วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประยุทธ์เฉียบขาด จัดการแดงแยกดินแดน

จะตั้งสปป.ล้านนา มอบหมายมท.ภ.3 ส่งทหารแจ้งความ ที่เชียงใหม่-พะเยา กปปส.เต็มสวนลุม

“ประยุทธ์” สั่งทัพภาค 3 แจ้งความข้อหากบฏกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เชียงใหม่-แดงพะเยา ประกาศตั้ง “สปป.ล้านนา”เข้าข่ายแบ่งแยกดินแดน  เตือนประชาชนระมัดระวังการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบของกฎหมาย “สุเทพ” นำมวลชนเวทีปทุมวันเก็บสัมภาระย้ายเวทีชุมนุมไปสวนลุม ยันไม่ใช่ถอยทัพแต่จัดทัพใหม่ให้เข้มข้นขึ้น ประกาศเดินหน้าล้มธุรกิจตระกูลชินวัตร “พุทธอิสระ” ไม่ยุบเวทีแจ้งวัฒนะ สานต่อติดตามการจ่ายเงินช่วยชาวนา โฆษก พท.กล่าวหา “เทพเทือก” รับ 500 ล้านจากกลุ่มธุรกิจแลกยุบเวที

หลังจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ปรับขบวนทัพใหม่ยกเลิกชัตดาวน์กรุงเทพฯ ยุบเวทีการชุมนุมของ กปปส.ไปปักหลักเวทีสวนลุมพินี ล่าสุดมวลชน กปปส. 4 เวที ที่ราชประสงค์ ศาลาแดง อโศก และปทุมวัน ได้เก็บข้าวเก็บของไปรวมที่เวทีสวนลุมพินีแล้ว

“สุเทพ” นำขบวนปทุมวันย้ายทัพ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 2 มี.ค. ที่แยกปทุมวัน ตั้งแต่ช่วงเช้า ผู้ชุมนุมช่วยกันเก็บสิ่งของสัมภาระ เพื่อย้ายไปชุมนุมที่สวนลุมพินี ขณะที่บางส่วนถ่ายรูปหน้าเวทีเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก จากนั้นเวลา 09.20 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. พร้อมแกนนำ กปปส. และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นำขบวนเดินไปตามถนนพญาไท โดยมีการเชิดสิงโตสร้างความคึกคัก พร้อมด้วยกลุ่มศิษย์เก่า ม.ธรรมศาสตร์เดินถือธงสัญลักษณ์ ม.ธรรมศาสตร์ นำขบวน เมื่อถึงหน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิษย์เก่าจุฬาฯ ภายใต้ชื่อกลุ่ม “จุฬาฯ...รักประเทศไทย”  รอต้อนรับพร้อมธงสีชมพูที่เป็นสีของจุฬาฯร่วมขบวนเดินทางผ่านแยกสามย่าน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระรามที่ 4 จนถึงแยกศาลาแดงเข้าสวนลุมพินี โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนเข้าร่วมเดินขบวน เป่านกหวีด พร้อมโบกมือตะโกนให้กำลังใจ เมื่อถึงบริเวณแยกศาลาแดง มีนายวิทยา แก้วภราดัย นายอิสสระ สมชัย นายถาวร เสนเนียม นายชัยชนะ เดชเดโช แกนนำ กปปส. ตลอดจนผู้ชุมนุมสวนลุมพินีนำป้ายมารอต้อนรับ จากนั้นมีการเชิดสิงโตเอาฤกษ์เอาชัยความเป็นสิริมงคล เริ่มต้นเปิดเวทีปราศรัยอย่างเป็นทางการ

“สวนลุมฯ” เคลียร์พื้นที่สร้างเวทีใหม่

ที่เวทีแยกศาลาแดงสีลม การ์ดและผู้ชุมนุม ต่างเร่งมือรื้อเต็นท์พักแรมและเวทีออกจากแยกศาลาแดง รวมทั้งให้แม่ค้าที่ตั้งขายของอยู่บนถนนศาลาแดงและราชดำริเก็บร้านค้าออกทันที ขณะที่เวทีปราศรัยใหม่ ก็ได้ย้ายมาตั้งบริเวณประตู 4 สวนลุมพินี ด้านหลังพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 พร้อมติดป้ายบนเวทีมีข้อความ “หนึ่งเดียวคือแผ่นดินไทย” และหันหน้าเวทีเข้าสวนลุมพินี ส่วนการจราจร ถนนราชดำริ ถนนพระราม 4 และถนนศาลาแดง รถยังวิ่งสัญจรไม่ได้ เพราะยังคงมีบังเกอร์ของผู้ชุมนุมตั้งขวางอยู่กลางถนน

“ลูกหมี” ขนมวลชนราชประสงค์สมทบ

ที่เวทีราชประสงค์ ตั้งแต่ช่วงเช้า กลุ่มผู้ชุมนุมได้เก็บสัมภาระต่างๆเตรียมพร้อมรอการเคลื่อนย้ายไปชุมนุมที่สวนลุมพินี จากนั้นเวลา 09.20 น.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายชุมพล จุลใส พร้อมด้วย ดร.เสรี วงษ์มณฑา ได้นำรถ 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงประกาศให้มวลชนตั้งขบวนออกเดินทางไปตามถนนราชดำริ ตรงเข้าสู่สวนลุมพินีร่วมสมทบกับผู้ชุมนุมเวทีอื่นๆ ทันทีที่ไปถึงนายชุมพลได้ประกาศทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมว่า ขอร้องให้ผู้ชายห้ามถอดเสื้อเดินโดยเด็ดขาดเนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากร่วมชุมนุม และต่อไปนี้จะไม่มีเวทีราชประสงค์ แต่จะเป็นเวทีของมวลมหาประชาชน กปปส.เท่านั้น

“พุทธอิสระ” ยันไม่ยุบเวทีแจ้งวัฒนะ

ขณะที่เวทีศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ช่วงเช้า หลวงปู่พุทธอิสระขึ้นเวทีประกาศยืนยันกับผู้ชุมนุมว่า เวทีแห่งนี้จะไม่ยุบไปไหน จะอยู่จนกว่าจะได้รับชัยชนะ จากนั้นหลวงปู่พุทธอิสระให้สัมภาษณ์ว่า การยุบเวที กปปส.ปทุมวัน อโศก แยกราชประสงค์รวมที่สวนลุมพินีว่า ตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าว ก็มีเหตุผลเรื่องความปลอดภัย การผ่อนคลายความทุกข์ยากประชาชนเรื่องจราจร แต่เวทีแจ้งวัฒนะได้แก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวหมดแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะยุบเวที และจะตั้งเวทีอยู่ต่อไปเพื่อติดตามการผลักดันพิมพ์เขียวชาวนา ปฏิรูปพลังงาน ศาสนา และการเมือง รวมทั้งเรื่องการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันของหน่วยราชการ โดยวันที่ 3 มี.ค. จะไปสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อติดตามการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา การตรวจสอบทุจริตโครงการจำนำข้าว และการทุจริตต่างๆ

จ่อยื่น “ดีเอสไอ” กบฏแบ่งดินแดน

หลวงปู่พุทธอิสระกล่าวว่า จากนั้นจะรวบรวมหลักฐานยื่นนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และกรรมการ ศรส. พิจารณาข้อกล่าวหากบฏแบ่งแยกดินแดนกับฝ่ายตรงข้าม กปปส. หากนายธาริตไม่ดำเนินการจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ อย่างไรก็ยังเชื่อว่าสถาน– การณ์จะคลี่คลายภายในสิ้นเดือนหน้า เพราะมีกระบวนการทางศาลพิจารณาคดีต่างๆ และอำนาจรักษาการของรัฐบาลรักษาการตามรัฐธรรมนูญกำลังหมดลงในวันที่ 4 มี.ค.นี้แล้ว และยังมีคดี ป.ป.ช.กำลังพิจารณาเพื่อจะชี้มูลนายกรัฐมนตรี ส่วนเรื่องเจรจาของรัฐบาล คิดว่ารัฐบาลตี 2 หน้าที่จะนำเรื่องเจรจามาพูดถึง ขณะเดียวกันเขาก็เอาความรุนแรงมาด้วยหากเจรจาไม่สำเร็จ

แจงตั้งฐานทัพสู้แห่งใหม่

ต่อมาเวลา 12.00 น. ที่เวทีสวนลุมพินี นายสุเทพพร้อมกับแกนนำ กปปส. และคณะกรรมการ ขึ้นเวทีปราศรัยทักท้ายมวลมหาประชาชนว่า ตนขอต้อนรับฐานที่มั่นในการต่อสู้แห่งใหม่ เหตุผลที่ย้ายเวทีเหลือเพียงสวนลุมพินี เพราะมีการปิดกรุงเทพฯแสดงให้คนทั่วโลกรับรู้แล้วว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่มีความชอบธรรมในทางการกฎหมายที่เป็นคณะรัฐมนตรี เพราะทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมรับฟังคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ ทำลายหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม บริหารตัดสินใจของตัวเองเป็นใหญ่ นอกจากนี้ ยังหมดความชอบธรรมทางการเมือง เพราะประชาชนไม่ยอมรับให้เป็นรัฐบาลอีกต่อไป ดังนั้น ถือว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาล หมดความชอบธรรมเป็นนักการเมืองบริหารประเทศโดยสิ้นเชิง

เดินหน้าปิดธุรกิจ “ชินวัตร”

นายสุเทพกล่าวอีกว่า ขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ยอมรับผิดชอบ กลับหนีไป จ.เชียงใหม่ หวังสร้างเมืองหลวงใหม่ แบ่งแยกประเทศ จึงเป็นหน้าที่มวลมหาประชาชนต้องรับผิดชอบ โดยการยุบเวทีต่างๆ มาสร้างเวทีใหม่ในสวนลุมพินี เพื่อลดผลกระทบธุรกิจและคน กทม. ไม่ใช่เป็นการถอยทัพ แต่เป็นการตั้งหลักตั้งฐานทัพแห่งใหม่ให้มีการต่อสู้เข้มข้นมากขึ้น แต่ละวันจะแยกย้ายเคลื่อนขบวนปิดธุรกิจของตระกูลชินวัตร นำเอาข้อมูลหลักฐานมาตีแผ่ เมื่อธุรกิจตระกูลชินวัตรได้รับผลกระทบมากขึ้น ไม่กี่วัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องกลับมาขอเจรจากับมวลมหาประชาชนแน่นอน ดังนั้นเราต้องใช้ห้องประชุมกลางสวนลุมพินี จัดระดมความคิดทางวิชาการในแนวทางการปฏิรูปทุกวัน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลสภาประชาชนใหม่ให้ได้โดยเร็ว นอกจากนี้กำลังคิดว่าทุกวันเสาร์-อาทิตย์ จะจัดคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อหาเงินสมทบทุนตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและลูกกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ลอบทำร้ายระหว่างการชุมนุม กปปส. หากได้เงินน้อยจะนำมวลชนออกเดินรณรงค์รับบริจาค

กทม.ระดม จนท.เคลียร์พื้นที่

ต่อมาเวลา 12.00 น. หลังจากที่กลุ่ม กปปส.เคลื่อนย้ายออกไปจากที่ชุมนุมบริเวณแยกราช–ประสงค์แล้ว นายประสาน พิทักษ์วรรัตน์ รอง ผอ.สำนักการโยธา ได้ให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตใน กทม.ทั้ง 50 เขต พร้อมด้วยสำนักการโยธา เจ้าหน้าที่เทศกิจนำรถแรงดันน้ำ รถบรรทุก 6 ล้อ กว่า 10 คัน เร่งทำความสะอาดพื้นที่ชุมนุม ตั้งแต่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ต่อเนื่องด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยนายประสานเปิดเผยว่า ได้รับมอบคำสั่งจาก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.ให้ระดมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ร่วมกับสำนักการโยธา สำนักการระบายน้ำ และสำนักสิ่งแวดล้อม รวมกว่า 1,000 คน มาทำความสะอาดพื้นที่การชุมนุม เพื่อเปิดการจราจรทั่ว กทม. ตามที่แกนนำกลุ่ม กปปส.ได้ประกาศไว้ว่าจะไปปักหลักชุมนุมภายในสวนลุมพินีเพียงเวทีเดียว คาดว่าจะทำความสะอาดเสร็จสิ้นและสามารถเปิดการจราจรที่บริเวณแยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก และสีลมได้ภายในเวลา 05.00 น. ของวันที่ 3 มี.ค.

ผบ.ตร.สั่งดูแลเข้ม “สวนลุมฯ”

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.กล่าวว่า มีคำสั่งให้ทุกหน่วยติดตามสถานการณ์การชุมนุมใกล้ชิดและปรับกำลังเจ้าหน้าตำรวจร่วมกับทหารในการดูแลพื้นที่ชุมนุม กปปส.ที่ย้ายไปอยู่ภายในสวนลุมพินี เพื่อป้องกันกลุ่มมือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ เป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้มีเหตุรุนแรง โดยให้ประสานแกนนำเพื่อวางมาตรการป้องกัน และ กทม. ให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ชุมนุมเพื่อป้องปรามคนร้าย ได้กำชับ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.วินัย ทอง–สอง ผู้ช่วย ผบ.ตร. เร่งรัดคดีสำคัญทุกคดี ความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งรวมทั้ง จัดชุดปฏิบัติการเพื่อป้องกันและสืบสวนกรณีระเบิดเอ็ม 79 เพื่อยุติเหตุรุนแรง

“อโศก” เปิดจราจรตามปกติ

เมื่อเวลา 14.00 น. พ.ต.อ.สมนึก น้อยคง รอง ผบก.น.5 พ.ต.อ.ชูตระกูล ยศมาดี ผกก.สน.ทองหล่อ นำกำลังฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ เจ้าหน้าที่กำลัง บก.น.5 เเละ บก.น.7 กลุ่มงานเก็บกู้เเละตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดหรืออีโอดี กองกำกับการสุนัขเเละม้าตำรวจพร้อมสุนัข 4 ตัว ลงพื้นที่ตรวจสอบเวทีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. เวทีอโศก โดยใช้สุนัขดมกลิ่นหาวัตถุต้องสงสัยตั้งแต่ช่วงแยกอาคารชิโนทัย ถนนอโศก–มนตรีถึงแยกอโศกมนตรีระยะทางกว่า 500 เมตร ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ จึงเปิดจราจรได้ โดย พ.ต.อ.สมนึกเปิดเผยว่า มีตัวแทนจากผู้ชุมนุมประสานว่า จะคืนพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 2 มี.ค. จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบพื้นที่ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ชุมนุม ตั้งเเต่เเยกชิโนทัยต่อเนื่องมายังเเยกอโศก ซอยสุขุม– วิท 19 และซอยสุขุมวิท 23 เเบ่งกำลังออกเป็น 2 ฝ่ายคือ ชุดที่ขึ้นไปตรวจสอบบนสกายวอล์ค เเละชุดเดินตรวจตราภาคพื้นราบเพื่อหาวัตถุต้องสงสัยหรือวัตถุอาจทำให้เกิดอันตราย จากการตรวจสอบไม่พบวัตถุต้องสงสัยหรือวัตถุอันตราย ส่วนของทรัพย์สินราชการพบว่าไม่มีอะไรเสียหาย

“นิมิบุตร” พบร่องรอยงัดแงะ

เมื่อเวลา 15.00 น. พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ รอง ผบก.น.6 พร้อมด้วย พ.ต.ท.พนม เชื้อทอง รอง ผกก.สน.ปทุมวัน และเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรืออีโอดี ลงตรวจสอบภายในสนามกีฬาแห่งชาติ บริเวณอาคารนิมิบุตรและกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) ใช้เวลาในการตรวจสอบนานกว่า 4 ชม. โดย พ.ต.อ.ฤชากร กล่าวว่า หลังจากผู้ชุมนุมเก็บข้าวของเคลื่อนย้ายไปแล้ว ยังคงมีอุปกรณ์และสิ่งของหลงเหลืออยู่ เพื่อความไม่ประมาทและป้องกันหากมีเหตุแทรกซ้อน จึงประสานหน่วยอีโอดีนำสุนัขตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบ ผลการตรวจสอบยังไม่พบสิ่งผิดปกติร้ายแรง ส่วนภายใน บก.ทท. ไม่พบว่ามีสิ่งผิดปกติ ยกเว้นกล้องวงจรปิดถูกหมุนไปยังทิศทางอื่น สำหรับอุปกรณ์ภายในสำนักงานยังอยู่เรียบร้อย ส่วนภายในอาคารนิมิบุตรที่กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนเข้าไปพัก พบว่าภายในอาคารมีร่องรอยการงัดแงะหลายห้อง เบื้องต้นจะประสานเจ้าหน้าที่ของอาคารเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่ามีอะไรสูญหายไปบ้าง

จัด “วันอาทิตย์สีกากี” ให้ ตร.

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย (ศรส.) สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง นำมวลชนประมาณ 100 คน รวมทั้ง “หญิงหมัด” ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์ และนางดารุณี กฤตบุญญาลัย แนวร่วม นปช. จัดกิจกรรมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในชื่อ “วันอาทิตย์สีกากี” ครั้งที่ 2 โดยนำส้มตำ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใสมาเลี้ยงเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน พร้อมมอบดอกกุหลาบแดง เขียนภาพและข้อความให้กำลังใจตำรวจบนแท่งแบริเออร์หน้าประตูทางเข้า จากนั้นได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ร้องเพลงชาติในเวลา 18.00 น. นายสมบัติกล่าวว่า เข้าใจความรู้สึกของตำรวจทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่จนหลายนายเสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงจัดกิจกรรมให้กำลังใจ ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปจะไปให้กำลังใจตามสถานีตำรวจต่างๆ เท่าที่จะไปได้ คาดว่าหลังกลุ่ม กปปส. สลาย การชุมนุมบนท้องถนนกลับเข้าไปอยู่ในสวนลุมพินีจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ประชาชนเดือดร้อนน้อยลง

โพลเห็นด้วยหาก 2 ฝ่ายเจรจา

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล เผยผลการสำรวจเรื่องประชาชนคิดอย่างไรกรณีจะมีการเจรจาระหว่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โดยสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 1,354 คน วันที่ 27 ก.พ. ถึง 1 มี.ค. พบว่าร้อยละ 65.56 เห็นว่าเป็นเรื่องดีหากจะมีการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่ในขณะนี้ ร้อยละ 19.87 เป็นเรื่องที่น่าสนใจ อยากติดตาม อยากทราบรายละเอียดที่จะพูดคุยกัน ร้อยละ 4.57 อาจเป็นเพียงการสร้างกระแสทางการเมือง ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง ส่วนประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับการจะเจรจาในครั้งนี้ พบว่า ร้อยละ 70.82 เห็นด้วยเพราะน่าจะช่วยยุติปัญหาความขัดแย้งลงได้ ร้อยละ 22.77 ไม่แน่ใจเพราะเป็นเพียงกระแสข่าว และร้อยละ 6.41 ไม่เห็นด้วย เพราะหากต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น ส่วนสิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึงการเจรจาในครั้งนี้ คือ ร้อยละ 63.89 ควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการเจรจาครั้งนี้ ร้อยละ 23.61 อยากให้นายกฯได้แสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง

“ปู” ลังเลไปอีสานเกรงไม่ปลอดภัย

สำหรับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังเก็บตัวเป็นการส่วนตัวอยู่ที่บ้านภายในสนามกอล์ฟ เชียงใหม่ กรีนวัลเลย์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยใช้เวลาติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆ โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. จากนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษา ศรส. และนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นระยะ อย่างไร ก็ตาม กำหนดการที่จะลงพื้นที่ตรวจราชการพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่ จ.อุดรธานี และขอนแก่น ทางคณะทำงานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความลังเลที่จะจัดโปรแกรมให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปภาคอีสานดังกล่าว โดยขอประเมินสถานการณ์เรื่องความปลอดภัยก่อน

นปช.ปล่อยแรลลี่ “ประชาธิปไตย”

เมื่อเวลา 07.30 น. ที่สนามทุ่งศรีเมือง เขตเทศบาลนครอุดรธานี หลังจากนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. และแกนนำกลุ่ม นปช. ตั้งเวทีปราศรัย “เคลื่อนพลคนประชาธิปไตย” ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมากระทั่งรุ่งเช้า ก่อนจะร่วมกันลั่นกลองศึกปล่อยขบวนแรลลี่ประกอบด้วยรถยนต์ส่วนตัว 400 คัน รถบัส 30 คัน รถโมบายติดเครื่องขยายเสียง 8 คัน และรถจักรยานยนต์จำนวนมาก รวมกว่า 500 คัน เคลื่อนขบวนไปที่เวที จ.กาฬสินธุ์ โดยนางธิดากล่าวว่า การเคลื่อนขบวนแรลลี่ครั้งนี้ เป็นการเบิกนิมิตหมายฤกษ์ที่ดีที่กลุ่ม นปช. และผู้รักประชาธิปไตย จะได้เปิด ยุทธศาสตร์เกมรุก เพื่อให้มีที่ยืนของคนรักประชาธิปไตย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ถ้าพวกเราไม่ออกมาต่อสู้ อำนาจนอกระบบที่ไม่ได้เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตยก็จะเข้ามามีอำนาจ การขับเคลื่อนเริ่มต้นที่ จ.อุดรธานี เพราะมีเหตุการณ์ยิงนายขวัญชัย ไพรพนา จากนั้นจะเคลื่อนพลไป จ.กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และขอนแก่น เพื่อปลุกขวัญพี่น้องเสื้อแดง ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ครั้งใหม่

ขบวนแดงกลับลำกะทันหัน

ที่ จ.กาฬสินธุ์ ที่ขบวนแรลลี่ นปช. มีกำหนด มาพักกินอาหารเที่ยงบริเวณสวนสาธารณประโยชน์–กุดยางสามัคคี เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ แล้วจะเดินเท้าไปที่สำนักงาน กกต.ยื่นหนังสือต่อประธาน กกต. จ.กาฬสินธุ์ จากนั้นจะเคลื่อนพลคนเสื้อแดงไปยัง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม แล้วไปพักค้างแรมที่ จ.ขอนแก่น ปรากฏว่าเมื่อขบวนรถกลุ่ม นปช. มาถึง บ้านโคกศรี อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นทางผ่านถนนสี่เลน ได้หันรถย้อนกลับมุ่งหน้าไป จ.มหาสารคาม โดยอดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ ที่นำเสบียงอาหารเตรียมไว้ที่สวนสาธารณประโยชน์กุดยางสามัคคี ต้องขนข้าวและน้ำ ไปตั้งจุดบริการข้างทางที่ขบวนรถ นปช.วิ่งผ่าน โดยไม่มีใครยอมตอบคำถามว่าทำไมมีการเปลี่ยนแปลง กำหนดการกะทันหัน ขณะเดียวกัน มีมวลชนในพื้นที่ ประมาณ 2,500 คน รวมตัวที่สนามกีฬากลางกาฬสินธุ์

“พิษณุโลก” ต้านแบ่งแยกประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีกลุ่มบุคคลขึ้นป้ายที่สะพานลอยข้ามถนนพิษณุโลก-นครสวรรค์ ม.4 ต.ท่าทอง อ.เมืองพิษณุโลก ระบุว่า “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กูขอแบ่งแยกเป็นประเทศล้านนา” ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 2 มี.ค. มีปฏิกิริยาต่อต้านแนวคิดแบ่งแยกประเทศเกิดขึ้นทุกอำเภอใน จ.พิษณุโลก มีการทำป้ายไวนิล มาติดตั้งในสถานที่สำคัญ อาทิ อ.วังทอง มีป้ายติดบนสะพานลอย เขียนด้วยข้อความว่า “ชาวอำเภอวังทอง จะไม่ยอมให้ใครมาแบ่งแยกแผ่นดินไทยโดยเด็ดขาด” อ.เนินมะปราง มีป้ายติดว่า “คนเนินมะปราง ไม่ยอมให้ใครมาแยกแผ่นดินโดยเด็ดขาด ใครแยกประเทศ จงพินาศ” ขณะที่บนสะพานลอยข้ามถนนพิชัยสงคราม หน้าโรงเรียนวัดศรีวิสุทธานาม อ.เมืองพิษณุโลก และสะพานลอยข้ามถนนสิงหวัฒน์ หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองพิษณุโลก ก็มีแผ่นไวนิลอันใหม่มาติดแทนป้ายต่อต้านแนวคิดแบ่งแยกประเทศ โดยข้อความในป้ายใหม่ระบุว่า “มีสติ สามัคคี สมานฉันท์ ชาวพิษณุโลกร่วมใจรักษาชาติไทย”

เจอจะจะป้าย สปป.ล้านนาที่พะเยา

ที่ จ.พะเยา พ.ต.ท.เฉลิมชาติ ยาวิชัย รอง ผกก.สส.สภ.เมืองพะเยา เปิดเผยว่า เมื่อเช้าวันที่ 1 มี.ค. ได้รับแจ้งมีคนนำเอาแผ่นป้ายไวนิลพื้นสีแดงมีข้อความว่า “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรมกูขอแยกเป็นประเทศล้านนา” ติดบนสะพานลอยหน้าโรงเรียนบ้านร่องห้า ต.บ้านต๋อม ปลดป้ายมอบให้ พ.ต.ท.ชญาณ์นนท์ อุ่นแก้ว พงส.ผนพ.สภ.เมืองพะเยา รับของกลางไว้พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหนังสือหรือวิธีอื่นใดอันไม่ใช่การกระทำในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือมิชอบโดยสุจริตเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องแก่ประชาชนส่งผลที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป

ผบ.ทบ.เอาผิดแดงขึ้นป้าย “สปป.ล้านนา”

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ มีการเคลื่อนขบวนแห่ธงแดงขาว โดยมีป้ายผ้าเขียนข้อความว่า สปป.ล้านนาว่า ขณะนี้พบว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนบางกลุ่มในพื้นที่ภาคเหนือ มีการแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์โดยใช้ชื่อ สปป.ล้านนา ซึ่งฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าการแสดงออกในลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย และถือว่า ไม่สร้างสรรค์และไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ได้สั่งการให้ พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 ให้ไปดำเนินการทางด้านกฎหมายแล้ว ขอให้ประชาชนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะการดำเนินกิจกรรมในบางลักษณะถือเป็นการทำผิดกฎหมายร้ายแรง การแสดงออกถึงความแตกต่างทางความคิดคงเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญพึงกระทำได้ภายใต้กรอบ แต่การแสดงออกถึงความต้องการจะแบ่งแยกประเทศ ถือว่าอยู่นอกกรอบคงไม่สามารถกระทำได้

แจ้งกบฏแดง “รักเชียงใหม่ 51-พะเยา”

ด้าน พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการให้แจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่ประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนล้านนา (สปป.ล้านนา)  ว่า ที่ผ่านมากองทัพภาคที่ 3 ได้สั่งการให้ตรวจสอบตลอดเวลาและเมื่อเห็นว่าข่าวมีความชัดเจนมากขึ้น ได้สั่งการให้มณฑลทหารบกจังหวัดเชียงใหม่และมณฑลทหารบกจังหวัดพะเยาไปดำเนินการแจ้งความตามกฎหมาย ในลักษณะฐานกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ได้เข้าดำเนินคดีกับกลุ่ม สปป.ล้านนา แล้ว คือกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 จ.เชียงใหม่ กับกลุ่มเสื้อแดงพะเยา จ.พะเยา ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการดำเนินการที่สุ่มเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ กรณีการแบ่งแยกดินแดน ในส่วน จ.พิษณุโลก ที่มีการติดป้ายแบ่งแยกดินแดนนั้น ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินการปลดป้ายออก พร้อมทั้งหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

ไล่ “ปู” เลิกหลิ่วตายุแดงแยกประเทศ

ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายองอาจ  คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่ห้ามปราม ถือเป็นพฤติกรรมยักคิ้วหลิ่วตา เพราะมวลชนมีการประกาศแบ่งแยกประเทศไทย เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 1 อีกทั้งยังจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธเปิดเผยโดยกลุ่มที่สนับสนุนแกนนำรัฐบาล และพยายามปลุกปั่นให้คนใช้ความรุนแรงต่อกัน แต่นายกฯกลับไม่หยุดยั้งพฤติกรรมดังกล่าว ทั้งที่ควรดำเนินคดีตามกฎหมาย จะคิดว่าเป็นเพียงวาทกรรมไม่ได้ เนื่องจากเผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้ว ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว

ทีม ก.ม.ปชป.จ่อเชือด มท.1 ฐานกบฏ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่กลุ่ม นปช. เสนอให้แบ่งแยกดินแดนว่า เรื่องนี้ทีมกฎหมายของพรรคกำลังรวบรวมพยานหลักฐานและจะดำเนินการอย่างแน่นอน เนื่องจากมีความผิดฐานเป็นกบฏชัดเจน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ที่บัญญัติว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ สามารถดำเนินคดีอาญาได้ รวมทั้งจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคเพื่อไทยและตัดสิทธิ
กรรมการบริหารพรรค ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะนายจารุพงศ์  เรืองสุวรรณ  รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีดังกล่าวพร้อมระบุว่าจะทำตามที่คนเสื้อแดงเสนอทุกอย่าง นอกจากนี้จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการเรื่องนี้ เพราะนายจารุพงศ์เป็น รมว.มหาดไทย เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ฐานเป็นกบฏ

ทบ.ซัด “โกตี๋” เหิมปลุกแดงจับ “บิ๊กทหาร”

พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงพูดปลุกระดมประกาศออกรายการทางวิทยุ มีเนื้อหาข่มขู่ว่าจะให้มวลชนไปจับตัว พล.ต.วราห์ บุญญะสิทธิ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) และ พ.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.11 รอ.) ว่า เหมือนเป็นการประกาศให้ผู้อื่นกระทำ ผิดคุกคามต่อเสรีภาพผู้อื่น คุกคามเจ้าหน้าที่ด้วยการโฆษณา ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และเป็นการแสดงออกถึงความก้าวร้าว ทั้งนี้ กองทัพบกจะเร่งตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการให้ถึงที่สุด รวมถึงจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดติดตามความคืบหน้า กรณีอาจเป็นผู้ต้องสงสัยความผิดในคดีอื่นๆด้วย

คุม 2 การ์ด กปปส.พกปืนไทยประดิษฐ์

เมื่อเวลา 02.00 น. ที่บริเวณสามแยกเพชรบุรีตัดชิดลม ถ.เพชรบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งด่านความมั่นคง มีรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์วี สีเขียว ทะเบียน ภฉ 904 กรุงเทพมหานคร ผ่านเข้าด่านจึงขอตรวจค้น พบนายพรชัย จิรวัฒนานุกูล อายุ 46 ปี เป็นผู้ขับขี่ และนายไตรฉัตร จันทร์ทองสุข อายุ 37 ปี นั่งคู่กันมา ในรถพบปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก กระสุนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 9 นัด ซองใส่กระสุน 2 อัน เสื้อเกราะ 2 ตัว วิทยุสื่อสาร 1 ตัว โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง กระเป๋าสะพายข้างสีดำ 2 ใบและผ้าพันคอสีดำมีสัญลักษณ์การ์ด กปปส. จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน นำตัวมาสอบสวนที่ สน.พญาไท สอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธอ้างว่า ปืนที่พบเป็นของเพื่อน และอยู่ระหว่างการย้ายของจากเวทีปทุมวันไปยังเวทีสวนลุม เบื้องต้นแจ้งข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาพกพาไปในเมืองหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร ข้อหามีวิทยุสื่อสารไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงที่มีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และจากการตรวจสอบประวัติทราบว่า นายพรชัยเคยถูกตำรวจจับเมื่อวันที่ 13 ก.พ. อยู่ระหว่างประกันตัว

ชี้วิถียิงม็อบราชประสงค์บนสะพาน

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุเวทีแยกราชประสงค์มีความสัมพันธ์กันหลายส่วนทั้งมุมตกกระทบ ระยะมุมยิง เป็นไปได้มากที่คนร้ายจะยิงมาจากบนสะพานเล็งเป้าหมายตรงกลางถนนราชประสงค์ที่เป็นเวทีของกลุ่ม กปปส. คนยิงใช้รถขณะยิงทำให้วิถีกระสุนเบี่ยงเบนไปได้ทำให้ถูกแผงลอยด้านหน้าห้างบิ๊กซีราชประสงค์ ส่วนจุดอาคารพาลาเดี้ยมอยู่ในระยะกว่า 400 เมตร สุดระยะวิถีกระสุนปืนชนิดนี้ ประกอบกับบริเวณนั้นมีลมพัดแรงมาก มีความเป็นไปได้น้อยที่จะเป็นจุดยิงของคนร้าย ซึ่งได้ประสานฝ่ายสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดในเส้นทางที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุและหลบหนี

คาดใช้ จยย.ก่อเหตุไทยพีบีเอส

พล.ต.อ.จรัมพรกล่าวว่า ส่วนเหตุระเบิด 2 ลูกที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสนั้น ได้เบาะแสคนร้ายน่าจะใช้รถจักรยานยนต์ก่อเหตุ โดยใช้กระสุนแตกต่างกัน กระสุนลูกแรกเป็นหัวกระสุนแบบธรรมดา ส่วนลูกที่ 2 ใช้หัวกระสุนแบบเจาะเกราะ เป็นการยิงต่อเนื่องโดยคนร้ายเคลื่อนที่ ประเมินได้จากทิศทางลูกกระสุนทั้ง 2 ลูก ซึ่งคนร้ายได้สลัดปลอกกระสุนในซอยวิภาวดี 60 มีพยานยืนยันบุคคลต้องสงสัยใช้รถจักรยานยนต์ก่อเหตุ จุดยิงน่าจะอยู่ไม่ห่างจากจุดที่สลัดปลอกกระสุนและยิงจากแนวราบ ซึ่งก็ได้ประสานฝ่ายสืบสวนไล่กล้องวงจรปิดหาเบาะแสคนร้าย พยานหลักฐานที่ได้สอดคล้องแนววิถีกระสุนตามหลักวิชาการที่คำนวณวิถีโค้ง ทิศทาง มุมตกและระยะทางที่เป็นไปได้ ทำให้พลาดเป้าหมาย เนื่องจากคนร้ายเคลื่อนที่ และการที่คนร้ายสลัดปลอกกระสุนทิ้งเพื่อเตรียมยิงลูกที่สาม แต่พอดีมีคนเห็นจึงหลบหนี คิดว่าน่าจะมีความชัดเจนในอีกไม่นาน

เผยคนร้ายเลือกจุดที่กล้องจับไม่ได้

นอกจากนี้มีรายงานว่า จากการสืบสวนและข้อมูลที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญในการตรวจระเบิดและสถานที่เกิดเหตุ เป็นไปได้คนร้ายที่มาก่อเหตุป่วนสร้างสถานการณ์น่าจะมีมากกว่า 1 กลุ่ม มีการวางแผนสำรวจเส้นทาง กล้องวงจรปิดเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากแต่ละจุดที่ก่อเหตุไม่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิด และบางจุดมีการขยับกล้องวงจรปิดเพื่อไม่ให้บันทึกภาพคนร้ายได้ ซึ่งฝ่ายสืบสวนได้ประสานพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อหาภาพจากกล้องอื่นแล้ว

“ธาริต”ขอหมายจับสุเทพคดี 89 ศพ

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุ-บรรณ เลขาธิการ กปปส. ในฐานะอดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และอดีต ผอ.ศอฉ. ขอเลื่อนนัดอัยการเพื่อนำตัวส่งฟ้องศาลคดีสลายการชุมนุมเมื่อปี 53 มีผู้เสียชีวิต 89 ศพ เป็นครั้งที่ 4 ว่า ในวันที่ 4  มี.ค. หรืออย่างช้าภายในสัปดาห์นี้พนักงานสอบ สวนคดีพิเศษจะเดินทางไปยังศาลอาญาเพื่อขอให้ออกหมายจับนายสุเทพ  ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าว โดยการขอหมายจับครั้งนี้ เพื่อนำตัวมาฟ้องต่อศาล ตามคำสั่งของพนักงานอัยการ ไม่ใช่เพื่อนำตัวมาสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวน โดยปกติแล้วศาลจะพิจารณาออกหมายจับลักษณะดังกล่าว ซึ่งผู้ต้องหาต้องยื่นประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนไม่ได้ ต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนกรณี ศรส.ให้ดีเอสไอจะออกหมายเรียกแกนนำ กปปส. กว่า 50 คน เป็นครั้งที่ 3 เพื่อให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีร่วมกันเป็นกบฏนั้น ในวันที่ 4 มี.ค. ดีเอสไอจะออกหมายเรียกไปอีกครั้ง และหลังจากหมายเรียกส่งไปยังผู้ถูกกล่าวหาครบแล้ว พนักงานสอบสวนจะให้เวลาอีก 10 วัน ในการชี้แจ้ง ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้ออกหมายเรียกเฉพาะนายณัฏฐพลและนางทยา ทีปสุวรรณ ที่ไปเป่านกหวีดใส่คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ตามที่มีข่าว

ตร.พบรถมือยิงบ้านคุณหญิงศศิมา

สำหรับความคืบหน้าการตามล่าคนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงถล่มบ้านคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ บ้านเหวปลากั้ง ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พ.ต.อ.เกรียงปกรณ์ อธิปฏิเวชช ผกก.สภ.หมูสี กล่าวว่า ได้จัดทีมพนักงานสอบสวน ไปสอบปากคำคุณหญิงศศิมากับเพื่อนและคนที่อยู่ในบ้าน รวมทั้ง รปภ.ของโครงการที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเพื่อหารายละเอียดให้มากที่สุด ซึ่งตำรวจจากศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3 นครราชสีมา ตรวจที่เกิดเหตุพบว่าคนร้ายใช้ปืนเอ็ม 16 และปืนอาก้า โดยเก็บปลอกกระสุนปืนทั้งสองชนิดได้รวม 62 ปลอก และลูกกระสุนด้าน 1 ลูก เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุและเส้นทางที่คนร้ายหลบหนี พบว่าคนร้ายใช้รถมิตซูบิชิรุ่นจีวากอนสีขาวคาดดำ ด้านบนหลังคาติดกระบะบรรทุกของ มียางอะไหล่ติดอยู่ด้านท้าย แต่เลขทะเบียนมองเห็นไม่ชัดเจน โดยคนร้าย 2 คนลงจากรถใช้ปืนยิงใส่ป้ายและรถที่จอดอยู่ข้างบ้านก่อนจะขับรถเดินหน้าไปต่อ ถนนดังกล่าวสามารถไปออกบ้านเขาวง ต.หนองน้ำแดง และที่ ต.พญาเย็น เข้าสู่ถนนมิตรภาพเข้า กทม.ได้ หากใครมีเบาะแสสามารถแจ้งได้ที่ สภ.หมูสี หมายเลข 0-4429-7431-3

พท.ประณามบึ้มบ้านแม่ “ทยา”

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีการยิงถล่มบ้านคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ พรรคเพื่อไทยขอประณามการใช้ความรุนแรง ขอให้ตำรวจเร่งสืบสวนหาคนร้ายให้ได้โดยเร็ว พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการใช้ ความรุนแรงเพราะไม่เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะในภาวะที่บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ และการที่นางทยาและนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ แกนนำ กปปส.เป่านกหวีดใส่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ทำให้ กปปส.เสื่อมอยู่แล้ว เห็นว่าการปาระเบิดเป็นการเป็นการเบี่ยงประเด็น เป็นการกระทำของมือที่สามเพื่อตอกย้ำความขัดแย้ง พยายามโยงกับการเป่านกหวีด และประโคมข่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์กับ กปปส.มากกว่า

แฉได้ 500 ล้านแลกยุบเวที

นายพร้อมพงศ์กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ยุบรวมเวทีไปที่สวนลุมฯเพียงแห่งเดียวว่า น่าสังเกตว่าแม้แต่แกนนำ กปปส. ทั้งพุทธอิสระ หรือนายนิติธร ล้ำเหลือ ยังงงและผิดหวังกับการตัดสินใจของนายสุเทพ เห็นว่าการชุมนุมที่ยืดเยื้อมีผลกระทบกับภาคธุรกิจที่หนุนนายสุเทพ และจำนวนคนร่วมชุมนุมลดน้อยลงมาก จากการประเมินของ ศรส.มีประมาณวันละ 4,000 คน โดยตนมีข้อมูลว่า การย้ายเวทีน่าจะเกี่ยวกับเงินจำนวน 500 ล้านบาท ที่มีกลุ่มธุรกิจเสนอให้แลกเปลี่ยนกันหรือไม่ เรื่องนี้อยากให้นายสุเทพตอบด้วย ส่วนการที่นายสุเทพปราศรัยว่า  รัฐบาลจะแยกประเทศและกล่าวหาว่าเป็นกบฏนั้น  ไม่เป็นความจริง  มีรัฐบาลที่ไหนจะแยกประเทศ ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ เป็นการบิดเบือน  สร้างวาทกรรมสร้างความขัดแย้งมาปลุกระดมมวลชนให้เกลียดชังรัฐบาล นายสุเทพควรหามุกใหม่เพราะมุกนี้แป้ก

กปปส.จวก “เด็จพี่” ใส่ร้ายรับ 500 ล.

ที่เวทีปราศรัย กปปส. สวนลุมพินี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า การที่นายพร้อม–พงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวหาว่า กปปส.ยุบเวทีเพราะมีกลุ่มนักธุรกิจจ้างด้วยเงิน 500 ล้าน บาทนั้น เป็นการโกหกไม่มีข้อมูลหลักฐาน ใส่ร้ายกปปส. เพราะพรรคเพื่อไทยไม่สามารถทนได้ที่คนกรุงเทพฯตอบรับมาตรการยุบเวทีของ กปปส. การกระทำของนายพร้อมพงษ์เป็นการกระทำที่เสียมาตรฐานพรรคการเมืองใหญ่ ทั้งที่พรรคเพื่อไทยมีเรื่องต้อง ตอบสังคมหลายเรื่องแต่ไม่ชี้แจง เช่น เรื่องจำนำข้าว เรื่องตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาแบ่งแยกประเทศไทย ทั้งนี้ กปปส. ยืนยันจะต่อต้านขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุกวิถีทาง

โว “สวนลุม” จุดยุทธศาสตร์เยี่ยม

นายเอกนัฏกล่าวอีกว่า ส่วนการยุบรวมเวที กปปส. ได้รับกระแสตอบรับจากคน กทม. อย่างดี รวมทั้งนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่เยี่ยมยอด โดยมาตรการดูแลความปลอดภัยจะมีการ์ดอาสา 2,000 คน ลาดตระเวนรอบพื้นที่ชุมนุม 100-150 เมตร มีนายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ดูแลเรื่องรักษาความปลอดภัยและการ์ด รวมทั้ง  กปปส. ประสานงานกับทหารเข้ามาดูแลความปลอดภัยโดยตั้งด่านตรวจ พร้อมเปิดการจราจรสะพานไทย-ญี่ปุ่น และไทย-เบลเยียม ในช่วงกลางวัน และปิดช่วงกลางคืน เพื่อรักษาความปลอดภัย ส่วนพื้นที่จราจรด้านล่างจะเปิดให้จราจร แต่อาจจะตั้งด่านตรวจ อย่างไรก็ตามสัปดาห์หน้าจะมีการจัดเสวนาปฏิรูปประเทศไทยเต็มรูปแบบ และจัดคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ระดมเงินทุนการศึกษาบุตรผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม

ปชป.จวกรัฐดึงยูเอ็นจุ้นหวังต่ออายุ

ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายองอาจ  คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะส่งหนังสือเชิญนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาสังเกตการณ์สถานการณ์ความขัดแย้งการเมืองในไทย เห็นว่ารัฐบาลมีจุดประสงค์ 3 ข้อ คือ 1.หวัง ใช้เลขาธิการยูเอ็น โฆษณาชวนเชื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล  2.สร้างกระแสการยอมรับจากนานาชาติ ว่าเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย และ 3.เพื่อสนับสนุนการอยู่รอดของรัฐบาล เพื่อยืดอายุรัฐบาลให้อยู่นานที่สุด เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไม่ได้เป็นประโยชน์กับประเทศ  และจะเป็นการประจานประเทศ ไทยว่าเป็นประเทศที่ล้มเหลว  ทั้งที่  น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้ทำให้เกิดรัฐบาลที่ล้มเหลวไม่ใช่ประเทศไทยล้มเหลว

วอนพรรคร่วมถอนตัว รบ.รักษาการ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฎ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลรักษาการ เลิกเป็นเบี้ยให้ทรราชและหมากตัวเล็กให้พรรคเพื่อไทยนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนได้ โดยให้รัฐมนตรีที่รักษาการอยู่ลาออกหรือออกมาปฏิเสธว่าจะไม่ร่วมกับรัฐบาล และขอให้ปฏิรูปประเทศก่อน วันนี้การบริหารงานของรัฐบาลล้มเหลว เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ยอมแก้ปัญหา ไม่ยอมเจรจา ไม่ห้ามปรามการใช้ความรุนแรง อีกทั้งยังไม่เคารพระบอบประชาธิปไตย เพราะประกาศว่าจะเข้ามาเป็น ส.ส.โดยไม่ปฏิญาณตนกลางที่ประชุมสภา เนื่องจาก กกต.ไม่รับรองผลการเลือกตั้ง นอกจากนี้คนในพรรคเพื่อไทยกำลังมีพฤติกรรมแบ่งแยกประเทศ  ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลประกาศชัดว่าไม่สนับสนุนตั้งกองกำลังแบ่งแยกประเทศ เป็นการบีบให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าสู่การเจรจา

“นพดล” ยก 10 เหตุหันหน้าเจรจา

นายนพดล ปัทมะ กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ กปปส.เกิดขึ้น ทำให้ประเทศเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 5 แสนล้านบาท และมีการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก เห็นว่าต้องยุติความขัดแย้งโดยเร็วและหันหน้าเจรจาใน 10 เหตุผลดังนี้ 1.ดุสิตโพลสำรวจคนไทยส่วนใหญ่เรียกร้องทุกฝ่ายเจรจา 2. สหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เรียกร้องให้เจรจา  3.ความขัดแย้งต่อไปจะทำให้เศรษฐกิจเสียหาย 4.คนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องให้มีนายกฯ คนกลาง สภาประชาชน และแช่แข็งประเทศของมวลมหาประชาชน กปปส. 5.ความรุนแรงในการชุมนุมมีมากขึ้นและการเสียชีวิตของเด็ก 6.การชัตดาวน์กรุงเทพฯ  สร้างความเดือดร้อนและทำลายธุรกิจ 7.นายทุนเห็นว่าเริ่มชุมนุมยื้อเยื้อ ท่อน้ำเลี้ยงเริ่มตีบตัน 8.ผู้ชุมนุมเริ่มลดลง เพราะเริ่มรู้ว่าสิ่งที่เรียกร้องไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและหลักประชาธิปไตย 9.การปิดหน่วยงานของรัฐหรือธุรกิจของฝ่ายตรงข้าม มีผลตีกลับในทางลบ และ 10.การคุกคามโดยเป่านกหวีดใส่หน้าคนอื่น  การปิดล้อมบีบบังคับให้ข้าราชการออกจากที่ทำงาน คุกคามขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นการใช้ความรุนแรงและทำลายวัฒนธรรมของไทย

“เทพเทือก” สักการะอนุสาวรีย์ ร.6

ต่อมาเวลา 18.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. นำแกนนำทุกเวทีนำมวลชนยืนตรงเคารพธงชาติ ก่อนที่จะนำแกนนำ กปปส.และคณะกรรมการ กปปส.นำพวงมาลัย ธูปเทียน เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยให้มีกำลังใจในการต่อสู้ต่อไป ท่ามกลางผู้ชุมนุมเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ส่วนที่หน้าเวทีหลังประตู 4 หลังจากแดดร่มลมตกแล้ว ผู้ชุมนุมจำนวนมากเข้ามาจับจองพื้นที่หน้าเวทีกันอย่างเนืองแน่นเต็มพื้นที่ เพื่อรอฟังปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.และแกนนำคนอื่นๆ

“สุเทพ” ด่า “แม้ว–ปู” ป่วยโรคบ้าอำนาจ

ต่อมาเวลา 21.00 น.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ขึ้นปราศรัยที่เวทีสวนลุมฯว่า ตั้งแต่สมัยที่เป็นรองนายกฯดูแลงานด้านความมั่นคงได้ติดตามพฤติกรรมคนเสื้อแดงมาตลอด คนเหล่านี้ไม่ได้คิดดีต่อประเทศและสถาบันในประเทศ คิดแต่ต่อสู้เพื่อเปลี่ยนประเทศไทย แรกๆบอกจะสร้างรัฐไทยใหม่ตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเป็นประธานาธิบดี และคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณไม่สนใจว่าประเทศจะเป็นอย่างไร แต่ขอให้มันเป็นใหญ่ที่สุดในประเทศนี้และทุกคนอยู่ภายใต้มันหมด มันพอใจแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณมันใฝ่สูง คนตระกูลชินวัตรมันเป็นโรคประหลาด มันบ้าอำนาจ ไม่เคยให้ความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ทั้งทักษิณทั้งยิ่งลักษณ์มันเป็นโรคเดียวกัน เรามาชุมนุมมือเปล่าไม่เคยไปทำอะไรมันเลย แต่มันเข่นฆ่าเราทุกวัน ฆ่าเด็กฆ่าคนไปมากมาย แต่ไม่มีความรู้สึก

ย้ำอีกรอบใกล้จะหมดเวลาแล้ว

นายสุเทพกล่าวอีกว่า อย่างกรณีเป่านกหวีดใส่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ คุณแม่ของนางทยา ทีปสุวรรณ แกนนำ กปปส. โทร.ไปขอโทษที่ลูกล่วงเกิน พี่ชายนางทยาสนิทกับทักษิณกันมานาน มันยังไม่ยอม สั่งให้สมุนขี้ข้าเอาปืนไปยิงบ้านคุณหญิงศศิมาเป็นร้อยๆนัด เคยดีกันมาอย่างไร ไม่มีความหมาย มันแสดงให้เห็นถึงสันดานของคนพวกนี้ กรณีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์กับคนที่เคยคบกับพวกนี้ว่า ความดีและน้ำใจที่มีให้เขาไม่มีความหมาย บาปจะตกกับคุณและลูกคุณ อวดอำนาจไปเถอะเพราะเหลือเวลาอวดอำนาจบาตรใหญ่อีกไม่กี่วันแล้ว นับถอยหลังนับจากนี้เป็นต้นไป

3 มี.ค. 2557 06:02 ไทยรัฐ