วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต้องไม่เกินควรแก่เหตุ

โดย

หลังจากที่เลขาธิการ กปปส. ประกาศยุบเวทีการชุมนุม 4 แห่ง และรวมเป็นสวนลุมพินีเพียงแห่งเดียว มีเสียงวิจารณ์จากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเชื่อว่า การชุมนุมจะยืดเยื้อต่อไป เพราะยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย คือ เปลี่ยนรัฐบาล แต่ถ้าการชุมนุมลดความร้อนแรงลง รัฐบาลอาจยกเลิก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน และประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงแทน

ถ้ารัฐบาลตัดสินใจยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภาย ในแทน ต้องถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะขณะนี้ ถึงมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เหมือนไม่มี เนื่องจากคำพิพากษาศาลแพ่ง ถึงจะไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่สั่งห้ามรัฐบาล 9 ข้อ เช่น ห้ามใช้กำลังและอาวุธสลายการชุมนุมเป็นต้น เพราะถือว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 21 มกราคม ว่าสถานการณ์ในขณะนั้น เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของรัฐ ถึงขั้นที่ต้อง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงจริงหรือ? เพราะถึงจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นหลายครั้งแต่ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุม และจับกุมผู้ทำผิดไม่ได้

คำพิพากษาของศาลแพ่งเป็นคำเตือนถึงรัฐบาล จะต้องใช้อำนาจหรือใช้กฎหมาย โดยไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่ เกินกว่ากรณีจำเป็น และต้องใช้กฎหมายโดยสุจริต ไม่มุ่งประโยชน์ทางการเมืองเพื่อ ปิดปากหรือสลายการชุมนุมกลุ่มผู้ที่เห็นต่าง มิฉะนั้นอาจเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบหรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ตัวอย่างของการใช้กฎหมายที่เป็นปัญหา คือการใช้ “กองทัพตำรวจ”เข้าสกัดกั้น “ม็อบเสธ.อ้าย” ไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ชุมนุม ด้วยการยิงถล่มด้วยแก๊สน้ำตาแตกกระเจิง เท่ากับห้ามการชุมนุม ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นการใช้กฎหมายแบบศรีธนญชัย ไม่ได้มุ่งรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่มุ่งรักษาอำนาจ หรือบัลลังก์รัฐบาล

พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินประกาศใช้ เมื่อปี 2548 วัตถุประสงค์สำคัญคือระงับการบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกำลังลุกเป็นไฟ กฎหมายจึงให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกว้างขวางเพราะเป็นสถานการณ์ “การก่อการร้าย” ต่างจากการชุมนุมทางการเมืองใน กทม.ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ

การใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงก็น่าจะเพียงพอ สมควรแก่เหตุ หรือไม่เกินกรณีจำเป็น เพราะให้อำนาจรัฐบาลมากกว่ากฎหมายปกติ เช่น ห้ามเข้าหรือออกจากพื้นที่ หรือห้ามใช้เส้นทางคมนาคม หรือยานพาหนะเป็นต้น รัฐบาลจะต้องไม่ลุแก่อำนาจต้อง แยกให้ออกระหว่าง “ความมั่นคงของรัฐ”กับ “ความมั่นคงของรัฐบาล” เพราะ “รัฐ” คือประเทศและประชาชน.

3 มี.ค. 2557 11:10 3 มี.ค. 2557 11:10 ไทยรัฐ