วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เลียงผา'ที่ถูกล่า ไล่ยิง'ทำน้ำมัน-ดองเหล้า' สนองความเชื่อผิดๆ

จนถึงวันนี้ เลียงผา สัตว์ป่าคุ้มครอง ก็ยังถูกตามล่าไม่รู้จักจบจักสิ้น ด้วยเพราะความเชื่อผิดๆ ที่คนคิดว่าน้ำมันที่ได้จากเลียงผานั้น ใช้รักษาโรคได้หลายชนิด ทั้งๆ ที่ความเข้าใจเหล่านั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดๆ...

เลียงผาจึงถูกตามล่าจนแทบจะสูญพันธุ์ !?!

เลียงผามีลักษณะคล้ายกวางผา ซึ่งเดิมก็เคยถูกจัดให้อยู่สกุลเดียวกันมา แต่เลียงผามีขนาดใหญ่กว่า มีลักษณะคล้ายแพะ แต่มีรูปหน้ายาวกว่า มีลำตัวสั้นแต่ขอยาว ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าตัวผู้ มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย เขางอกยาวต่อเนื่องทุกปี ลักษณะของกะโหลกเมื่อเปรียบเทียบกับกวางผาที่มีกะโหลกโค้งเว้าแล้ว เลียงผามีกะโหลกแบน ขนตามลำตัวจะแปรเปลี่ยนไปตามอายุ 

สภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย และชนิดพันธุ์ มีขนหยาบและไม่เป็น 2 ชั้นเหมือนกวางผา ใต้ตามีต่อมน้ำมันใช้สำหรับถูตามต้นไม้หรือโขดหินเพื่อประกาศอาณาเขต

พบกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางตั้งแต่เอเชียใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อินโดนีเซีย จนถึงเอเชียตะวันออก เช่น จีน, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น โดยมักอยู่ตามหน้าผาหรือภูเขาสูง หรือตามเกาะต่างๆ 

สำหรับสถานการณ์ล่าเลียงผานั้น นอกจากการที่ป่าไม้อันเป็นที่พำนักถูกทำลายแล้ว เลียงผายังถูกไล่ล่า เพราะถูกเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ใช้น้ำลายในการรักษาบาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บจากการพลัดตกเขา หรือบาดแผลจากการถูกยิง หรือใช้น้ำลายในการสมานกระดูกที่หักได้ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงมีการล่าเพื่อเอาน้ำมันเลียงผาใช้ในการรักษาบาดแผลและสมานกระดูก ทำให้ในอดีตเลียงผาถูกล่าเป็นจำนวนมาก เลียงผาแต่ละตัวสามารถสร้างเงินรายได้ให้ผู้ประกอบการขายน้ำมันเลียงผาได้อย่างมหาศาล ด้วยกระบวนการนำหัว และกระดูกของเลียงผา ไปต้มกับน้ำมันมะพร้าว แล้วใส่ขวดขนาด 100-150 ซีซี ขายกันในราคาขวดละ 10 บาทเท่านั้น


น้ำมันเลียงผาขวดละ 10 บาท แลกกับการล่าล้างถิ่นสัตว์ป่าที่กำลังใกล้จะสูญพันธุ์ นอกจากนี้ บางคนยังมีความเชื่อว่าเลือดเลียงผาเอามาดองเหล้าป่ากินแล้วเพิ่มพลัง

อันเป็นที่มาของขบวนการล่าสัตว์ป่าชนิดนี้ !!?

นอกจากการล่าแล้ว การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยและการบุกรุกป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตร ทำให้หลายพื้นที่ในปัจจุบันเลียงผาถูกไล่ต้อนให้อยู่ตามภูเขาสูง โดยเฉพาะภูเขาหินปูน นอกจากนี้ การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยบริเวณชายเขาหินปูนที่เลียงผามักจะลงมาหาน้ำและอาหารในที่ต่ำ ทำให้พื้นที่หากินลดลง และถูกล่าได้ง่ายขึ้น เลียงผาจึงลดจำนวนประชากรลงอย่างมาก นอกจากนี้ การระเบิดภูเขาเพื่อการผลิตปูนซีเมนต์และเพื่อการผลิตหินคลุก เป็นการทำลายถิ่นที่อยู่ที่ปลอดภัยของเลียงผาโดยตรงอีกด้วย

ย้อนไปดูเหตุล่าเลียงผา มีให้เห็นบ่อยครั้งที่เป็นข่าวประจานไปทั่วโลก เห็นจะเป็นภาพคลิปวิดีโอคนงานโรงปูนทีพีไอ โพลีน จำกัด ริมถนนมิตรภาพ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย ไล่ตีแม่เลียงผา น้ำหนัก 60-70 กก. ที่หลุดเข้ามาในพื้นที่โรงงานเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 56 ที่ผ่านมา หลังตีเสร็จก็ช่วยกันลากขึ้นรถ อ้างนำไปปล่อยในป่า

เป็นคลิปที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มคนรักสัตว์อย่างกว้างขวาง !?!

ท้ายสุดของคดีนี้ นายวิชัย เวทนา อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ 7 ต.บ้านป่า อ.แก่งคอย จ.สระบุรี พนักงานผู้ช่วยช่าง บริษัท ทีพีไอ ซึ่งเป็นคนในคลิปภาพที่ลงมือทำร้ายเลียงผา ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ สภ.แก่งคอย ถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าล่าสัตว์ป่าหวงห้าม รวมทั้งคนในคลิปก็ถูกแจ้งข้อหาเช่นกัน


จากเหตุการณ์นั้นไม่นานก็มีข่าว เลียงผา เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อช่วงสายวันที่ 17 ก.พ. คนงานโรงปูนซีเมนต์ ตราช้าง อ.แก่งคอย ไปพบเลียงผาเพศผู้ อายุ 1-2 ปี ได้รับบาดเจ็บนอนอยู่ในป่า บริเวณที่เก็บวัตถุดิบของโรงงานปูน จึงแจ้ง นายเบ็งจะ ตรีสาร หัวหน้าปฏิบัติการด้านสัตว์ป่า ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า จ.สระบุรี รุดไปตรวจสอบปฐมพยาบาล พบว่าเลียงผาตัวนี้บาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้าง จึงนำส่งโรงพยาบาลสัตว์เพื่อรักษาพยาบาล

ขณะที่ยังไม่มีรายงานว่าเลียงผาตัวนี้บาดเจ็บเพราะเหตุใด

ถูกทำร้ายหรือบาดเจ็บเองตามธรรมชาติ!??

กระทั่งมาถึงข่าวการพบเลียงผาครั้งล่าสุด เมื่อตอนสายวันที่ 26 ก.พ. 57 นายจีระพงศ์ คุ้มศาสตร์ อายุ 40 ปี พร้อมเพื่อนบ้าน 3-4 คน ช่วยกันอุ้มลูกเลียงผา เพศผู้ อายุประมาณ 3-6 เดือน ขนสีดำ สูงราว 45 ซม. สภาพอิดโรย เข้าพบนายเอกพร จุ้นสำราญ นายอำเภอแก่งคอย จ.สระบุรี พร้อมระบุว่า ขณะขับรถกระบะมาตามถนนสายบ้านแสลงพัน-วังม่วง ก็เห็นลูกเลียงผาเดินอยู่ข้างทาง จึงจอดรถลงไปดู ก็พบว่าลูกเลียงผาเดินโซเซ เหมือนไม่มีแรง จึงโทรเรียกเพื่อนมาช่วยกันจับไว้ เนื่องจากกลัวว่าจะถูกทำร้าย  จึงส่งมอบให้นายเบ็งจะนำไปปฐมพยาบาลต่อไป

 

เจ้าหน้าที่ดูแลลูกเลียงผาตัวนี้เป็นอย่างดี ทำกรงให้อยู่อาศัย ใช้แม่แพะสัตว์ในสายพันธุ์เดียวกัน มาให้นมเป็นแม่เลี้ยงให้ แพะกับเลียงผา ปรับตัวเข้าหากัน อยู่กันได้ ถึงแม้ว่าในช่วงหลังแม่แพะจะน้ำนมหมด ถึงขั้นต้องเปิดรับบริจาคน้ำนมช่วยลูกเลียงผา ท่ามกลางธารน้ำใจ


ช่วยกันต่ออายุลูกเลียงผาตัวนี้ให้มีชีวิตต่อ

กล่าวถึงสาเหตุที่ลูกเลียงผาตัวนี้พลัดหลงจากฝูงพ่อแม่ นายสุรพล ดวงแข กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ออกมาแสดงความเห็นว่า สาเหตุที่ลูกเลียงผาตัวนี้พลัดหลงจากฝูงออกมาเดินริมถนน ก็เพราะอาจเกิดจากการถูกไล่ล่า หรือรุกรานถิ่นที่อยู่อาศัย จึงทำให้ต้องหนีภัย มาหาจุดที่ปลอดภัย ยังดีที่มีชาวบ้านไปเจอและนำมาให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้

 

ซึ่งการพบลูกเลียงผา แสดงว่าพื้นที่นั้นจะต้องมีพ่อแม่เลียงผา และฝูงเลียงผาอาศัยอยู่จำนวนมาก ตนยืนยันว่าการที่ลูกเลียงผาพลัดหลงมา ไม่ใช่เรื่องของการหาแหล่งอาหารอย่างแน่นอน เพราะเลียงผาเป็นสัตว์ที่ปรับตัวอยู่กับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติเขาหินปูนได้เป็นอย่างดี

นายสุรพล กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ปัญหาการล่าเลียงผานั้น อันดับแรกต้องเริ่มจากการทำชุมชนเข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงปูนโรงโม่ที่ดำเนินกิจการอยู่ในพื้นที่ใกล้แหล่งอาศัย จะต้องเป็นหลักในการทำหน้าที่อนุรักษ์ และช่วยเป็นหูเป็นตา ในฐานะที่อยู่ใกล้ถิ่นเลียงผามากที่สุด


นอกจากนี้ ทางจังหวัดจะต้องส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยทำหน้าที่ประสาน ให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้ให้คงอยู่สืบไป

 

"ขบวนการล่าเลียงผามีมานานแล้ว เรื่องนี้เกิดจากความเชื่อว่าหากได้ยาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของเลียงผาไปจะช่วยรักษาโรคได้ ดังนั้น จึงมีคนจำนวนหนึ่งเข้าป่าล่าเลียงผานำมาขาย จึงทำให้ปริมาณเลียงผาลดน้อยลงไปทุกขณะ ในพื้นที่ จ.สระบุรี มีเลียงผาอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง และกำลังลดน้อยลงไปทุกขณะ" นายสุรพล กล่าวทิ้งท้าย

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่พวกเอารัดเอาเปรียบจะคืนกำไรให้ธรรมชาติ

เพื่อลูกหลานจะได้ดูเลียงผาตัวเป็นๆ

ไม่ใช่หาดูได้จากรูปภาพ!?!

จนถึงวันนี้ เลียงผา สัตว์ป่าคุ้มครอง ก็ยังถูกตามล่าไม่รู้จักจบจักสิ้น ด้วยเพราะความเชื่อผิดๆ ที่คนคิดว่าน้ำมันที่ได้จากเลียงผานั้น ใช้รักษาโรคได้หลายชนิด ทั้งๆ ที่ความเข้าใจเหล่านั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดๆ... 3 มี.ค. 2557 03:04 3 มี.ค. 2557 06:59 ไทยรัฐ