วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจ 2 ซีอีโอ"ชินคอร์ป-เอไอเอส" ปมธุรกิจบนเส้นขนานการเมือง

เป็นอีกครั้งที่บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอด-วานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด  (มหาชน)  หรือเอไอเอส ของอดีตนายกรัฐมนตรี “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ต้องเผชิญกับวิบากกรรมในการดำเนินธุรกิจ ถูกดึงเข้าสู่วงจรแห่งความขัดแย้งทางการเมือง

แม้ “ตระกูลชินวัตร” จะขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในกลุ่มชินคอร์ปออกไปตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2549 หรือเมื่อกว่า 8 ปีมาแล้ว ด้วยเม็ดเงินมหาศาลในขณะนั้นกว่า 76,000 ล้านบาท

อันทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องเผชิญ “มรสุม” จากการ “ล้างมือในอ่างทองคำ” ด้วยการถูกเปิดโปงว่า มีพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน จนถูกศาลพิพากษาริบเงินที่ได้จากการขายหุ้นในครั้งนั้นเข้ารัฐไปกว่า 46,000 ล้านบาท

เพราะประกาศิตล่าสุดของ “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)ที่ยกระดับการชุมนุมประท้วงไปสู่การไล่ล่ากดดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุติบทบาทรัฐบาลรักษาการลงนั้น

มาพร้อมกับปฏิบัติการกดดัน ด้วยการนำม็อบ  กปปส.เข้าปิดล้อมธุรกิจในเครือชินวัตร ด้วยข้ออ้างเพื่อตัด “ท่อน้ำเลี้ยง” เครือข่ายธุรกิจของตระกูลชินวัตร นอกเหนือไปจากการเรียกร้องให้มวลมหาประชาชน ยกเลิกการใช้มือถือในเครือข่ายเอไอเอส

เหตุใดกลุ่มชินคอร์ปและเอไอเอส ยังคงถูกตามรังควานไม่สิ้นสุดและตกเป็นเหยื่อทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ทีมเศรษฐกิจ” ขอเปิดพื้นที่ รวมทั้งเปิดอก 2 ซีอีโอแบบลึกสุดใจ นับจากบรรทัดนี้....

นายสมประสงค์ บุญยะชัย
ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

“เราถูกดึงเข้าไปเกี่ยวกับการเมือง เพราะผู้ก่อตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวสู่งานทางการเมือง ทั้งที่โดยนิติบุคคล เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว ตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา หลัง พ.ต.ท.ทักษิณขายหุ้นทั้งหมดเมื่อปี 2549 เราก็ได้รับผลกระทบเรื่อยมา เจอหนักๆมาก็เยอะ ก็ต้องใช้ความอดทน ความพยายามในการชี้แจง ซึ่งผมเชื่อว่าสถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ”

ก่อนอื่นต้องอธิบายว่าทั้งบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรืออินทัชและบริษัทลูกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส รวมทั้งบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

งบการเงินของเราต้องได้รับการตรวจสอบ ต้องมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นสม่ำเสมอ มีกลไกในการตรวจสอบเข้มข้น ภายใต้กฎหมายมากมาย เช่น พ.ร.บ.มหาชน พ.ร.บ.กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฯลฯ จะให้เอาเงินไปอุดหนุนพรรคใด เป็นท่อน้ำเลี้ยงใคร เราทำไม่ได้แน่

การเป็นผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียนเช่นนี้ มีกลไกควบคุมเอาไว้หมด ผู้บริหารไม่ใช่เจ้าของ บอร์ดบริษัทก็ไม่ใช่เจ้าของ มีรายได้จากเงินเดือนที่ได้รับ จะเอาเงินไปจ่ายให้ใครไม่ได้ ยกเว้นใช้จ่ายในการบริหารบริษัทกับจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ผู้บริหารทำผิดจะต้องชดใช้ความเสียหายและมีโทษทางอาญาถึงขั้นจำคุก

“ที่ผ่านมา  พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับบริษัท เพราะยุ่งไม่ได้ เขาขายหุ้นไปหมดแล้วตั้งแต่ปี 2549 จากนั้นก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว ไม่มีแม้กระทั่งความพยายามเข้ามายุ่ง”

ฉะนั้น การชักชวนให้คนเลิกใช้บริการของเรา บอยคอตสินค้าของเรา สิ่งต่างๆเหล่านี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดผลใดๆต่อ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว เพราะเขาไม่ใช่เจ้าของ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ไม่ได้ท่อน้ำเลี้ยงจากเรา สิ่งที่ทุกคนเข้าใจผิด จึงจำเป็นต้องเข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อน

หากจะเลิกใช้บริการของเรา ก็ควรจะต้องเป็นเพราะเราให้บริการได้ไม่ดีพอ นั่นเป็นเหตุให้ธุรกิจในกลุ่มอินทัช พยายามพัฒนาบริการให้ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง ลูกค้าทุกคนของเราคงรับรู้เรื่องนี้ดี

ผู้บริหารและพนักงานของกลุ่มทุกคน เสียใจเป็นอย่างมากที่ถูกกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่ในฐานะผู้บริหารองค์กร ผมยอมรับว่าผมจะเหนื่อยไม่ได้ และต้องคอยให้กำลังใจพนักงานเสมอ บอกพวกเขาว่าต้องอยู่ในความเป็นจริง วางใจให้เป็นกลางให้ได้

“พนักงานของที่นี่ต้องถือว่าลูกค้าเป็นผู้มีอุปการคุณ ลูกค้าจะรับเอาความคิดทางการเมืองข้างใดเป็นหลักนั้น เป็นสิทธิของลูกค้า เป็นเรื่องที่เราต้องเคารพ แต่ความคิดทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความรู้สึกทางลบต่อเรา เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องรีบแก้ไข เพราะบริษัทตั้งอยู่ได้ด้วยมวลชนหรือประชาชนที่ใช้บริการของเรา”

ความที่เราตกเป็นเหยื่อทางการเมืองต่อเนื่อง จริงๆก็นับตั้งแต่  พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง และรุนแรงขึ้น หลังการขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเสก โฮลดิ้งส์ ไล่เรียงมาจนถึงปัจจุบัน ผมและบอร์ดบริษัทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงจะเห็นได้ว่าในราว 3 ปีก่อนหน้านี้ เราพยายามหนีภาพความเป็นธุรกิจของครอบครัวชินวัตร ด้วยการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “อินทัช”

เราใช้ชื่อ “อินทัช” แทนกลุ่มชิน และใช้เป็นสัญลักษณ์บริษัทในการซื้อขายหุ้นด้วย แต่ชื่ออย่างเป็นทางการยังคงใช้ชื่อ “ชิน คอร์ปอเรชั่น”

วิกฤติครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า เราควรพยายามมากขึ้น ที่จะหลีกหนีออกจากปัญหาทางการเมือง ซึ่งเราไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลยให้ได้ บอร์ดจึงได้อนุมัติเปลี่ยนชื่อจากชิน คอร์ปอเรชั่น เป็น “อินทัช โฮลดิ้ง คัมปะนี” โดยจะนำเสนอสู่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 มี.ค.นี้

ส่วนที่มีข้อกล่าวหาว่าบริษัทซุปเปอร์ บรอดแบนด์ เน็ตเวิร์ก จำกัด หรือเอสเอ็นบี ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยตระกูลชินวัตรนั้น แท้จริงแล้ว เอสเอ็นบีเป็นบริษัทลูกที่ถือหุ้นโดยเอไอเอส 100% ไม่เกี่ยวกับตระกูลชินวัตรเช่นกัน ข้อสงสัยเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ผ่านทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทุกครั้งที่บริษัทได้รับผลกระทบทางการเมือง บอร์ดจะต้องนัดประชุมเพื่อหารือร่วมกันหาทางออกให้บริษัทเสมอ ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ มีอาวุโสสูง บอร์ดทุกคนจะวางใจให้เป็นอุเบกขา ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่ไม่สนใจ วางเฉย เพราะเฉยไม่ได้ เราอยู่ได้ด้วยมวลชน มวลชนก็คือลูกค้า คนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าของเรา

แต่การวางใจให้เป็นอุเบกขาในที่นี้ หมายถึงการมองอะไรตามสภาพความเป็นจริงของมัน มองว่าเหตุผลคืออะไร และพิจารณาตามเหตุและผลนั้น ไม่มีความชอบ ไม่ชอบ โกรธ หรือชัง

กรณีของเราเหตุผลคือการถูกเข้าใจผิด ที่เราทำได้คือให้ข้อมูลที่ถูกต้องด้วยจิตใจที่เป็นกลาง

เราต้องยอมรับว่า สิ่งที่เราเป็นกับสิ่งที่เขาเห็นนั้น อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เรามีหน้าที่สื่อสารก็ต้องทำไป และก็ต้องปฏิบัติตามสิ่งที่สื่อสารไปด้วย

จากประสบการณ์ที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองมากว่า 8 ปีเต็ม ผมเห็นว่าเราต้องใช้ความอดทนที่เพียงพอ และต้องใช้เวลาที่เพียงพอด้วย จึงจะก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปได้

ส่วนความเหนื่อยยากที่ได้รับ ในฐานะซีอีโออินทัชนั้น ผมมองเป็นเรื่องธรรมดา โดยธรรมชาติของคน มักจะมีสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ข้อมูลที่ชอบก็อยากฟังบ่อยๆ ที่ไม่ชอบก็ไม่อยากฟัง ถ้าเป็นอย่างนี้ ต่อไปเราจะห่างไกลจากความเป็นจริง

อย่างผมบริหารบริษัทใหญ่ ถ้าเราคิดว่าใหญ่ มีอำนาจ แบบนี้เราลำเอียงและหลงแน่นอน หรือถ้าเราคาดการณ์คู่แข่งสูงเกินไป เราก็จะกลัว ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าลงทุน สิ่งที่สำคัญก็คือการทำใจเป็นกลาง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใด

เมื่อมีใจเป็นกลาง เราจะมีปัญญามองเห็น หากเราปฏิบัติอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว ผลมันควรออกมาดี แต่ถ้าบางครั้งมันไม่ดี เพราะปัจจัยภายนอกที่ไม่ได้เกิดจากเรา เราจะสามารถบอกตัวเองได้ว่าในหน้าที่ของเรา เราทำดีครบหมดแล้ว “เมื่อมันยังเป็นอย่างนี้ ก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ ก็ค่อยๆ แก้ไขกันไปหรือตั้งต้นใหม่ เรื่องท้อถอยหรือหมดกำลังใจก็จะคลายลง”

“ผมเชื่อมั่นในเกียรติภูมิของเอไอเอส เราเป็น 1 ใน 50 บริษัทที่ดีที่สุดของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจากนิตยสารฟอร์บส เอเชีย (Forbes Asia) เป็นบริษัทโทรคมนาคมรายเดียวของประเทศ และยังก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 964 จาก 2,000 บริษัทมหาชนชั้นนำของโลก (The Global 2000) ซึ่งจัดโดยนิตยสารฟอร์บส์ เมื่อปี 2554 ด้วย ผมมั่นใจว่าเราตั้งอยู่ในความเป็นมืออาชีพ และจะทำงานแบบมืออาชีพให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“ผมจะไม่เหน็ดเหนื่อยในการชี้แจง แม้จะต้องทำซ้ำๆซากๆ และแน่นอน ผมยินดีที่จะเข้าพบคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เพื่อชี้แจงความเป็นจริงทุกอย่างให้ฟัง ถ้าคุณสุเทพต้องการ”

นายวิเชียร เมฆตระการ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส

“ความเดือดร้อนที่ได้รับในครั้งนี้ ไม่ใช่กระทบเพียงแค่บริษัทเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงครอบครัว ลูก-เมียของพนักงานกว่าหมื่นคนที่ทำงานอยู่กับเอไอเอสด้วย”

เอไอเอสไม่ได้เป็นท่อน้ำเลี้ยงของใคร เราไม่มีผลต่อเงินในกระเป๋าใครทั้งสิ้น เราไม่ได้คิดจะเลือกข้าง

ที่ผ่านมา ปกติลูกค้าของเอไอเอสในแต่ละเดือนเมื่อหักกลบลบจากที่ปิดเบอร์ ซื้อซิมใหม่ ย้ายไปเป็นลูกค้าค่ายอื่น รวมทั้งย้ายมาเป็นลูกค้าของเรา จะมีตัวเลขเป็นบวกหรือพอดีตัวทุกเดือน

แต่หลังจากที่ถูกโจมตี รณรงค์ให้เลิกเป็นลูกค้าเอไอเอส เราเห็นตัวเลขลูกค้าติดลบ ออกจากระบบเพิ่มโด่งขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ

“ณ วันนี้ เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับอดีตผู้ถือหุ้นแล้ว อันนี้ชัดเจนมาก ที่ผ่านมาเราปฏิเสธไม่ได้ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณเคยถือหุ้นเอไอเอสมาก่อน แต่วันนี้ ไม่มีผู้ถือหุ้นเก่าถือหุ้นอยู่แล้ว และคงจำกันได้ดีว่า การขายหุ้นครั้งนั้น ก็ได้ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณถูกศาลตัดสินยึดทรัพย์ไปส่วนหนึ่ง ซึ่งเงินนั้นก็มาจากการขายหุ้น”

ขณะนี้เรามีผู้ถือหุ้นใหม่ มีผมทำหน้าที่ผู้บริหารสูงสุด นี่คือสิ่งที่ตรวจสอบได้ เราเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทุกอย่างเป็นที่เปิดเผยและเป็นไปตามกฎหมาย

“ถ้าถามว่าเหนื่อยใจ ลำบากใจไหม จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าไม่ว่างานอะไรก็เหนื่อยอยู่แล้ว ที่ต้องทำในขณะนี้ก็คือ การทำความเข้าใจกับพนักงานในบริษัท การทำความเข้าใจกับลูกค้า และการทำความเข้าใจกับสังคมภายนอก ต้องอธิบายโดยไม่เหน็ดเหนื่อย”

ต้องเข้าใจว่าเราเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ใครจะซื้อหุ้นเอไอเอสก็ย่อมทำได้ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่วันนี้เราเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตรอีกต่อไป นี่คือสิ่งที่ผมในฐานะซีอีโอยืนยัน หากไม่เชื่อผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว

“เชื่อไหมว่าในอดีต ช่วงแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณขายหุ้นใหม่ๆ มีพนักงานมาสารภาพตรงๆว่า ต้องขอลาออกเพราะที่บ้านบังคับให้ออก พ่อ-แม่ไม่ต้องการให้ทำงานบริษัทนี้ สิ่งนี้ทำให้ผมได้คิดว่าเอไอเอสถูกเข้าใจผิดขนาดนี้เลยเชียวหรือ นั่นเป็นครั้งแรกทำให้ได้คิดว่าปัญหานี้ไม่ธรรมดา และเรื่องนี้อยู่ที่ความเชื่อ ไม่ใช่การศึกษา”

ที่ผ่านมา นอกจากถูกโยงเข้าไปเกี่ยวกับการเมืองแล้ว เอไอเอสยังถูกโจมตีเรื่อยมา เรื่องได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐ ทั้งที่เราไม่เคยได้ประโยชน์แต่เพียงผู้เดียว ที่ผ่านมาเคยโดนใช้กฎหมายเล่นงาน มาวันนี้ถูกใช้มวลชนกดดัน หลายครั้งเราขยับตัวยาก เพราะความเป็นเอไอเอสนี่แหละ

“ที่ผ่านมาเอไอเอสเหมือนใส่เข็มขัดดำน้ำที่เป็นตะกั่ว จะโผล่ขึ้นมาหายใจก็ยาก การเมืองไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำให้การทำงานยากลำบากมากขึ้น”

สิ่งที่ผมต้องบอกกับพนักงานก็คือ เราต้องให้บริการอย่างเต็มที่ มีกำลังใจในการทำหน้าที่ และขอให้ยืนหยัดสู้

“เราไม่ใช่ผลไม้พิษ คนอาจมองว่าคนปลูกเป็นพิษ แต่ต้นไม้พิษ ไม่จำเป็นต้องออกลูกเป็นพิษ ผมไม่ได้โยนความผิดให้ผู้ก่อตั้งเอไอเอส เพราะผมปฏิเสธความจริงไม่ได้ แต่อยากให้มองความเป็นจริงด้วย”

เขาบอกว่าการถูกโจมตีในครั้งนี้ นอกจากพนักงานจะเดือดร้อนแล้ว ราคาหุ้นยังปรับลดลง เพราะมีคำสั่งให้ขายหุ้นเอไอเอสทิ้ง ตรงนี้กระทบนักลงทุน ผู้ถือหุ้น ซึ่งรวมถึงข้าราชการบำเหน็จบำนาญด้วย ต้องยอมรับว่าปัจจุบันเราอยู่ในระบอบทุนนิยม ตลาดหุ้นถือเป็นการระดมทุน มูลค่าหุ้นที่ลดลงก็ย่อมกระทบกับนักลงทุน

“เอไอเอสไม่ใช่บริษัทต่างประเทศ การให้เงินเพื่อแสดงความฝักใฝ่ทางการเมืองเป็นสิ่งซึ่งทำไม่ได้ เรามีผู้ถือหุ้นเยอะแยะ มีระบบคอยตรวจสอบ ใช้เงิน 100,000 บาท ก็ต้องมีที่มาที่ไป หากฝ่ายตรวจสอบของบริษัทมีข้อสงสัยก็ต้องชี้แจงได้ เรื่องเงินนอกระบบ เงินท่อน้ำเลี้ยงไม่ต้องสงสัย ไม่มี ไม่สามารถทำได้”

เรื่องนี้หากคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องการให้เข้าไปชี้แจงด้วยตัวเอง ผมยินดีที่จะไป ผมไม่มีอะไรส่วนตัว ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ผมเป็นซีอีโอเอไอเอสที่กำลังจะเกษียณอายุ

ผมเคยคิดว่าหากคำพูดตรงไปตรงมาของผม ทำให้บริษัทได้รับความเดือดร้อน ผมยินดีแสดงความรับผิดชอบ แต่ปัญหาจะจบหรือไม่ ผมยังตอบตัวเองไม่ได้

ทุกวันนี้ไม่ได้ขอให้ใครมาช่วยอะไร เอไอเอสยืนด้วยตัวเองมานานแล้ว และเราก็ผ่านความยากลำบากมามากด้วย ส่วนผมจะหนักกว่าทุกคนหน่อยเพราะถือเป็นหัวเรือใหญ่ ต้องคอยพูดคุยปลอบขวัญให้กำลังใจพนักงาน ซึ่งต้องทำสม่ำเสมอ ไม่เหนื่อยหน่าย

“เราให้บริการด้วยความเคารพความคิดเห็นของแต่ละคน ลูกค้าของเราที่อยู่ในม็อบก็มีมากมาย อย่างสาขาที่สยามพารากอน มีเป็นจำนวนมาก ผมยืนยันเราให้บริการเต็มที่ทุกคน ไม่เคยปฏิเสธ แม้เขาจะไม่ชอบเรา”

“หากเราบริการไม่ดี ไม่พอใจเรา ก็ขอให้บอก เราพร้อมจะแก้ไขเสมอ การเลิกใช้บริการของเรา เพราะเข้าใจว่าเราเป็น ในสิ่งที่ไม่ได้เป็น ผมว่ามันไม่แฟร์ ผมขอความเป็นธรรมให้กับเอไอเอสด้วยครับ”.


ทีมเศรษฐกิจ

2 มี.ค. 2557 10:19 ไทยรัฐ