วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หอการค้า หั่นจีดีพีเหลือ 2-3% เหตุการเมืองยืดเยื้อ

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้า เชื่อการเมืองกระทบเศรษฐกิจยาว หากการเมืองยังไม่คลี่คลายในครึ่งปีแรก หั่นเป้าจีดีพีเหลือร้อยละ 2-3 ถ้าตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ในปลายไตรมาส 3 เศรษฐกิจทรุดหนักถึงขั้นติดลบ...

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองที่ยังไม่คลี่คลาย เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ ต้องปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือร้อยละ 2-3 จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3-4

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจคาดการณ์ว่า หากปัญหาการเมืองยังไม่คลี่คลายและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจจะไม่ขยายตัว อีกกรณีหนึ่งหากปลายไตรมาส 3 ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เศรษฐกิจในปีนี้อาจติดลบร้อยละ 1

ส่วนการส่งออก จะได้รับแรงกดดันจากปัญหาความขัดแย้งของรัสเซีย และยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่เป็นไปตามคาดการณ์ และทำให้การส่งออกไทยปีนี้ขยายตัวเพียงร้อยละ 3-5 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5

 

นายธนวรรธน์ ระบุว่า เพื่อเป็นการพยุงเศรษฐกิจรัฐบาลรักษาการ ต้องเร่งฟื้นการท่องเที่ยวด้วยการรักษาบรรยากาศทางการเมืองไม่ให้เกิดความรุนแรง ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวมทั้งเร่งส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนของภาคเอกชน และหากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ จะต้องเร่งปฏิรูปภาคการเมืองให้มีเสถียรภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว

ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในวันที่ 12 มีนาคมนี้ นายธนวรรธน์ มองว่ากนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.25 หรือ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็จะไม่เป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนยังหดตัวไม่มากนัก แต่ หาก กนง.เห็นสัญญาณเชิงลึกที่อาจนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ก็สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ร้อยละ 0.25 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็สามารถทำได้

ด้านนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยอมรับว่า หากสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อไปจนถึงไตรมาสที่ 2 และ 3 จะส่งผลกระทบให้เงินลงทุนจากต่างประเทศหายไปกว่า 3-4 แสนล้านบาท และจะทำให้จีดีพีปีนี้ขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 3 แต่ในกรณีเลวร้ายจีดีพีจะใกล้เคียงร้อยละ 2 ซึ่งถือว่าต่ำสุดในประเทศอาเซียน โดยเศรษฐกิจของเมียนมาร์ ลาว และเวียดนามจะขยายตัวได้ร้อยละ 7 ขณะที่อินโดนีเซียจะขยายตัวร้อยละ 6

หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน จะทำให้ประเทศไทยไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ เออีซี ได้ตามที่คาดไว้ และอาจจะเสียตำแหน่งให้กับ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ดังนั้น หากมีรัฐบาลใหม่ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ รัฐบาลจะตัองเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2557 ให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีเม็ดเงินจากการลงทุนภาครัฐเข้าสู่ระบบมากขึ้น และจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เงินลงทุนที่หายไป เนื่องมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง เพราะกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในไทย แบ่งเป็นการลงทุนโดยตรง 2 แสนล้านบาท ซึ่งต่างชาติจะนำเงินไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง 50,000 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวที่หายไป 8 แสนคน ขณะที่การส่งออกจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 5 เหลือเพียงร้อยละ 3.9 หรือมูลค่าที่หายไป 80,000 ล้านบาท.

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้า เชื่อการเมืองกระทบเศรษฐกิจยาว หากการเมืองยังไม่คลี่คลายในครึ่งปีแรก หั่นเป้าจีดีพีเหลือร้อยละ 2-3 ถ้าตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ในปลายไตรมาส 3 เศรษฐกิจทรุดหนักถึงขั้นติดลบ... 4 มี.ค. 2557 14:24 ไทยรัฐ