วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
4 มี.ค. 2557 05:00 น.
ต้นกล้าประชาธิปไตย ปลูกวันนี้รอวันโต

ต้นกล้าประชาธิปไตย ปลูกวันนี้รอวันโต

โดย
4 มี.ค. 2557 05:00 น.
  • Share:

“ประชาธิปไตย”  เบื้องต้นสำหรับ สามัญชน  โดย ปรีดี พนมยงค์ สะท้อนความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ประกอบด้วยคำว่า “ประชา”...หมายถึง หมู่คนคือปวงชน กับคำว่า “อธิปไตย”...หมายถึง ความเป็นใหญ่...คำว่า “ประชาธิปไตย” จึงหมายถึง “ความเป็นใหญ่ของปวงชน”

ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ไว้ในหนังสือพจนานุกรมของทางราชการว่า “แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”

ทั้งนี้ พึงเข้าใจว่าการที่ปวงชนจะมีความเป็นใหญ่ในการแสดงมิติได้ก็จำเป็นที่ชนทุกคนรวมกันเป็นปวงชนนั้นต้องมี “สิทธิและหน้าที่ของมนุษยชน” อันเป็นสิทธิและหน้าที่ตามธรรมชาติของทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์

คือ...“สิทธิเสรีภาพ” และ “ความเสมอภาค” ซึ่งมนุษย์จะต้องใช้พร้อมกันกับหน้าที่ มิให้เกิดความเสียหายแก่เพื่อนมนุษย์อื่น และหมู่คนอื่น หรือปวงชนเป็นส่วนรวม

ถ้าชนส่วนมาก ซึ่งเป็น “สามัญชน” ถูกตัดสิทธิมนุษยชนโดยให้มีหน้าที่แต่อย่างเดียว สามัญชนก็มีลักษณะเป็นทาส หรือข้าไพร่ของชนส่วนน้อยซึ่งมีสิทธิใหญ่ยิ่งหรือ “อภิสิทธิ์ชน” แบบการปกครองจึงไม่ใช่ประชาธิปไตย...ถ้าสามัญชนมีสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว โดยไม่มีหน้าที่มนุษยชน แบบการปกครองก็เกินขอบเขตประชาธิปไตย


การเมืองวันนี้สร้างความขัดแย้งร้าวลึก แต่ในมุมมองความคิดด้านบวก ของผู้ชายที่ชื่อ วิฑูรย์ ไตรรัตน์วงศ์ เชื่อว่า การเรียนรู้เรื่องการเมืองของเยาวชนและประชาชนเหมือนเด็กที่กำลังเติบโต จะเป็นความก้าวหน้าของประชาธิปไตย

วิฑูรย์เป็นผู้จัดรายการวิทยุมาทั้งชีวิต เริ่มต้นจากวิทยุรัฐสภา ในรายการ “รัฐสภาของเรา” ในช่วง “หนึ่งเสียงต้นกล้าประชาธิปไตย” ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์เวลา 17.00-18.00 น. ถือได้ว่าเป็นนักส่งเสริมประชาธิปไตยคนหนึ่งที่ทำงานด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน โดยเป็นวิทยากรอบรมเด็กๆให้ซาบซึ้งถึงระบบการเมืองนี้มานับ 10 ปี

จนเมื่อปีที่ผ่านมา ในโครงการ “การสร้างวิทยากรต้นกล้าประชาธิปไตยในโรงเรียน” ก็ถูกยกให้เป็น “ครูสอนดี”...วิฑูรย์เริ่มชีวิตการเผยแพร่ความรู้ จากเครือข่ายวิทยุ กระทรวงสาธารณสุข ก่อนจะย้ายไปทำให้กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ที่ทำให้เขาพบว่าเด็กในชนบทขาดโอกาสทางการศึกษามาก ขณะที่ค่านิยมในการกวดวิชาในเวลานั้นกำลังเติบโตจึงหาวิธีเชิญอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ระดับด็อกเตอร์มาออกรายการวิทยุ เพื่อให้ความรู้กับเด็ก

จากนั้นเขาจึงได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่สำนักงานรัฐสภา ในฐานะดีเจรายการวิทยุ “รัฐสภาของเรา” รายการที่ต้องการให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ กฎหมายให้กับประชาชน โดยออกอากาศทั่วประเทศ

จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับนักเรียน นักศึกษา และพบว่า เยาวชนยังให้ความสนใจในเรื่องการเมืองน้อยมาก จึงทำให้วิฑูรย์พุ่งเป้าว่า อยากจะขับเคลื่อนความรู้นี้ไปสู่กลุ่มเด็กและเยาวชนมากยิ่งขึ้น

ความคิดนี้ทำให้เขามุ่งหน้าที่จะเข้าไปประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้กับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆจนสามารถตั้ง “ชมรมต้นกล้าประชาธิปไตย” ขึ้น โดยมีกลุ่มนิสิต นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์มาเป็นสมาชิกช่วยกันออกไปให้ความรู้ และมีกิจกรรมต่างๆอีกมาก จนชมรมนี้ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายของ กกต. ที่ผ่านการตรวจสอบความเป็นกลางเป็นที่เรียบร้อย

วิฑูรย์เล่าว่า กลุ่มหนึ่งมีความสนใจมาก อีกกลุ่มหนึ่งที่ใหญ่มากคือมีความสนใจในการเมืองน้อย...เยาวชนสะท้อนกลับมาว่า เมื่อก่อนเขาไม่คิดว่าการเมืองน่าสนใจขนาดนี้

ยิ่งเป็นแรงผลักสำคัญทำให้ วิฑูรย์ เดินหน้าอบรมให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตย สร้างแกนนำเยาวชนกว่า 30 คน จาก 10 สถานศึกษาในพื้นที่ เป็นต้นทางความคิดออกเผยแพร่ความรู้ให้กับโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน พร้อมกับเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ลองปฏิบัติจริงในการถ่ายทอดความรู้ไปสู่ประชาชนผ่านการจัดรายการวิทยุ

“เราสร้างเด็กขึ้นมาเป็นวิทยากรต้นกล้าประชาธิปไตย โดยหวังที่จะให้พวกเขาได้ไปปลูกต้นไม้ประชาธิปไตยขึ้นในใจของเพื่อนๆ ทำให้ทุกคนได้รู้ว่า เราทุกคนมีบทบาทเป็นใบไม้ที่สำคัญอีกใบหนึ่งของต้นไม้ประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย”

ที่สำคัญ ต้นไม้ประชาธิปไตยที่เขาและเด็กๆปลูกขึ้นนี้ได้แตกหน่อต่อยอดไปถึงครอบครัวเด็กๆอีกด้วย...“เด็กมาเล่าให้ฟังว่า เอาความรู้นี้ไปถ่ายทอดให้พ่อแม่ เช่น เรื่องสิทธิในการรับการศึกษา หรือสิ่งที่นักการเมืองเอาอะไรมาให้หลังเลือกตั้งนั้น เป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำ เป็นการทำงานของพวกเขา ไม่ใช่เป็นบุญคุณของนักการเมือง ซึ่งเป็นสิทธิของประชาชน เช่น ตามสะพานลอยที่มักมีชื่อเขียนไว้ว่า ส.ส.คนนั้น... คนนี้สร้าง แต่พอพวกเขามีความรู้มากขึ้น เขาก็จะรู้แล้วว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ ส.ส.สร้าง แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนสร้าง”

วิฑูรย์ มุ่งมั่นที่จะสอนประชาธิปไตย สร้างแกนนำ เครือข่ายต้นกล้าประชาธิปไตยต่อไปด้วยวิธีการต่างๆ ล่าสุดใช้วิธีการสอนผ่าน “สื่อ” ที่ออกแบบในรูปแบบต่างๆ โดยเลือกที่จะประยุกต์ข้อมูลความรู้จากการเรียนการสอนแบบเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องยาก ทำออกมาใหม่ในรูป “เกมตอบปัญหา” สนุกๆผ่านรายการวิทยุ

“เด็กๆ มักจะมองว่า การเมือง การปกครอง เป็นเรื่องที่อยู่ห่างไกลตัว และเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพวกเขา แต่พอเราทำให้เขาเห็นให้เขาเข้าใจว่าแม้กระทั่งเงินค่าขนมไปโรงเรียนก็เกี่ยวโยงกับเรื่องการเมือง ทำให้เด็กๆ รู้ว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น”

นอกจากนั้นแล้ว วิฑูรย์และเพื่อนร่วมแนวคิดยังสร้างเครื่องมือการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในรูปของ “SIM Democracy” หรือ “เกมประชาธิปไตย” ขึ้นมาอีกด้วย

เกมการเมืองแนวใหม่นี้มีรูปแบบการเล่นคล้ายคลึงกับ “เกมเศรษฐี” ถูกพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือของ “มูลนิธิฟรีดริช เนามัน” และ “สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” เป็นการจำลองการบริหารประเทศไทยมาอย่างย่อๆ มีการเลือกนายกรัฐมนตรี จัดเก็บภาษี ลงทุนพัฒนาด้านต่างๆ มีการระดมความคิดเห็นในการแก้ปัญหาจากทีมผู้เล่นร่วมกัน นอกจากสนุกยังได้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง

“ในเกมจะสร้างชุดความรู้ว่า...ประชาธิปไตยน่าสนใจเพียงใด รู้จักการบริหาร ทั้งการหารายได้ การสร้างสาธารณูปโภค การจัดการโจรผู้ร้าย การเสียภาษี มีระบบชัดเจน...มีอัตราก้าวหน้า เกมจะทำให้ผู้เล่นรู้จักบทบาทการเป็นประชาชน ให้รู้ว่า...ประชาชนไม่ใช่รอรับอย่างเดียว พอเล่นจบก็จะมีการประเมินผู้บริหารประเทศ เป็นการสอนให้รู้ว่า ทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ใช่เลือกตั้งแล้วจบ แต่ต้องติดตามผล ทั้งหมดเป็นกระบวนการเรียนรู้”

การ “พัฒนาคน” จะสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้กับสังคมไทย วิฑูรย์ ย้ำว่า การเติบโตในเรื่องการเมืองของคนไทย โดยเฉพาะหลังจากรัฐประหารครั้งล่า...พัวพันมาจนถึงปัจจุบัน ทุกคนสนใจการเมือง รู้ว่ารัฐธรรมนูญสำคัญอย่างไร

“ปัญหาที่เกิดขึ้น...ต่างคนต่างคิดว่าคนอื่นผิด แปลความเข้าข้างตัวเอง ปัจจุบันเรามีดาวเทียม มีช่องทีวีให้ดูมากมาย บางคนดูเสื้อแดง บางคนดูเสื้อเหลือง บางคนดูทุกช่อง แต่จะเชื่ออันไหนก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าของประชาธิปไตย ก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง...อาจผิดพลาดบ้าง แต่ก็เป็นความเติบโต”

ความเติบโตที่ว่านี้เป็นความหวังว่า “ต้นไม้ประชาธิปไตย” ของเมืองไทยต้นนี้จะเติบใหญ่ออกดอกออกผลอันงดงามได้ในอนาคต.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้