโบราณพม่า ชื่อ พาราไบเก เอกสารพาราไบเก เก็บไว้ที่ ห้องสมุดลอนดอน ชิ้นที่ 99/288 บันทึกถึงที่ตั้งพระสถูป ตนขอยืนยันว่า ข้อความนี้ไม่มีบรรจุไว้ในเอกสารพาราไบเก ไม่มีระบุขนาดนั้น แต่ถ้ามีก็เป็นเอกสารอื่น ซึ่งรายงานนี้ไม่เคยอ้างอิงถึงเอกสารอื่นเลย จึงทำข้อมูลที่กลุ่มขุดค้นดังกล่าว ส่งมาไม่มีความน่าเชื่อถือ ในเมื่อหลักฐานยังไม่มีความชัดเจน จึงไม่อยากให้มีการด่วนสรุป จนทำให้เกิดความเชื่อว่า เป็นพระบรมอัฐิพระมหากษัตริย์แห่งอยุธยา และทำให้คนไทยหรือเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ต้องมาเคารพสักการะ โดยที่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นอัฐิของใคร เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่อาจจะกระทบความรู้สึกคนไทย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้