วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

HopeSpeech วาทะแห่งความหวัง

วันศุกร์ที่แล้วผมเขียนถึง “วาทะแห่งความเกลียดชัง” หรือ Hate Speech ที่กำลังสร้างความแตกแยกให้สังคมไทยอย่างรุนแรง จนทำให้สังคมไทยขาดความสมดุลของความคิด จนถึงขั้นคุกคามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างที่ได้เห็นกันแล้ว

ฉบับเมื่อวานนี้ ผมก็ได้เขียนถึงปฏิบัติการของ กลุ่มเครือข่ายปฏิรูป Reform Now Network 70 องค์กร ที่ไปเชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาความขัดแย้งระดับโลก มาร่วมให้ความคิดเห็น เพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทยที่กำลังตีบตัน

ฟังแนวคิดของกูรูหลายท่านแล้ว ผมก็เริ่มรู้สึก “มีความหวัง” ขึ้นมาบ้าง เมื่อผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเชื่อว่า ความขัดแย้งที่รุนแรงจะจบลงด้วยการเจรจา เพราะการแพ้หรือชนะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี มีแต่การเจรจาให้บรรลุผลเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้จริง ผมก็เลยเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ในสื่อและโซเชียลมีเดียอันทรงอิทธิพล แทนที่จะให้มีแต่ Hate Speech หรือ “วาทะแห่งความเกลียดชัง” เพื่อ สื่อสารความเกลียดชัง ทำไมเราไม่พลิกกลับมาสร้าง Hope Speech หรือ “วาทะแห่งความหวัง” เพื่อ สื่อสารความหวัง ไปยังคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อร่วมกัน แก้ไขปัญหาความขัดแย้งของชาติให้ดีขึ้น

เพราะสิ่งที่ผมมักจะถูกถามเป็นประโยคแรกก็คือ “มันจะจบเมื่อไร” เป็นคำถามที่ ถามด้วยความหวัง คนไทยทุกคนก็หวังให้วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้จบลงด้วยดีโดยเร็วที่สุด หวังว่าวันพรุ่งนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น หวังว่าสองฝ่ายจะเจรจากันได้ หวังว่าจะไม่เกิดสงครามกลางเมืองที่กำลังมีการระดมพลที่คนไทยทุกคนไม่ต้องการ

เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ผู้สร้างตำนานการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงของนักการเมืองผิวขาวผิวดำในแอฟริกาใต้สำเร็จมาแล้ว ได้พูดถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งว่า

“คุณจะประสบความสำเร็จในโลกนี้ได้ด้วยความเมตตามากกว่าการแก้แค้น ไม่มีใครที่เกลียดชังคนอื่นๆในเรื่องสีผิว ประวัติพื้นเพ หรือศาสนามาตั้งแต่เกิด คนเราต่างต้องเรียนรู้เพื่อที่จะเกลียดคนเหล่านั้น ถ้าพวกเขาสามารถเรียนรู้ที่จะเกลียดได้ พวกเขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะรักได้เหมือนกัน สำหรับความรักแล้ว มันทำให้หัวใจของมนุษย์เป็นธรรมชาติมากกว่าความเกลียดชัง”

ผมก็ขอฝากคำพูดของ เนลสัน แมนเดลา ไปยังคนไทยทุกฝ่าย เมื่อเราสามารถเรียนรู้เพื่อที่จะเกลียดชังได้ เราก็สามารถจะเรียนรู้เพื่อที่จะรักกันได้ แทนที่เราจะส่งต่อวาทะแห่งความเกลียดชังออกไป เพื่อสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้น เราก็เปลี่ยนมาส่งต่อ วาทะแห่งความหวัง เพื่อร่วมสร้างความหวังขึ้นมาในชาติ สร้างความรักให้กลับคืนมา เพื่อส่งต่อประเทศที่เต็มไปด้วยความรักไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเรา  แทนที่จะส่งต่อประเทศที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเรา ที่กำลังเป็นเด็กและหนุ่มสาวในวันนี้

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งเปิดดูวิีดิโอคลิปชิ้นหนึ่งที่เพื่อนส่งมาให้ ผมถือว่านี่คือ “การสื่อสารแห่งความหวัง” ชิ้นแรกที่ผมได้เห็นในโซเชียล-มีเดีย เป็นฝีมือของ คุณนำโชค เข็มทิศ จากมหาวิทยาลัยรังสิต ที่ส่งสารไปถึง คนหนุ่มสาว และ นิสิตนักศึกษา ว่า พวกเขาคือเสาหลักของประเทศนี้ พวกเขาคือผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้  และเรียกร้องให้ หนุ่มสาวที่อยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชน  ให้เป็น กระบอกเสียงของความถูกต้อง เพื่อเยียวยาโรคร้ายที่บิดเบือนอนาคตของพวกเขา

และพวกเขา “คนหนุ่มสาว” คือแสงสว่างที่จะฉุดกระชากพวกเราออกจากเงามืด

ผมดูแล้วก็รู้สึกดีใจที่เห็น “วาทะเเห่งความหวัง” ที่เป็น “วาทะแห่งความสร้างสรรค์”  ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลกโซเชียลมีเดีย โดยฝีมือของ “คนหนุ่มสาว” ที่เป็นอนาคตของชาติ ซึ่งลุกขึ้นมา “ปกป้องอนาคตของเขา” และ “ปกป้องประเทศชาติของเขา” เพื่อ ต่อต้านการสื่อสารที่สร้างความเกลียดชัง จาก “วาทะแห่งความเกลียดชัง” ของ นักการเมืองรุ่นเก่า ที่กำลังทำลายชาติ เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง นี่คือ Hope Speech หรือ “วาทะแห่งความหวัง” ที่ผมอยากเห็นมันเบ่งบานขึ้นในสังคมไทยเบ่งบานออกไปในทุกสื่อ เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศของเรา.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

3 มี.ค. 2557 10:59 ไทยรัฐ